เตือนภัยเกษตร ประจำ 22-28 พย. 60 สถาบันวิจัยพืชสวน

 

 ภาคเหนือ พืชลิ้นจี่ พืชตระกูลส้ม สตรอเบอว์รี่ กาแฟอาราบีก้า   

1. ลิ้นจี่ ระยะใบเพสลาดและเริ่มแตกใบอ่อนชุดที่สาม (โดย ศวส.เชียงราย)

- ไรกำมะหยี่ Aceriolitchii keifer เป็นไรศัตรูลิ้นจี่ที่มีความสำคัญมาก ไรชนิดนี้ชอบดูดทำลายตาดอก ใบอ่อน ยอด และผลของลิ้นจี่ ทำให้ตาดอกไม่เจริญ ใบที่ถูกไรทำลายจะมีลักษณะอาการหงิกงอ และโป่งพองขึ้นเป็นกระเปาะ ผิวใบบริเวณที่ไรดูดกินจะสร้างขนสีน้ำตาลขึ้นสานกันเป็นแผ่นติดต่อกัน ซึ่งไรจะใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวอยู่ในขนที่สร้างขึ้นที่ผิวใบนี้  มีลักษณะนุ่มหนาคล้ายพรม เมื่อเริ่มเกิดจะมีสีเหลืองหรือเขียวอ่อน และเป็นสีน้ำตาลเข้มในเวลาต่อมา ในระยะนี้ไรจะเริ่มเคลื่อนย้ายหาใบใหม่ เพื่อดูดทำลายต่อไป ใบและยอดที่ถูกทำลายจะแห้งและร่วง ต้นที่ถูกไรทำลายอย่างรุนแรง จะแคระแกรน และไม่เจริญเท่าที่ควร บางครั้งจะพบปื้นขนสีน้ำตาลนี้เกิดขึ้นที่ช่อดอกและผลอ่อนด้วย

  การป้องกันกำจัด : ใช้พันธุ์ต้านทาน จากการศึกษาพบว่า ลิ้นจี่พันธุ์ฮงฮวย มีความต้านทานต่อการทำลายของไรกำมะหยี่ได้ดีกว่าพันธุ์โอเฮี๊ยะ เมื่อมีการระบาดของไรรุนแรงจนมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมี ควรตัดแต่งกิ่งที่ใบ และยอด ที่ถูกไรกำมะหยี่ลิ้นจี่ทำลายออกก่อน แล้วจึงพ่นสารกำจัดไรครั้งแรก สารกำจัดไรที่พบว่าใช้ได้ผลดีในการกำจัดไรชนิดนี้คือ อะมิทราซ 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ กำมะถัน 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วทั้งหน้าใบและหลังใบ การพ่นสารกำจัดไรครั้งที่ 2 ควรทำเมื่อลิ้นจี่เริ่มแตกใบอ่อน แล้วพ่นซ้ำอีก 2 ครั้ง ห่างกัน 4 วัน 

2. พืชตระกูลส้มเช่นส้มโอ ส้มเปลือกล่อน มะนาว (โดย ศวส.เชียงราย)

- โรคสแคปหรือโรคใบจุด เกิดจากเชื้อราSphaceloma fawcettii พบอาการบนใบอ่อนและผลอ่อนมีลักษณะแผลเป็นสะเก็ดสีน้ำตาลแดงหรือน้ำตาลเทา ขนาดแผลไม่แน่นอน เนื้อเยื่อบริเวณแผลจะบวมโตคล้ายหูดเมื่อขยายใหญ่แผลจะเชื่อมติดกัน

  การป้องกันกำจัด หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ  ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง อย่าให้มีใบแน่นทึบเกินไป หลีกเลี่ยงการตัดแต่งกิ่งช่วงที่มีฝนตก และเก็บส่วนที่เป็นโรคออกไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก   เมื่อเริ่มพบโรคระบาดมากช่วงแตกใบอ่อน ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ไดฟีโนโคลนาโซล 25% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไพราโคลสโตรบิน 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5-7 วัน

