เตือนภัยการเกษตร

ช่วงวันที่ 13 – 19 ธันวาคม 2560

ภาคเหนือ

    1.กาแฟอาราบิกา :(โดย ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ )

      -โรคราสนิม (Helmileia vastatrix) เป็นได้ทั้งใบอ่อนและใบแก่ แต่มักจะเกิดกับใบแก่ก่อน เริ่มแรกพบจุดสีเหลืองขนาดเล็กใต้ใบ ต่อมาขยายใหญ่ขึ้นและเปลี่ยนเป็นสีส้มคล้ายสีสนิม พบผงสปอร์สีส้มบนแผล ส่วนด้านบนใบเนื้อเยื่อที่อยู่ตรงข้ามเริ่มแรกมีสีเหลือง ต่อมาแห้งเป็นสีน้ำตาล ถ้าอาการรุนแรงแผลจะขยายติดกัน ใบที่เป็นโรคจะเหลืองและร่วงในที่สุด ทำให้ผลผลิตกาแฟลดลง

       การป้องกันกำจัด

         1. ควรใช้พันธุ์ที่ต้านทานโรค เช่น พันธุ์เชียงใหม่ ๘๐

         2. ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคและเก็บใบเป็นโรคที่ร่วงอยู่ใต้ต้น นำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก

      3. เมื่อพบเริ่มมีการระบาดของโรค พ่นด้วยสารไตรอะดิมีฟอน 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ออกซีคาร์บอกซิน 19% อีซี อัตรา 12 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นต่อเนื่อง 3-4 ครั้ง ห่างกันทุก 1 เดือน

       -โรคผลเน่า, แอนแทรคโนสที่ผล (Colletotrichum gloeosporioides (Penz) and Sacc.)  อาการเริ่มแรกมักพบที่ขั้วผล เกิดอาการเน่า และลามลงไปที่ผิวเปลือก เปลือกจะเป็นสีน้ำตาลอ่อนและค่อยๆเข้มขึ้น ผลเริ่มนิ่มและเกิดแผลยุบตัว ทำให้ผลหลุดจากขั้ว พบเชื้อราสีขาว หรือสีเทาแกมดำขึ้นที่แผลบริเวณขั้วผล มักพบโรคในสภาพที่มีอากาศร้อนและชื้น

          การป้องกันกำจัด 

1. ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกและช่วยลดความชื้นในทรงต้น

2. ตัดแต่งช่อผล เพื่อลดการเบียดกันจนทำให้เกิดแผลซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าทำลายได้ง่าย 

3.  ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ และระวังอย่าให้พืชขาดน้ำในช่วง 10 สัปดาห์หลังติดผล เพื่อป้องกันผลแตกในขณะผลแก่ อันเนื่องมาจากการได้รับน้ำจากฝนตกชุกมากเกินไป

4. หมั่นสำรวจสวนอย่างสม่ำเสมอ เก็บผลที่เป็นโรคออกไปทำลายนอกสวน

5. เมื่อเริ่มพบการระบาดของโรค พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เบโนมิล 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๖-๑๒ กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ แมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร จำนวน 1-2 ครั้งทุก 7 วัน ช่วงผลเริ่มสุก และหยุดพ่นอย่างน้อย ๗ วันก่อนเก็บเกี่ยว

          -โรคกิ่งแห้ง (Colletotrichum gloeosporioides (Penz) and Sacc.) อาการใบเหลืองและไหม้บนกิ่งสีเขียว เมื่อสังเกตที่กิ่ง จะเห็นแผลเนื่องจากเนื้อเยื่อตาย บริเวณข้อและปล้องขยายไปตาม ปลายกิ่ง ใบที่แสดงอาการเหลืองจะร่วง ในเวลาต่อมา กิ่งจะเหี่ยวและแห้ง ตกดอกเหี่ยว โรคนี้โดยปกติจะพบในสภาพอากาศแห้งแล้ง เริ่มต้นแผลอาจเกิดจากใบไหม้เพราะแดด หรือเกิดจากแมลงหรือ เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ที่ทาให้พืชอ่อนแอเหมาะต่อการเข้าทาลายของเชื้อเช่น สภาพอากาศแล้งมาเป็นเวลายาวนาน การขาดร่มเงาเป็นต้น

          การป้องกันกำจัด

1. ตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคออก และพ่นสารบอร์โดมิกซ์เจอร์ หรือ แมนโคเซบ 45 % ดับเบิ้ลยูพี

2. รักษาระดับร่มเงาให้เหมาะสมและคลุมโคนรอบ ๆ ต้นพืชเพื่อรักษาระดับความชื้นในดิน

3. บำรุงต้นพืชให้แข็งแรงเพื่อป้องกันการเข้าทาลายของเชื้อ

       - มอดเจาะผลกาแฟ (Coffee Berry Borer; Hypothenemus hampei)  มอดตัวเต็มวัยเข้าทำลายผลกาแฟได้ตั้งแต่ขนาดผลกาแฟมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.3 มิลลิเมตร ขึ้นไป โดยเพศเมียจะเจาะผลกาแฟบริเวณปลายผลหรือสะดือของผล ในผลกาแฟสามารถพบแมลงได้ทุกระยะการเจริญเติบโต (ระยะไข่ หนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย) มอดอาศัยกัดกิน ขยายพันธุ์ในผลจนกระทั่งผลกาแฟสุก และยังสามารถอยู่ในผลกาแฟที่แห้งคาอยู่ในต้น ผลกาแฟที่หล่นลงพื้นดิน และมอดอยู่ในกาแฟกะลาได้ในระยะหนึ่งถ้าเมล็ดกาแฟมีความชื้นเหมาะสม ซึ่งมอดยังคงทำลายเมล็ดกาแฟกะลาระหว่างการตากเมล็ด

การป้องกันกำจัด

1. การเก็บเกี่ยวกาแฟ ควรเก็บผลผลิตให้หมดต้นไม่ให้ติดค้างอยู่บนต้นหรือร่วงหล่นตามพื้นดินใต้ต้น

2. ถ้าการระบาดรุนแรงให้เลือกใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่งดังนี้ ไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

          -หนอนเจาะกิ่ง (Red coffee borer; Zeuzera coffeae)  หรือ หนอนเจาะลาต้น เป็นปัญหาที่ทำให้เกิด

ความเสียหายแก่ต้น และกิ่งของกาแฟอยู่ทั่วไป ต้นหรือกิ่งกาแฟที่ถูกหนอนเจาะจะหักโค่น เมื่อโดนลมแรง ความเสียหายเกิดขึ้นจากตัวหนอนกัดเจาะเข้าไปในกิ่งและลาต้น เป็นเหตุให้ยอดแห้ง กิ่งโค่นหักตรงบริเวณที่หนอนกัดเจาะ ตัวเต็มวัยมีสีขาวนวล มีจุดประสีดาอยู่เต็มบริเวณปีกคู่หน้า ตัวหนอนมีสีแดง หรือน้าตาลแดง มีลายวงแหวนสีเหลืองและมีขนสีขาวบนส่วนท้อง หลังจากที่ผีเสื้อตัวเมีย ได้รับการผสมพันธุ์จะวางไข่ติดไว้กับกิ่งและลำต้น ใช้เวลาประมาณ 10 วัน ไข่จะฟักออกเป็นตัวหนอน เมื่อหนอนมีอายุ 2-3 เดือน ก็จะโตเต็มที่ ในช่วงนี้หนอนจะกัดเจาะเปลือกจนเป็นรูกลม มองเห็นได้จากภายนอก แล้วตัวหนอนก็จะเจริญเป็นดักแด้ และตัวเต็มวัยต่อไป ศัตรูธรรมชาติ ของหนอนชนิดนี้คือ Isosturmia chatterjeeana Bar. และ Carcelia kockiana Towns.