3. สตรอเบอว์รี่ ระยะติดผล และเก็บเกี่ยว (โดย ศว.กส.เพชรบูรณ์)

- โรคแอนแทรคโนส เกิดได้ทุกส่วนของพืชทั้งบนใบ ก้านใบ ไหล โคนต้น ราก และผล แผลเป็นจุดขนาดเล็ก และขยายใหญ่เป็นสีดำคล้ำ แผลลึกขอบแผลสีดำ ตรงกลางแผลสีน้ำตาลอ่อนหรือสีเทา เชื้อเข้าทำลายต้นทำให้พืชเหี่ยว เมื่อผ่าดูจะพบอาการสีน้ำตาลแดงหรือดำบนลำต้น (Crown) ส่วนในผลสตรอว์เบอรี่จะพบอาการผลยุบลักษณะวงรี สีน้ำตาลเข้ม ผลบุ๋มลึกลงในผิวผล

- โรคใบจุด เกิดจากเชื้อรา พบระบาดมากในแปลงปลูกสตรอว์เบอรี่เป็นเวลานานๆ แปลงปลูกที่มีวัชพืชมาก อาการเริ่มแรกจะเห็นแผลขนาดเล็กสีม่วงแก่บนใบ ต่อมาแผลจะขยายขนาดรอบแผลสีม่วงแดง กลางแผลจะมีสีน้ำตาลอ่อนถึงขาว บางครั้งอาจพบอาการที่ผลด้วย

- โรคไวรัส สตรอว์เบอรี่จะแสดงอาการใบหยิกย่น ใบผิดรูปร่าง ใบม้วนขึ้น หรือาการใบด่าง ต้นเตี้ย แคระแกรน ข้อสั้น ทรงพุ่มมีใบหนาแน่น ขนาดใบเล็กกว่าปกติ โดยมีพาหะเป็นแมลงปากดูด เช่นเพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ไส้เดือนฝอยบางชนิด

4. กาแฟอาราบีก้า ระยะเก็บเกี่ยว  (โดย ศว.กส.เพชรบูรณ์)

- โรคแอนแทรคโนส อาการเกิดตามส่วนต่างๆ ของต้นกาแฟ ใบ เป็นจุดสีน้ำตาลแล้วขยายใหญ่ขึ้น เนื้อเยื่อกลางแผลตาย มีสีน้ำตาลไหม้ จุดแผลแต่ละจุดขยายเชื่อมต่อกันเป็นแผลขนาดใหญ่ ทำให้ใบไหม้ ผลเชื้อเข้าทำลายทั้งในผลอ่อนและผลแก่ เริ่มแรกเป็นจุดสีน้ำตาลเข้ม ต่อมาแต่ละจุดขยายรวมกันเป็นแผลมีรูปร่างไม่แน่นอน เนื้อเยื่อยุบ ผลกาแฟหยุดการเจริญและเปลี่ยนเป็นสีดำ ผลยังคงติดอยู่บนกิ่ง กิ่ง บนกิ่งสีเขียวมีอาการไหม้ เนื้อเยื่อของกิ่งบริเวณที่เป็นแผลจะตาย ทำให้กิ่งเหี่ยวแห้ง ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และร่วง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พืชมะม่วง หอมแดง

1.มะม่วงในระยะแทงช่อดอก  (โดย ศวส.ศรีสะเกษ)

- เพลี้ยจั๊กจั่น ลักษณะตัวอ่อนและตัวเต็มวัย ทำลายใบอ่อนช่อดอก ระยะที่ทำความเสียหายมากที่สุด คือ ระยะที่มะม่วงกำลังออกดอก จะดูดน้ำเลี้ยงจากช่อดอกทำให้แห้งและดอกร่วง ติดผลน้อยหรือไม่ติดเลย ระหว่างที่เพลี้ยจั๊กจั่น ดูดกินน้ำเลี้ยง จะถ่ายมูลมีลักษณะเป็นน้ำเหนียวๆ คล้ายน้ำหวานติดตามใบ ช่อดอก ทำให้มะม่วงเปียกเยิ้ม ต่อมาตามใบ ช่อดอก จะถูกปกคลุมโดยเชื้อราดำ ถ้าปกคลุมมากจะกระทบกระเทือนต่อการสังเคราะห์แสง 

2. หอมแดงระยะเริ่มปลูก (โดย ศวส.ศรีสะเกษ)

หนอนกระทู้หอม หรือหนอนหลอดหอม หรือหนอนหนังเหนียว ตัวหนอนเมื่อออกจากไข่ใหม่ๆ จะเจาะมุดเข้าไปกัดกินในพืช ทำให้ยากแก่การสังเกต

การป้องกันกำจัด : เก็บกลุ่มไข่และหนอนทำลายช่วยลดการระบาด ในระยะหนอนขนาดเล็กและมีการระบาดน้อย พ่นด้วยเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซิส Bacillus thuringiensis (Bt) อัตรา 100 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด เช่น คลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% เอสแอล อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟลูเบนไดอะไมด์ 20% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 6 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คลอฟีนาเพอร์ 10% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ โทลเฟนไพแร็ด 16% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อินดอกซาคาร์บ 15% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สไปนีโทแรม 12% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

 

ภาคตะวันออก พืชมังคุด ทุเรียน เงาะ พริกไทย สละ 

1. มังคุดระยะเจริญเติบโตด้านกิ่งและใบมีการแตกใบอ่อนบ้างส่วนใหญ่เป็นใบเพสลาด (โดย ศวส.จันทบุรี)

- เพลี้ยไฟ เป็นแมลงที่มีขนาดเล็กมาก(0.7-0.8 มิลลิเมตร) บางครั้งมองดูตาเปล่าไม่เห็น สีเหลืองหรือน้ำตาลอ่อนเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว มักพบระบาดในช่วงที่อากาศแห้งแล้ง ทั้งตัวอ่อนและตัวแก่จะใช้ส่วนของปาก

- หนอนชอนใบ จะชอนเข้าไปอยู่ระหว่างใบ ในขณะที่เจริญเติบโต จะทำเป็นทางเดินอาศัยอยู่ระหว่างผิวใบทั้ง 2 ด้าน กัดกินและถ่ายอยู่ภายในใบที่ถูกทำลายจะเห็นเป็นทางเดินของหนอนสีขาวคดเคี้ยวไปมา ใบมังคุดที่ถูกทำลายจะหงิกงอไม่เจริญเติบโตและแห้งในเวลาต่อมาทำให้ไม่สามารถปรุงอาหารได้หนอนชนิดนี้จะทำลายเฉพาะใบอ่อนเท่านั้น

- หนอนกินใบ เป็นหนอนของผีเสื้อ ขนาดของตัวหนอนยาวประมาณ 2.0-2.5 เซนติเมตร สีเขียวแกมเหลืองเหมือนกับสีของใบอ่อนมังคุดทำให้มองไม่ค่อยเห็นหนอนชนิดนี้จะกินแต่ใบอ่อนทำให้เสียพื้นที่ใบในการสังเคราะห์แสงและจะกัดกินใบในเวลากลางคืน ส่วนในเวลากลางวันจะหลบซ่อนตัวในดินหรือตามหญ้ารอบโคนต้นมังคุด

2. ทุเรียน ระยะเจริญเติบโตด้านกิ่งและใบมีการแตกของใบอ่อนบ้างส่วนใหญ่อยู่ในระยะเพสลาด

- เพลี้ยไก่แจ้ ดูดน้ำเลี้ยงจากใบอ่อนทำให้ใบอ่อนไม่เจริญเติบโต ระบาดมากๆทำให้ใบอ่อนหงิกงอ

- ด้วงหนวดยาว หนอนกัดกินเนื้อไม้อยู่ภายใน หรือกินควั่นรอบลำต้นทำให้ท่อน้ำท่ออาหารถูกตัดทำลายต้นทุเรียนจึงทรุดโทรม ใบเหลืองและร่วงและยืนต้นตาย    