การป้องกันกำจัด

1. ทาลายพืชอาศัยอื่น ๆ ในบริเวณรอบๆ สานกาแฟ เพื่อไม่ให้เป็นที่อาศัยและขยายพันธุ์

2. รักษาบริเวณสวนให้สะอาดและหมั่นตรวจดูตามต้นและกิ่งกาแฟอยู่เสมอ

3. หากพบรอยที่หนอนเจาะเข้าทาลาย ให้ตัดกิ่งนาไปเผาไฟ เพื่อลดการขยายพันธุ์ต่อไป

4.พ่นสารฆ่าแมลง ไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 1-2 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน

2. มันฝรั่ง : ระยะช่วงการเจริญเติบโตทางลำต้น (โดย ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ )

          -โรคใบไหม้  (Phytophthora infestans) อาการเริ่มแรกพบแผลคล้ายถูกน้ำร้อนลวกบนใบ ต่อมาแผลขยายตัว และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ขนาดและรูปร่างไม่แน่นอน จากนั้นลุกลามไปยังใบปกติข้างเคียง ถ้ามีความชื้นสูงเชื้อราสาเหตุโรคจะสร้างเส้นใยมีลักษณะคล้ายใยแมงมุมยึดใบให้ติดกัน ใบที่เป็นโรคจะแห้งติดอยู่กับกิ่ง ก่อนหลุดร่วงไปสัมผัสกับใบที่อยู่ด้านล่าง โรคจะลุกลามทำให้ใบไหม้เห็นเป็นหย่อมๆ ใบแห้งติดกันเป็นกระจุกแขวนค้างตามกิ่ง ต่อมาใบจะร่วงจนเหลือแต่กิ่ง และกิ่งแห้งในที่สุด หากพบโรคเพียงบางส่วนของต้นจะทำให้ต้นเสียรูปทรง และมีการเจริญที่ไม่สมบูรณ์

          การป้องกันกำจัด

1. ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง และกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อลดความชื้นสะสม

2. ควรใส่ปุ๋ยที่มีค่าไนโตรเจนให้เหมาะสม

        3. หมั่นสำรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่า เริ่มมีการระบาดของโรค ตัดส่วนที่เป็นโรค และเก็บเศษพืชที่เป็นโรคและใบที่ร่วงหล่น ไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชวาลิดามัยซิน 3% เอสแอล อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เฮกซะโคนาโซล 5% เอสซี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 10 วัน โดยพ่นที่ใบให้ทั่วทั้งต้น

          -แมลงวันหนอนชอนใบ (Leaf miner) ตัวเมียจะวางไข่ในเนื้อเยื่อของใบ จากนั้นก็จะฟักตัวเป็นหนอน และชอนไชกัดกินใต้ผิวใบ ทำให้ใบแห้ง อาการรุนแรงทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต และตายในที่สุด

          การป้องกันกำจัด 

1. วิธีกล การเผาทำลายเศษใบพืชที่ถูกทำลายเนื่องจากหนอนชอนใบตามพื้นดิน จะช่วยลดการแพร่ระบาดได้ เนื่องจากดักแด้ที่อยู่ตามเศษใบพืชจะถูกทำลายไปด้วย

2. สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ เบตา-ไซฟลูทริน 2.5% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

3.ผัก (ตระกูลกะหล่ำและผักกาด):  ระยะตลอดช่วงการเจริญเติบโต (โดย ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ )

          -หนอนกระทู้ผัก (Common cutworm)  หนอนระยะแรกเข้าทำลายเป็นกลุ่ม ในระยะต่อมาจะทำลายรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากเป็นหนอนที่มีขนาดใหญ่ สามารถกัดกินใบ ก้าน หรือเข้าทำลายในหัวผักกาด การเข้าทำลายมักเกิดเป็นหย่อมๆ ตามจุดที่ตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่ และมักแพร่ระบาดได้รวดเร็วตลอดปีโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน

การป้องกันกำจัด

1. การใช้วิธีเขตกรรม เช่น การไถตากดิน และการเก็บซากพืชอาหาร เพื่อกำจัดดักแด้และลดแหล่งอาหารในการขยายพันธุ์ของหนอนกระทู้ผัก

2. การใช้วิธีกล โดยการเก็บกลุ่มไข่ และหนอนทำลายจะช่วยลดการระบาดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย

3. การใช้สารจุลินทรีย์ฆ่าแมลง ได้แก่ การใช้เชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ทูริงเยนซิส Bacillus thuringiensis (Bt) อัตรา 60-80 กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

4. การใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ คลอร์ฟีนาเพอร์ 10% เอสซี อัตรา 30-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สปินโนแซด 12% เอสซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อินดอกซาคาร์บ 15% อีซี อัตรา 15-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คลอร์ฟูอาซูรอน 5% อีซี อัตรา 20-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 15-20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 10 ลิตร หรือ ลูเฟนนูรอน 5% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 10 ลิตร

4. สตรอเบอร์รี่  :   ช่วงย้ายกล้า – ระยะออกดอกติดผล (โดย ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ )

-โรคใบจุด (Ramularia tulasnei) โรคนี้เกิดได้ทุกส่วนและทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช

อาการระยะต้นกล้า : เกิดแผลเล็กๆ สีน้ำตาลเข้มที่ลำต้น โดยพืชจะแสดงอาการคล้ายโรคเน่าคอดิน ทำให้ต้นกล้าชะงักการเจริญเติบโต

อาการระยะต้นโตถึงระยะเก็บผลผลิต : มักพบบนใบและก้านใบ เกิดเป็นแผลจุดเล็กๆ สีเหลือง ต่อมาแผลขยายใหญ่ขึ้นเป็นสีน้ำตาลเข้มถึงดำ ลักษณะเป็นวงค่อนข้างกลม เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ

การป้องกันกำจัด

1. ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ปลอดโรค ไม่นำเมล็ดพันธุ์จากแปลงที่พบการเกิดโรคมาปลูก

2. แช่เมล็ดในน้ำอุ่นประมาณ 50 องศาเซลเซียส (การเตรียมน้ำอุ่นโดยต้มน้ำให้เดือดแล้วเติมน้ำธรรมดาลงไปหนึ่งเท่า) นาน 20-30 นาที หรือคลุกเมล็ดด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อราไอโพรไดโอน 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 5-10 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม ก่อนปลูก

3. หลีกเลี่ยงการปลูกผักในแปลงปลูกที่เคยมีการระบาดของโรค อย่างน้อย 3-4 ปี

4. ไม่ปลูกคะน้าให้หนาแน่นจนเกินไป ควรให้มีแสงแดดส่องผ่านได้

5. หมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค

6. เมื่อเริ่มพบโรคในระยะกล้าควรถอนต้นกล้านำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที ถ้าเริ่มพบโรคในระยะต้นโต ควรตัดใบที่เป็นโรคออกก่อนพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น        อะซอกซีสโตรบิน 25% เอสซี อัตรา 5-10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคลอโรทาโลนิล 50% เอสซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5-7 วัน