- ไรแดงำลายใบโดยใช้ปากดูดน้ำเลี้ยงทำให้ใบซีด ร่วงหล่น ต่อมาทำให้ผลหลุดร่วง

- โรครากเน่าโคนเน่า เกิดจากเชื้อราไฟทอปธอราเข้าทำลายระบบราก ทำให้รากและโคนเน่าเป็นสีน้ำตาล มีน้ำเยิ้มใบเหลืองร่วงทั้งต้นและต้นตาย

3. เงาะ ระยะแตกใบอ่อนผสมใบเพสลาด (โดย ศวส.จันทบุรี)

- หนอนคืบกินใบ ภายหลังฟักจะเริ่มกัดกินยอดใบอ่อนช่อใบอ่อน-ใบเพสลาด จนกระทั่งเหลือเพียงก้านใบ แล้วจะย้ายไปยังช่อใบอ่อนที่อยู่ถัดไปเมื่อแรกฟักลำตัวสีเขียวอ่อน มีแถบยาวสีน้ำตาลอ่อนพาดยาวทางด้านข้างลำตัว

- หนอนคืบเขียว เป็นตัวหนอนชอบกัดกินส่วนยอดของช่อใบอ่อนและใบอ่อน กัดกินใบทำให้ใบเกิดเป็นรอยเว้าแหว่ง ไม่ถึงกับทำลายหมดทั้งช่อใบ ลำตัวเรียวสีเขียวอ่อนคล้ายสีใบหรือก้านใบอ่อนมาก พบมากในระยะที่เงาะแตกยอดอ่อนใหม่

4. พริกไทย ระยะติดผลอ่อนผลแก่ และเก็บเกี่ยว (โดย ศวส.จันทบุรี)

- โรครากเน่าโคนเน่า เชื้อสาเหตุจะเข้าทำลายที่รากฝอยและลุกลามไปยังส่วนต่างๆ ของต้นพริกไทยทั้งส่วนที่อยู่ใต้ผิวดินและระดับใกล้ผิวดินส่วนที่ถูกทำลายจะมีอาการเน่าสีน้ำตาลเข้มหรือน้ำตาลดำ เมื่อเป็นมากท่อน้ำท่ออาหารจะถูกทำลายทำให้การลำเลียงน้ำและแร่ธาตุของต้นพริกไทยหยุดชะงัก ระบบการทำงานไม่เป็นปกติใบพริกไทยจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แล้วร่วงหล่นในที่สุดต้นจะตายไป

- หนอนเจาะลำต้น ตัวแก่เป็นแมลงปีกแข็ง มีจะหงอยปากแหลม ตัวสีน้ำตาลเข้ม หรือสีดำตัวมีขนาดเล็ก ยาวประมาณ 7 มม. ทั้งตัวแก่และตัวอ่อนสามารถทำลายกิ่งและลำต้นของพริกไทย แมลงชนิดนี้จะเจาะทำลายตรงบริเวณข้อและวางไข่ และเกิดเป็นตัวอ่อน กัดไชชอนกินเนื้อเยื่อภายในลำต้นที่อยู่เหนือขึ้นไปจะเริ่มมีอาการเหี่ยวอย่างเห็นได้ชัดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแล้วแห้งตายไป และส่วนที่ถูกทำลายมักจะแตกออกโดยเฉพาะ

5. สละ ระยะติดผล/เก็บเกี่ยว (โดย ศวส.จันทบุรี)

- โรคผลเน่า (เชื้อรา Marasmius palmivorus) เปลือกผลสละมีสีน้ำตาล ถ้าความชื้นสูงจะพบเส้นใยของเชื้อรา สีขาวหรือขาวอมชมพู เปลือกจะเปราะแตก เนื้อด้านในเน่า ผลร่วง เส้นใยเชื้อราเจริญเต็มที่จะสร้างดอกเห็ดสีขาว เมื่อดอกเห็ดบานจะปลดปล่อยสปอร์แพร่ระบาดไปสู่ทะลายผลอื่นๆ และต้นอื่น

การป้องกันกำจัด : ตัดแต่งทางใบแก่ โดยเฉพาะทางใบที่อยู่ด้านล่างๆ ให้มีการถ่ายเทอากาศได้ดี ไม่มีความชื้นสะสมใต้ทรงพุ่มมากเกินไป ตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ ปลิดผลที่เป็นโรคบนทะลาย เก็บเศษซากพืช และผลที่ร่วงอยู่ใต้ต้น นำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสะสม พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ไพราโคลสโตรบิน 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ทีบูโคนาโซล+ไตรฟลอกซีสโตรบิน 50%+25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นสาร 2 ครั้ง ครั้งแรกก่อนเก็บเกี่ยวผลสละ 2 เดือน ครั้งที่สองหลังจากครั้งแรก 7 วัน

 

ภาคใต้ พืชทุเรียน เงาะ มะพร้าว ขมิ้นชัน ส้มโชกุน

1. ทุเรียน เงาะ ระยการฟักตัว เตรียมตัวออกดอก (โดย ศวส.ตรัง)

- งดการให้น้ำ ทรงพุ่มมีการเปลี่ยนแปลง เริ่มเห็นตาดอกบริเวณกิ่ง และทุเรียน แซะปลายยอดเงาะ ตัดแต่งกิ่งกระโดง และกิ่งที่เป็นโรค ทำความสะอาด รอบๆ โคนต้

- โรคใบติด หรือใบไหม้ (เชื้อรา Rhizoctonia solani) อาการเริ่มแรกพบแผลคล้ายถูกน้ำร้อนลวกบนใบ ต่อมาแผลขยายตัว และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ขนาดและรูปร่างไม่แน่นอน จากนั้นลุกลามไปยังใบปกติข้างเคียง ถ้ามีความชื้นสูงเชื้อราสาเหตุโรคจะสร้างเส้นใยมีลักษณะคล้ายใยแมงมุมยึดใบให้ติดกัน ใบที่เป็นโรคจะแห้งติดอยู่กับกิ่ง ก่อนหลุดร่วงไปสัมผัสกับใบที่อยู่ด้านล่าง โรคจะลุกลามทำให้ใบไหม้เห็นเป็นหย่อมๆ ใบแห้งติดกันเป็นกระจุกแขวนค้างตามกิ่ง ต่อมาใบจะร่วงจนเหลือแต่กิ่ง และกิ่งแห้งในที่สุด ทำให้ต้นเสียรูปทรง การป้องกันกำจัด ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง และกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อลดความชื้นสะสม หมั่นสำรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่า เริ่มมีการระบาดของโรค ตัดส่วนที่เป็นโรค และเก็บเศษพืชที่เป็นโรคและใบที่ร่วงหล่น ไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช เฮกซะโคนาโซล 5% เอสซี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ 77% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คิวปรัสออกไซด์ 86.2% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7-10 วัน โดยพ่นที่ใบให้ทั่วทั้งต้น ในแปลงปลูกที่มีความชื้นสูง และมีการระบาดของโรคเป็นประจำ ควรใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนต่ำ เพื่อลดการแตกใบ

2. มะพร้าว ระยะการเจริญเติบโตและให้ผลผลิต  (โดย ศวส.ตรัง)       

- แมลงดำหนาม ใบอ่อนจะมีรอยแผลสีนำตาล ส่วนใหญ่พบในยอดอ่อนที่ยังไม่คลี่ เมื่อใบคลี่พบร่องรอยการเข้าทำลาย ใบจะเป็นสีน้ำตาล หรือเว้าแหว่งเป็นช่องๆ ทำการป้องกันกำจัดโดยการตัดใบที่มีหนอนหัวดำลงทำลาย เผาหรือฝังทำลาย และใช้แตนเบียนควบคุมแมลงดำหนามมะพร้าว     