          -โรคแอนแทรคโนส (Collectotricum fragariae)  แสดงอาหารที่ไหล ก้าน ลำต้น และ ผล เป็นจุดแผลลึก

ขยายวงกว้างทำลายเนื้อเยื่อจนแห้งเป็นสีน้ำตาลดำ กอเหี่ยวและเน่า เนื้อผลยุบ เน่า

การป้องกันกำจัด

1. เลือกใช้ต้นพันธุ์ที่แข็งแรงปลอดโรค

2. ลดการให้ปุ๋ยไนโตรเจน เนื่องจากเป็นพืชอวบน้ำ อาจทำให้พืชอ่อนแอเกิดโรคง่ายขึ้น

3. หมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อลดความชื้น

4. งดให้น้ำช่วงบ่ายหรือเย็น ให้เฉพาะช่วงเช้า เพื่อลดความชื้นสะสมในทรงพุ่ม

5. ตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบโรคตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคอย่างระมัดระวังให้มีแผลน้อยที่สุด การตัดแต่งกิ่งควรตัดตรงส่วนที่เป็นรอยต่อของข้อระหว่างกิ่ง แล้วนำส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก

6. ไม่นำเครื่องมือตัดแต่งที่ใช้กับต้นเป็นโรค ไปใช้ต่อกับต้นปกติ และควรทำความสะอาดเครื่องมือก่อนนำไปใช้ใหม่ทุกครั้ง

7. เมื่อเริ่มพบโรค ให้ตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคออกไปเผาทำลาย แล้วพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช โพรคลอราซ 45% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ แมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อะซอกซีสโตรบิน+ไดฟีโนโคนาโซล 20% + 12.5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วต้น ทุก 5-7วัน จำนวน 4 ครั้ง และพ่นอีกครั้งในระยะติดดอก โดยพ่นให้ทั่วต้น ทุก 7 วัน จำนวน 3 ครั้ง

หมายเหตุ ควรหยุดพ่นสารก่อนการเก็บเกี่ยว อย่างน้อย 15 วัน

-โรคเหี่ยวและรากเน่า (Phytoptera fragariae)  อาการเริ่มแรก ใบเหี่ยว และม้วนเป็นหลอด มีสีเหลือง โดยจะลุกลามจากส่วนล่างขึ้นไปยังส่วนปลาย

 ยอด และแห้งตายทั้งต้น บริเวณโคนต้นและหน่อที่แตกออกมาใหม่มีลักษณะฉ่ำน้ำสีน้ำตาลเข้มถึงดำ เมื่อผ่าลำต้นตามขวางจะพบเมือกของแบคทีเรียไหลซึมออกมาเป็นสีขาวขุ่น ลำต้นเน่าและหลุดออกจากเหง้าได้ง่าย อาการบนเหง้ามีลักษณะฉ่ำน้ำและสีคล้ำ ต่อมาเหง้าจะเน่า

          การป้องกันกำจัด  หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นที่เริ่มแสดงอาการของโรคเหี่ยว ให้ขุดต้นไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที และโรยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุด เพื่อป้องกันการระบาดของโรค

การป้องกันกำจัดโรคเหี่ยวในฤดูถัดไป

1. เลือกพื้นที่ปลูกที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน และมีการระบายน้ำที่ดี

2. ไถพรวนดินให้ลึกเกินกว่า 20 เซนติเมตร จากผิวดิน และตากดินไว้นานกว่า 2 สัปดาห์ จะช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก

3. ก่อนปลูก รมดินเพื่อฆ่าเชื้อโรค โดยโรยยูเรียผสมปูนขาว อัตรา 80:800 กิโลกรัมต่อไร่ จากนั้นไถกลบและรดน้ำให้ดินมีความชื้น ทิ้งไว้ 3 สัปดาห์ จึงเริ่มปลูกขมิ้นชัน

4. ใช้หัวพันธุ์จากแปลงที่ปลอดโรค

5. หลังเก็บเกี่ยว นำส่วนต่างๆ ของพืชที่เป็นโรคไปเผาทำลาย

            6. ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ไม่ควรปลูกพืชอาศัยของเชื้อ เช่น พืชตระกูลขิง พืชตระกูลมะเขือ มันฝรั่ง พริก และถั่วลิสง ให้สลับปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่พืชอาศัย เช่น ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง เพื่อตัดวงจรของเชื้อ

          -ไรสองจุด (Two spotted spider mite; Tetranychus urticae Koch)  ตัวอ่อนและตัวเต็มวัย ดูดกินน้ำ

เลี้ยงอยู่บริเวณใต้ใบสตรอเบอร์รี ทำให้ผิวใบบริเวณที่ไรดูดทำลายอยู่มีลักษณะกร้าน ใต้ใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง ผิวใบด้านบนเหนือบริเวณที่ไรดูดทำลายอยู่จะเห็นเป็นจุดด่างขาวเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไป เมื่อการทำลายรุนแรงขึ้น จุดด่างขาวเล็กๆ เหล่านี้จะค่อยๆ แผ่ขยายติดต่อกันเป็นบริเวณกว้าง จนทำให้ทั่วทั้งใบ มีลักษณะเหลืองซีด ใบร่วง และอาจเป็นผลทำให้สตรอเบอร์รีหยุดชะงักการเจริญเติบโตและผลผลิตลดลงได้ ไรที่ทำลายอยู่บริเวณใต้ใบนี้ เมื่อประชากรหนาแน่นมากจะสร้างเส้นใยสานโยงไปมาระหว่างใบและยอดของต้นพืชที่ไรอาศัยอยู่ เพื่อรอจังหวะให้ลมพัดพาไรที่เกาะอยู่ตามเส้นใย ลอยไปตกยังใบหรือยอดพืชต้นอื่นๆ ที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์กว่าต่อไป

          การป้องกันกำจัด

1. หมั่นทำความสะอาดแปลง อย่าให้มีวัชพืชในแปลงปลูก และไม่ควรปลูกพืชผักแซมในแถวปลูกสตรอเบอร์รี เพราะพบว่า จะเป็นการเพิ่มพืชอาศัยให้ไรสองจุด

2. เมื่อสำรวจพบว่า เริ่มมีไรสองจุดทำลายใต้ใบสตรอเบอร์รีในระยะแรก (ประมาณ 1-2 ตัวต่อใบย่อย) ให้ปล่อยไรตัวห้ำ อัตราประมาณ 2-5 ตัวต่อต้น หรือประมาณ 5,300-13,300 ตัวต่อแปลงสตรอเบอร์รีพื้นที่ 1 งาน ควรปล่อยเป็นระยะๆ ห่างกันประมาณ ๒ สัปดาห์ กรณีที่มีจำนวนไรสองจุดสูงเกินกว่าระดับเศรษฐกิจ (5-20 ตัวต่อใบย่อย)ให้ปล่อยไรตัวห้ำอย่างท่วมท้นในอัตราสูง ประมาณ 30-40 ตัวต่อต้น จำนวน 3-4 ครั้ง ไรตัวห้ำจะสามารถควบคุมการระบาดของไรสองจุดได้และปล่อยไรตัวห้ำซ้ำทุกๆ ๒ สัปดาห์

3. ในกรณีที่ประชากรไรสองจุดยังเพิ่มมากขึ้น จำเป็นต้องใช้สารกำจัดไร สารกำจัดไรที่ใช้ในการป้องกันกำจัดไรสองจุดได้ผลดี ได้แก่ เฟนไพรอกซิเมต 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ โพรพาร์ไกต์ 30% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วต้น โดยเฉพาะใต้ใบแก่

**ควรใช้สารเฟนไพรอกซิเมต เป็นอันดับแรกเนื่องจากอันตรายน้อยต่อไรตัวห้ำ

              **ควรพ่นสารโพรพาร์ไกต์ในเวลาแดดไม่จัดเพราะจะทำให้ใบอ่อนไหม้ได้

          -หนอนด้วงแก้ว กัดกินรากพืช ทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต และตายในที่สุด

          การป้องกันกำจัด

1.ทำความสะอาดแปลงอย่างส่ำเสมอ เก็บซากพืชเผาทิ้ง

2.ใช้แสงไฟดักทำลายตัวเต็มวัย, จับตัวเต็มวัยมาทำลาย     

3.ใช้สารเคมีป้องกันกำจัด เช่น คาร์โบฟูราน  (เฮปต้าคลอ) อัตราการใช้ 12 กิโลกรัม/ไร่ ระยะเวลาที่เหมาะสมคือระยะที่หนอนเริ่มฟักออกจากไข่  โดยโรยสารฆ่าแมลงไปตามร่องใช้กำจัดหนอน

4.ใช้สารเคมี ฟิโพรนิล (แอสเซ็นต์ 5% เอสซี) อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้ในระยะที่เป็นหนอนเพิ่งฟักออกจากไข่ พ่นไปตามร่องให้เปิดหน้าดินออก

ทั้ง  2 ด้านของแถวห่างจากกอประมาณ 8 นิ้วเมื่อพ่นสารเคมีเสร็จแล้วค่อยกลบดิน  

5. ชาน้ำมัน :  ระยะช่วงแตกยอดอ่อน (โดย ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ )

          - หนอนม้วนใบ family Pentatomidae  Order Hemiptera หนอนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ๆ จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ชักใยบางๆ คลุมตัวไว้ แล้วกัดกินผิวใบ ยอดและใบอ่อน  เมื่อหนอนโตขึ้นจึงกระจายกันออกไปเพื่อหาใบหรือชักใยดึงเอาใบหลายๆ ใบมาห่อรวมกัน แล้วอาศัยกัดกินอยู่ในใบที่ม้วนนั้นจนหมด แล้วเคลื่อนย้ายไปทำลายใบอื่นต่อไป

การป้องกันกำจัด

ควรพ่นสารฆ่าแมลง ได้แก่ แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 1.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 40 ลิตร พ่นเมื่อใบถูกทำลาย 30 เปอร์เซ็นต์ ในระยะก่อนออกดอกถึงระยะฝักยังเขียวอยู่ หรือใบถูกทำลาย 60 เปอร์เซ็นต์ หลังดอกบาน 4 สัปดาห์

6. องุ่น  : ระยะใบอ่อน เปลี่ยนเป็นใบแก่ (โดย ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ )

          - ราแป้ง  พบโรคระบาดมากในระยะที่องุ่นสร้างช่อดอกอ่อน และผลอ่อน โดยพบผงสีขาว หรือสีเทาอ่อนคล้ายแป้งเกาะบนช่อดอกและผล ตามร่องขน ทำให้ช่อดอกติดผลน้อย หลุดร่วงง่าย หรือไม่ติดผล ถ้าติดผลจะมีขนาดเล็กไม่สมบูรณ์ หรือผลเน่าแห้งติดคาที่ก้านช่อ ในระยะผลโตจะทำให้ขนแห้ง แข็ง ผลมีผิวสีคล้ำไม่สม่ำเสมอ ในช่วงที่ผลกำลังสุกด้านที่ถูกทำลายจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส่วนด้านที่ไม่มีเชื้อราปกคลุมจะมีสีแดงปกติ

การป้องกันกำจัด

1. หมั่นสำรวจแปลงปลูก เมื่อเริ่มพบโรค ตัดส่วนที่เป็นโรค ออกไปเผาทำลายนอกแปลง เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค

2. กำจัดวัชพืชในแปลงปลูก และตัดแต่งทรงพุ่มเงาะให้โปร่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก เป็นการลดความชื้นในทรงพุ่ม และไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อสาเหตุโรค

3. หากพบว่าเริ่มมีการระบาดของโรค ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ซัลเฟอร์ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไตรโฟรีน 19% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร และควรหยุดพ่นสาร ก่อนเก็บผลผลิต อย่างน้อย 15 วัน

หมายเหตุ: สำหรับสารซัลเฟอร์ ไม่ควรพ่นในสภาพอากาศร้อน หรือมีแดดจัด เพราะอาจทำให้เกิดอาการไหม้ที่ผลอ่อนได้

-เพลี้ยอ่อน (Aphid) ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อน ทำให้ส่วนที่ถูกทำลายบิดเบี้ยว แกร็น และใบหงิกงอ  

การป้องกันกำจัด เมื่อพบการระบาด ใช้สารฆ่าแมลง ได้แก่ ฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

7. มะเดื่อฝรั่ง  (โดย ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ )

          -เพลี้ยแป้ง  พบการระบาดบริเวณกิ่งและใบ เพลี้ยแป้งมีการเคลื่อนย้ายจากพื้นดินขึ้นบนต้นมะเดื่อฝรั่งตั้งแต่ช่วงลองกองแทงตาดอก และระบาดไปจนถึงผลลองกองแก่ ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยง และก่อให้เกิดราดำ ทำให้ผลมะเดื่อฝรั่ง เสียคุณภาพ และมีมดเป็นพาหะพาไปยังส่วนต่างๆ ของต้นลองกองทำให้เกิดการกระจายของเพลี้ยแป้งเพิ่มและรวดเร็วขึ้น

การป้องกันกำจัด

1. เพลี้ยแป้งบางชนิดอาศัยอยู่ในดินบริเวณโคนต้นพืชหรือรากวัชพืช และมีมดเป็นตัวพาไปยังส่วนต่างๆ ของพืชอาหาร ควรตัดแต่งกิ่ง เพื่อลดการเป็นพาหะของมดพาไปยังต้นอื่นๆ และควรใช้เศษผ้าชุบน้ำมันเครื่อง ผูกรอบต้น เพื่อป้องกันมดและเพลี้ยแป้งที่อาศัยอยู่ในดินไต่ขึ้นมาบนต้น

2. ถ้าพบระบาดในปริมาณไม่มากอยู่เป็นกลุ่มตามส่วนต่างๆ ของต้นลองกอง ควรตัดส่วนที่ถูกทำลายและนำไปทิ้งนอกแปลง

3. ถ้าระบาดรุนแรง พ่นด้วยสารฆ่าแมลง ได้แก่ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไทอะมีทอกแซม 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

8. ฟักทองญี่ปุ่น : ระยะพัฒนาผล  (โดย ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ ) 

          -แมลงวันแตง (Bactrocera cucurbitae) แมลงวันแตงจะเจาะวางไข่บริเวณผลฟักทอง ตัวหนอนจะชอนไชกัดกินอยู่ภายในผลฟักทอง ทำให้ผลเน่าเสีย 