- ด้วงแรด เฉพาะตัวเต็มวัยเท่านั้นที่เป็นศัตรูพืช โดยบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบมะพร้าวหรือปาล์มน้ำมัน ทำให้ทางใบหักง่าย และยังกัดเจาะทำลายยอดอ่อน ทำให้ทางใบที่เกิดใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้วๆคล้ายรูปสามเหลี่ยม ถ้าโดนทำลายมากๆ ทำให้ใบที่เกิดใหม่แคระแกรนรอยแผลที่ถูกด้วงแรดกัดเป็นเนื้อเยื่ออ่อน ทำให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ หรือเป็นทางให้เกิดโรคยอดเน่จนถึงต้นตายได้ในที่สุด     

3. ขมิ้นชัน   ระยะออกดอก  (โดย ศวส.ตรัง)

- โรคเหี่ยวหรือเหง้าเน่า  (เชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum) อาการเริ่มแรก ใบเหี่ยวและม้วนเป็นหลอด มีสีเหลือง โดยจะลุกลามจากส่วนล่างขึ้นไปยังส่วนปลายยอด และแห้งตายทั้งต้น บริเวณโคนต้นและหน่อที่แตกออกมาใหม่มีลักษณะฉ่ำน้ำสีน้ำตาลเข้มถึงดำ เมื่อผ่าลำต้นตามขวางจะพบเมือกของแบคทีเรียไหลซึมออกมาเป็นสีขาวขุ่น ลำต้นเน่าและหลุดออกจากเหง้าได้ง่าย อาการบนเหง้ามีลักษณะฉ่ำน้ำและสีคล้ำ ต่อมาเหง้าจะเน่า

- เพลี้ยหอย ถ้าพบเพลี้ยหอยในปริมาณมากควรชุบหัวพันธุ์ด้วยสารเคมียากำจัดแมลง ในอัตราตามคำแนะนำ

4. ส้มโชกุน หลังจากปลูก 7 เดือน (โดย ศวส.ยะลา)

- หนอนชอนใบ ตัวเต็มวัย(ผีเสื้อ) จะวางไข่ใต้เนื้อเยื่อใบใกล้เส้นกลางใบส้ม เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอนจะกัดกินและชอนไชอยู่ในระหว่างผิวใบ หนอนจะทำลายด้านใต้ใบมากกว่าบนใบ รอยทำลายสังเกตได้ง่ายตั้งแต่เริ่มทำลายโดยเห็นเป็นเส้นทางสีขาวเรียวยาวในระยะเริ่มแรกและขยายใหญ่ขึ้นเป็นทางคดเคี้ยวไปมาคล้ายงูเลื้อย ใบมีลักษณะบิดงอลงทางด้านที่มีหนอนทำลาย นอกจากทำลายใบแล้ว ถ้ามีการระบาดมากหนอนจะเข้าทำลายกิ่งอ่อน และผลอ่อนด้วย มีผลทำให้ส้มต้นเล็กชะงักการเจริญเติบโตได้ รอยทำลายที่เกิดจากการทำลายจะเป็นช่องทางให้เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas axonopodis pv. citri Hassel Dye ซึ่งทำให้เกิดโรคแคงเกอร์รุนแรงขึ้น การป้องกันกำจัด การบังคับยอดให้แตกพร้อมกัน สามารถควบคุมประชากรของหนอนชอนใบได้ดีขึ้น สะดวกในการดูแลรักษา ช่วยลดจำนวนครั้งในการใช้สารเคมีในการแตกยอดแต่ละรุ่น และเป็นการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติที่พบมากในสวนส้มอีกด้วย เก็บยอดหรือใบส้มที่ถูกหนอนชอนใบส้มมาทำลาย เพื่อลดปริมาณหนอนชอนใบส้ม ในการแตกยอดของส้มรุ่นต่อไป สำรวจหนอนชอนใบส้มช่วงแตกใบอ่อน โดยสุ่มสำรวจต้นละ 5 ยอด ประมาณ 10-20 ต้นต่อสวน หากยอดอ่อนถูกทำลายเกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ของยอดที่สุ่มสำรวจทั้งหมด ถือว่าหนอนชอนใบส้มมีปริมาณสูงถึงระดับที่ต้องทำการป้องกันกำจัด ให้พ่นสารฆ่าแมลงที่แนะนำ