การป้องกันกำจัด

1. วิธีกล ถ้าทำได้โดยการจับทำลายด้วยมือจะช่วยได้มาก โดยหมั่นตรวจสวนในเวลาเช้าแดดยังไม่จัด ขณะเดียวกันภายหลังเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วไม่ควรปล่อยต้นแตงทิ้งไว้ ควรถอนทำลาย มิฉะนั้นจะกลายเป็นแหล่งสะสมต่อไป

2. ใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัด เช่น อิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

9. ข้าวโพด   (โดย ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ )

          -ราน้ำค้าง (เชื้อรา Peronosclerospora sorghi)  ใบข้าวโพดมีสีเหลืองซีดโดยเฉพาะบริเวณยอด หรือใบลายเป็นทางสีเขียวอ่อนสลับเขียวแก่ บางครั้งพบยอดข้าวโพดแตกเป็นพุ่ม ต้นแคระแกร็น เตี้ย ข้อถี่ ไม่มีฝัก หรือมีฝักขนาดเล็ก ก้านฝักมีความยาวมาก หรือมีจำนวนฝักมากกว่าปกติ แต่จะไม่สมบูรณ์ เช่น มีเมล็ดจำนวนน้อย หรือไม่มีเมล็ดเลย

การป้องกันกำจัด

1. ควรใช้พันธุ์ต้านทาน และคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 7-10กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม หรือ เมทาแลกซิล-เอ็ม 35% อีเอส อัตรา 3.5 มิลลิลิตรต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม

2. เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม คือ อุณหภูมิต่ำและความชื้นสูง ในแหล่งที่เคยมีการระบาดของโรค ควรพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช เมื่อข้าวโพดอายุ ๕-๗ วัน ได้แก่ สารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7 วัน จำนวน 3-4 ครั้ง

3. ถอนต้นที่แสดงลักษณะอาการของโรคและเผาทำลาย

4. ควรหลีกเลี่ยงการปลูกข้าวโพดในฤดูที่มีการระบาดของโรครุนแรง

****  เชื้อสาเหตุโรค สามารถเข้าทำลายข้าวโพดได้ตั้งแต่ข้าวโพดเริ่มงอก ซึ่งการพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช หลังจากข้าวโพดอายุ ๒๐ วันขึ้นไป จะไม่สามารถป้องกันกำจัดโรคนี้ได้

-โรคใบขีดแบคทีเรีย พบอาการที่ระยะต้นกล้า

การป้องกันกำจัด

- เพลี้ยอ่อน ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อน ทำให้ส่วนที่ถูกทำลายบิดเบี้ยว แกร็น และใบหงิกงอ  

การป้องกันกำจัด เมื่อพบการระบาด ใช้สารฆ่าแมลง ได้แก่ ฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

10. อาโวกาโด : ระยะผลเริ่มสุกแก่ และเก็บเกี่ยว  (โดย ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ )

          -โรคผลเน่า ผลเน่าเละ เปลือกของผลอาโวกาโดจะมีสีน้ำตาล ถ้าความชื้นสูงจะพบเส้นใยสีขาวหรือขาวอมชมพูของเชื้อรา เปลือกจะเปราะ แตก  เนื้ออาโวกาโดด้านในเน่า ผลร่วง

การป้องกันกำจัด

1. ตัดแต่งทางใบที่แก่ โดยเฉพาะทางใบที่อยู่ด้านล่างๆ ให้มีการถ่ายเทของอากาศ ไม่ให้มีความชื้นสะสมใต้ทรงพุ่มมากเกินไป

2. ตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เก็บผลที่เป็นโรค เศษซากพืชและผลเป็นโรคที่ร่วงอยู่ใต้ต้น ไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสะสม

3. พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดใดชนิดหนึ่งดังนี้ ไพราโคลสโตรบิน 25% อีซี อัตรา ๑15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ทีบูโคนาโซล+ ไตรฟลอกซีสโตรบิน 50%+25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นสาร 2 ครั้ง ครั้งแรกก่อนเก็บเกี่ยวผลสละ 2เดือน ครั้งที่สองหลังจากครั้งแรก ๗7

          -โรคใบจุด จากแบคทีเรีย เข้าทำลายบริเวณใบของกล้วยไม้

          -หอย/ทาก เข้าทำลายดอกซิมิเดียม  หากพบหอย หรือทาก ที่พื้น > 10 ตัวต่อตารางเมตร  ให้ทำการป้องกันกำจัด หากติดขึ้นไปบน วัสดุปลูกจะกินราก ยอดอ่อน และดอกของกล้วยไม้ ทำให้ชะงักการเจริญเติบโตและผลผลิตเสียหาย

การป้องกันกำจัด

 กรณีที่พื้น พบหอย หรือทาก > 10 ตัวต่อตารางเมตร ทำการป้องกันกำจัด โดยพ่นด้วยนิโคลซาไมด์ โอลามีน 83.1 % ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ใช้เหยื่อพิษสำเร็จรูปเมทัลดีไฮด์ 5% จีบี วางรอบโคนเสาวัสดุปลูก หรือใช้กากชา หว่านที่พื้น อัตรา อัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่

กรณีที่วัสดุปลูก

พบหอยหรือทาก < 5 ตัวต่อตารางเมตร ให้เก็บไปทำลาย ถ้าพบ > 5 ตัวต่อตารางเมตร ให้ทำการป้องกันกำจัดโดย ใช้เหยื่อพิษสำเร็จรูป เมทัลดีไฮด์ 5% จีบี หรือ กากชา 10% ซาโปนิน หว่าน อัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ วาง 5 จุด (4 มุมและตรงกลาง) บนวัสดุปลูกก่อนการให้น้ำ

12. เสาวรส : ระยะช่วงติดผล – เก็บเกี่ยวผล  (โดย ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ )

          -โรคผลเน่า จากเชื้อราไฟท๊อปเทอรา (Phytoptera) เริ่มแรกจะเกิดจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลดำบนปลายหนามหรือซอกหนาม จุดแผลจะขยายใหญ่ลุกลามมากขึ้นตามการสุกของผล พบอาการโรคได้ตั้งแต่ผลที่ยังอยู่บนต้นซึ่งถ้าเป็นมากผลจะร่วงหล่นก่อนกำหนด แต่ส่วนใหญ่มักพบเกิดกับผลช่วง 1 เดือนก่อนเก็บเกี่ยวจนกระทั่งเก็บเกี่ยวและระหว่างการบ่มผลให้สุก

การป้องกันกำจัด

1. การป้องกันกำจัดเช่นเดียวกับโรครากเน่าและโคนเน่าทุเรียน

2. ในแปลงปลูกที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคผลเน่าสูง เนื่องจากมีต้นที่เป็นโรครากเน่าและโคนเน่าในแปลงมากและมีฝนตกชุกหรือมีความชื้นในอากาศสูง ทุเรียนอยู่ในช่วงใกล้เก็บเกี่ยวผล เชื้อสาเหตุโรคอาจจะติดกับผลได้โดยยังไม่แสดงอาการ การเก็บเกี่ยวผลต้องระมัดระวังไม่ให้ผลสัมผัสกับดิน หรือปูพื้นดินที่จะวางผลด้วยวัสดุหรือกระสอบที่สะอาดเพื่อลดโอกาสที่ผลจะสัมผัสกับดินและการขนย้ายควรระมัดระวังบาดแผลที่จะเกิดขึ้นกับผล

3. หมั่นตรวจผลทุเรียนในแปลงอย่างสม่ำเสมอ ตัดผลที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรหรือ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ทั่วทรงพุ่ม

13. แตงกวาญี่ปุ่น  : ระยะเริ่มติดผล  (โดย ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ )

          -ราน้ำค้าง พบบริเวณใบ ลำต้น และผล เป็นจุดสีขาวอมเทาและค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเหลืองบริเวณด้านหน้าใบ และมีเส้นใยสีเทาปกคลุมด้าน หลังใบ เมื่อมีการระบาดรุนแรง เนื้อใบจะกลาย เป็นสีเหลืองปนน้ำตาล และแห้งตายในที่สุด

การป้องกันกำจัด

    1.ป้องกันเชื้อรานำโรค โดยการแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 20-30 นาที

    2.ไม่ปลูกซ้ำที่เดิมที่เคยมีการระบาดของโรค

    3.ปลูกพืชให้มีระยะห่างพอสมควรอย่าให้แน่นเกินไป

    4.หลังการเก็บเกี่ยว ควรทำลายเศษซากพืชและวัชพืชบริเวณแปลงให้หมด

    5.เมื่อพบอาการบนใบ ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เมตาแลกซิล (metalaxyl) ผสมกับแมนโคเซบ (mancozeb) อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 วัน หลังพบการระบาด

๑.มะม่วง : ระยะออกดอก  (ศวส.สุโขทัย)

          -ราดำ พบคราบราสีดำเหนียวบนผิวใบและผิวผล บดบังการรับแสงของใบ ถ้าเป็นที่ผลอาจทำให้ผลสุกช้า สีผลไม่สม่ำเสมอ ผลเหี่ยวและหลุดร่วง ในระยะออกดอก หากมีราดำขึ้นปกคลุมดอก ก็จะส่งผลให้พืชไม่สามารถผสมเกสรได้

การป้องกันกำจัด

1. พ่นน้ำล้างคราบราดำที่ติดบนใบเพื่อลดปริมาณเชื้อ

2. เนื่องจากเชื้อราเจริญบนสารเหนียวที่แมลงปากดูด เช่น เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยหอย และเพลี้ยแป้งขับถ่ายไว้ จึงควรพ่นสารกำจัดแมลงดังนี้

– เพลี้ยจักจั่น ได้แก่ แลมบ์ดา–ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

– เพลี้ยหอย ได้แก่ มาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

– เพลี้ยแป้ง ได้แก่ มาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไทอะมีทอกแซม 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 2.5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

หมายเหตุ : ไม่ควรพ่นสารในช่วงดอกบาน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อแมลงช่วยผสมเกสร ควรหยุดพ่นอย่างน้อย 7 วัน ก่อนเก็บผลผลิต

          -โรคแอนแทรคโนส อาการจุดสีน้ำตาลขนาดเล็กบนใบอ่อนที่แตกใหม่แผลที่อยู่ใกล้กันอาจจะลุกลามติดกัน ทำให้เกิดแผลที่มีรูปร่างไม่แน่นอน หากเป็นรุนแรงกิ่งมะม่วงจะแสดงอาการไหม้แห้งเป็นสีน้ำตาลเข้มตั้งแต่ปลายยอดลุกลามลงมาด้านล่าง

การป้องกันกำจัด ตัดกิ่งที่เป็นโรคออกทำลาย โดยนำไปเผาทิ้ง พ่นสารกันเชื้อราทุก ๆ 7-10 วัน โดยเฉพาะในระยะที่มีอากาศชุ่มชื้นมาก

          -เพลี้ยจักจั่นมะม่วง ตัวอ่อน และตัวเต็มวัยทำลายใบอ่อน ช่อดอก ก้านดอก และยอดอ่อน ระยะที่ทำความเสียหายให้มากที่สุด คือ ระยะที่มะม่วงกำลังออกดอก โดยดูดน้ำเลี้ยงจากช่อดอก ทำให้แห้งและดอกร่วง ติดผลน้อย หรือ ไม่ติดเลย ระหว่างที่เพลี้ยจักจั่นดูดกินน้ำเลี้ยงจะถ่ายมูลมีลักษณะเป็นน้ำหวานเหนียวๆ ติดตามใบ ช่อดอก ผล และรอบๆ ทรงพุ่ม ทำให้ใบมะม่วงเปียก ต่อมาจะเกิดราดำปกคลุม ถ้าเกิดมีราดำปกคลุมมาก มีผลต่อการสังเคราะห์แสง ใบอ่อนที่ถูกกินน้ำเลี้ยง (โดยเฉพาะระยะใบเพสลาด) จะบิดงอโค้งลง ด้านใต้ใบจะมีอาการปลายใบแห้งให้สังเกตได้

การป้องกันกำจัด

1. การตัดแต่งกิ่งภายหลังเก็บผลผลิตเป็นวิธีควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะช่วยลดที่หลบซ่อนของเพลี้ยจักจั่นลง ทำให้การพ่นสารฆ่าแมลงมีประสิทธิภาพดีขึ้น

2. ถ้าหากไม่มีการป้องกันกำจัดแล้ว มะม่วงจะไม่ติดผลเลย จึงควรพ่นด้วยสารฆ่าแมลง แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์บาริล ๘๕% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๖๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ อิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ก่อนมะม่วงออกดอก 1 ครั้ง เมื่อช่อดอกบานแล้วไม่ควรพ่นสารฆ่าแมลง เพราะอาจเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสร และหมั่นตรวจดูตามช่อดอกอยู่เรื่อยๆ

3. การพ่นสารฆ่าแมลงให้มีประสิทธิภาพควรพ่นให้ทั่วถึงลำต้น มิเช่นนั้นตัวเต็มวัยจะเคลื่อนย้ายหลบซ่อนไปยังบริเวณที่พ่นสารฆ่าแมลงไม่ถึง นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงการปรับหัวฉีดให้เป็นละอองฝอย และระยะเวลาการฉีดพ่น

4. ใช้น้ำฉีดล้างช่อดอกและใบ เพื่อช่วยแก้ปัญหาช่อดอกและใบดำจากโรคราได้บ้าง ถ้าแรงอัดฉีดของน้ำแรงพอก็ช่วยให้เพลี้ยในระยะตัวอ่อนกระเด็นออกจากช่อดอกได้ ต้องระมัดระวังอย่าให้กระแทกดอกมะม่วงแรงเกินไป เพราะอาจทำให้ดอกหรือผลที่เริ่มติดร่วงได้

5. ใช้กับดักแสงไฟ ดักตัวเต็มวัยที่บินมาเล่นไฟ 

ภาคใต้ ตอนบน

1. มะพร้าว : ระยะมะพร้าวที่ยังไม่ให้ผลผลิตและมะพร้าวที่ให้ผลผลิตแล้ว (โดย ศวส.ชุมพร)

          -หนอนหัวดำมะพร้าว ตัวหนอนเข้าทำลายใบมะพร้าว โดยแทะกินผิวใบบริเวณใต้ทางใบจากนั้นจะถักใยนำมูลที่ถ่ายออกมาผสมกับเส้นใยที่สร้างขึ้น นำมาสร้างเป็นอุโมงค์คลุมลำตัวยาวตามทางใบบริเวณใต้ทางใบ ตัวหนอนอาศัยอยู่ภายในอุโมงค์ที่สร้างขึ้นและแทะกินผิวใบ โดยทั่วไปหนอนหัวดำมะพร้าวชอบทำลายใบแก่ หากการทำลายรุนแรงจะพบว่า หนอนหัวดำมะพร้าวทำลายก้านทางใบ จั่น และผลมะพร้าว ต้นมะพร้าวที่ถูกหนอนหัวดำมะพร้าวลงทำลายทางใบหลายๆ ทาง พบว่าหนอนหัวดำมะพร้าวจะถักใยดึงใบมะพร้าวมาเรียงติดกันเป็นแพ เมื่อตัวหนอนโตเต็มที่แล้วจะถักใยหุ้มลำตัวอีกครั้ง และเข้าดักแด้อยู่ภายในอุโมงค์ ดักแด้มีสีน้ำตาลเข้ม ดักแด้เพศผู้จะมีขนาดเล็กกว่าดักแด้เพศเมียเล็กน้อย ผีเสื้อหนอนหัวดำมะพร้าวที่ผสมพันธุ์แล้วจะวางไข่บนเส้นใยที่สร้างเป็นอุโมงค์ หรือซากใบที่ถูกหนอนหัวดำมะพร้าวลงทำลายแล้ว ตัวหนอนเมื่อฟักออกจากไข่จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม 1-2 วัน ก่อนจะย้ายไปกัดกินใบมะพร้าว จึงมักพบหนอนหัวดำมะพร้าวหลายขนาดกัดกินอยู่ในใบมะพร้าวใบเดียวกัน หากการทำลายรุนแรงอาจทำให้ต้นมะพร้าวตายได้

          การป้องกันกำจัด  

1. วิธีเขตกรรมและวิธีกล ตัดใบที่มีหนอนหัวดำมะพร้าวนำไปเผาทำลายทันที ไม่ควรเคลื่อนย้ายต้นพันธุ์มะพร้าวหรือพืชตระกูลปาล์มมาจากแหล่งที่มีการระบาด

 2. การใช้ชีววิธี การใช้แตนเบียนที่เฉพาะเจาะจงกับหนอนหัวดำมะพร้าว เช่น แตนเบียนโกนีโอซัสนีแฟนติดิส (Goniozus nephantidis) โดยปล่อยช่วงเวลาเย็น พลบค่ำ อัตรา 200 ตัว/ไร่/ครั้ง ให้กระจายทั่วแปลงเดือนละครั้ง ถ้าปล่อยแตนเบียนได้มากจะทำให้เห็นผลในการควบคุมเร็วขึ้น

3. การใช้สารเคมี

             3.1 ใช้สารอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี เข้มข้นโดยไม่ต้องผสมน้ำฉีดเข้าที่ลำต้นมะพร้าวอัตรา 30 มิลลิลิตรต่อต้น โดยใช้สว่านเจาะรูให้เอียงลงประมาณ 45 องศา จำนวน 2 รู ให้ตรงข้ามกัน เจาะรูให้ลึก 10-15 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับขนาดของดอกสว่าน ตำแหน่งของรูอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร แล้วฉีดสารฆ่าแมลงลงไปรูละ 15 มิลลิลิตร ปิดรูด้วยดินน้ำมัน วิธีนี้จะป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวได้นานมากกว่า ๓ เดือน (วิธีการนี้สามารถป้องกันกำจัดศัตรูชนิดอื่นได้ด้วย เช่น ด้วงแรดมะพร้าว ด้วงงวงมะพร้าว แมลงดำหนามมะพร้าว)

** แนะนำเฉพาะมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า ๑๒ เมตร ขึ้นไป ห้ามใช้กับมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ และมะพร้าวที่ใช้ทำน้ำตาล

          3.2 กรณีมะพร้าวต้นเล็กที่มีความสูงน้อยกว่า 12 เมตร รวมทั้งมะพร้าวกะทิ มะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวที่ใช้ทำน้ำตาล ในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรง และไม่มีการปล่อยแตนเบียน ให้พ่นทรงพุ่มด้วยสารฟลูเบนไดอะไมด์ 20% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 5 กรัม หรือ คลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตร หรือ สปินโนแซด 12% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตร (สารนี้มีพิษสูงต่อผึ้ง ไม่ควรใช้ในสวนมะพร้าวที่มีการเลี้ยงผึ้ง) หรือ ลูเฟนนูรอน 5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตร (สารนี้มีพิษสูงต่อกุ้ง ไม่ควรใช้บริเวณที่มีการเลี้ยงกุ้ง) โดยเลือกสารชนิดใดชนิดหนึ่งตามอัตราที่กำหนดผสมน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วทรงพุ่มบริเวณใต้ใบ 1-2 ครั้ง ควรใช้เครื่องยนต์พ่นสารที่สามารถควบคุมแรงดันได้ และมีแรงดันไม่น้อยกว่า 30 บาร์ กรณีที่มีการปล่อยแตนเบียน ให้พ่นสารเคมีก่อน ประมาณ ๒ สัปดาห์ ค่อยทำการปล่อยแตนเบียน กรณีที่มีการเคลื่อนย้ายต้นพันธุ์ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของหนอนหัวดำมะพร้าวสามารถใช้วิธีการนี้ได้เช่นเดียวกัน

-แมลงดำหนามมะพร้าว ใบอ่อนของมะพร้าวที่ยังไม่คลี่มีลักษณะสีน้ำตาลไหม้จนออกสีขาวส่งผลต่อการเจริญเติบโตของมะพร้าวในช่วงแรกและถ้ามะพร้าวที่ให้ผลผลิตแล้วผลผลิตจะลดลง

การป้องกันกำจัด ในกรณีที่หนอนหัวดำระบาดรุนแรงจะใช้วิธีการฉีดสารเข้าต้น อิมาเม็กตินเบนโซเอต อัตรา 30 มิลลิลิตร/ต้นในมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตรขึ้นไป ห้ามใช้กับมะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวกะทิ

-ด้วงแรด ตัวเต็มวัยเข้าทำลายพืช โดยการบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบหรือยอดอ่อนของมะพร้าว รวมทั้งเจาะทำลายยอดอ่อนที่ยังไม่คลี่ ทำให้ใบที่เกิดใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้วๆ คล้ายหางปลา หรือรูปพัด ถ้าโดนทำลายมากๆ จะทำให้ใบที่เกิดใหม่แคระแกรน รอยแผลที่ถูกด้วงแรดมะพร้าวกัดเป็นเนื้อเยื่ออ่อนทำให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ หรือเป็นทางให้เกิดยอดเน่า จนถึงต้นตายได้ในที่สุด ด้วงแรดมะพร้าวในระยะตัวหนอน ส่วนใหญ่พบตามพื้นดินในบริเวณที่มีการกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก จะกัดกินและทำลายระบบรากของมะพร้าวปลูกใหม่ ทำให้พบอาการยอดเหี่ยวและแห้งเป็นสีน้ำตาล ต้นแคระแกรนไม่เจริญเติบโต

          การป้องกันกำจัด  

1. วิธีเขตกรรม ทำความสะอาดบริเวณสวนมะพร้าวเพื่อกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีมานาน ถ้ามีกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก กองขยะ กองขี้เลื่อย แกลบ ควรกำจัดออกไปจากบริเวณสวน หรือกองให้เป็นที่แล้วหมั่นกลับเพื่อตรวจดู หากพบหนอนให้จับมาทำลายหรือเผากองขยะนั้นเสีย ส่วนของลำต้นและตอมะพร้าวที่โค่นทิ้งไว้ หรือมะพร้าวที่ยืนต้นตายควรโค่นลงมาเผาทำลาย ต้นมะพร้าวที่ถูกตัดเพื่อปลูกทดแทน ถ้ายังสดอยู่เผาทำลายไม่ได้ ควรทอนออกเป็นท่อนสั้นๆ นำมารวมกันไว้ ปล่อยให้ผุสลายล่อให้ด้วงแรดมาวางไข่ ด้วงจะวางไข่ตามเปลือกมะพร้าวที่อยู่ติดกับพื้นดินเพราะมีความชุ่มชื้นสูงและผุเร็ว เผาทำลายท่อนมะพร้าวเพื่อกำจัดทั้งไข่ หนอน และดักแด้ของด้วงแรดมะพร้าว ตอมะพร้าวที่เหลือให้ใช้น้ำมันเครื่องใช้แล้วราดให้ทั่วตอเพื่อป้องกันการวางไข่ได้

2. การใช้ชีววิธี ใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียม (Metarhizium sp.) ใส่ไว้ตามกองขยะ กองปุ๋ยคอก หรือท่อนมะพร้าวที่มีหนอนด้วงแรดมะพร้าวอาศัยอยู่ เกลี่ยเชื้อให้กระจายทั่วกอง เพื่อให้เชื้อมีโอกาสสัมผัสกับตัวหนอนให้มากที่สุด รดน้ำให้ความชื้น หาวัสดุ เช่น ใบมะพร้าวคลุมกองไว้ เพื่อรักษาความชื้นและป้องกันแสงแดด เชื้อจะทำลายด้วงแรดมะพร้าวทุกระยะการเจริญเติบโต

             3. การใช้สารเคมี

          3.1 ต้นมะพร้าวอายุ 3-5 ปี ซึ่งยังไม่สูงมากนัก ใช้ลูกเหม็นใส่บริเวณคอมะพร้าวที่โคนทางใบรอบๆ ยอดอ่อน ทางละ 2 ลูก ต้นละ 6-8 ลูก กลิ่นของลูกเหม็นจะไล่ไม่ให้ด้วงแรดมะพร้าวบินเข้าไปทำลายคอมะพร้าว
          3.2 ใช้สารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดอะซินอน 60% อีซี อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ราดบริเวณคอมะพร้าวตั้งแต่โคนยอดอ่อนลงมาให้เปียก โดยใช้ปริมาณ 1-1.5 ลิตรต่อต้น ทุก 15-20 วัน ควรใช้ 1-2 ครั้งในช่วงระบาด

-ด้วงงวงมะพร้าว มักทำลายตามรอยทำลายของด้วงแรดมะพร้าว โดยวางไข่บริเวณบาดแผลตามลำต้นหรือบริเวณที่ด้วงแรดมะพร้าวเจาะไว้ หรือบริเวณรอยแตกของเปลือก ด้วงงวงมะพร้าวก็สามารถเจาะส่วนที่อ่อนของมะพร้าวเพื่อวางไข่ได้ หนอนที่ฟักออกจากไข่จะกัดกินชอนไชไปในต้นมะพร้าว ทำให้เกิดแผลเน่าภายใน   ต้นมะพร้าวที่ถูกทำลายจะแสดงอาการเฉาหรือยอดหักพับ เพราะบริเวณที่หนอนทำลายจะเป็นโพรง มีรูและแผลเน่าต่อเนื่องไปในบริเวณใกล้เคียง หนอนจะกัดกินไปจนกระทั่งต้นเป็นโพรงใหญ่ไม่สามารถส่งน้ำและอาหารไปถึงยอดได้ และทำให้ต้นมะพร้าวตายในที่สุด

การป้องกันกำจัด  

1. ต้นมะพร้าวที่ถูกด้วงงวงชนิดใหญ่ทำลาย ควรตัดโค่นทอนเป็นท่อนแล้วผ่าจับหนอนทำลาย

2. ไม่ควรให้ต้นมะพร้าวเกิดแผลหรือปลูกโคนลอย เพราะจะเป็นช่องทางให้ด้วงงวงมะพร้าววางไข่ และตัวหนอนที่ฟักจากไข่จะเจาะเข้าทำลายในต้นมะพร้าวได้ หากลำต้นเป็นรอยแผล ควรทาด้วยน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ที่ใช้แล้ว หรือชันผสมกับน้ำมันยาง เพื่อป้องกันการวางไข่

3. ป้องกันกำจัดด้วงแรดมะพร้าวอย่าให้ระบาดในสวนมะพร้าว เพราะรอยแผลที่ด้วงแรดมะพร้าวเจาะไว้จะเป็นช่องทางให้ด้วงงวงมะพร้าววางไข่ และเมื่อฟักออกเป็นตัวหนอนของด้วงงวงมะพร้าวก็จะเข้าไปทำลายในต้นมะพร้าวได้ง่ายขึ้น

2. ทุเรียน : ระยะใบแก่  (โดย ศวส.ชุมพร)

          -โรคใบติด เกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia sp. เกิดได้ทั้งใบอ่อนและใบแก่ เกิดเส้นใยสีขาว แผ่คลุมส่วนหลังใบเมื่อคลุมทั่วแผ่นใบมีลักษณะตายนึ่งคล้ายโดนน้ำร้อนลวก ในที่สุดใบจะร่วงหล่น

          การป้องกันกำจัด หมั่นตรวจ ดูแลสวนทุเรียน ถ้าพบว่ามีอาการของโรคใบติดให้ตัดแต่งใบส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลาย ตัดแต่งกิ่งทุเรียนให้โปร่ง

-โรครากและโคนเน่า เกิดจากเชื้อราไฟท็อปเทอรา (Phytophthora palmivora (Butler) ใบล่างเริ่มเป็นจุดเหลืองประเหลืองแล้วค่อยๆหลุดร่วง ส่วนอาการที่โคนต้นหรือกิ่งคล้ายมีคราบน้ำเกาะติดเห็นได้ชัดในสภาพต้นทุเรียนแห้ง ในช่วงเช้าถ้าอากาศชื้นจะเกิดยางไหลสีน้ำตาลแดงบริเวณลำต้น ถ้าอาการรุนแรงจะทำให้ต้นทุเรียนตายได้

          การป้องกันกำจัด ถ้าระบาดมากให้ฉีดพ่นด้วยสารเคมีฆ่าเชื้อรา หมั่นเดินสำรวจแปลงทุเรียนถ้าพบว่าเป็นโรครากและโคนเน่า ให้ถากเนื้อไม้ที่เป็นแผลออกและทาด้วย คอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์

          -กิ่งทุเรียนฉีก หัก หรือต้นทุเรียนหักโค่น เนื่องจากแรงลม กิ่งทุเรียนฉีก หัก ได้รับความเสียหาย หรือต้นทุเรียนหักโค่น

          การป้องกันกำจัด ตัดกิ่งทุเรียนที่ฉีก หัก ออกจากพื้นที่ปลูกและทารอยบาดแผลที่ตัดด้วยสารเคมีป้องกันเชื้อรา ส่วนต้นทุเรียนที่หักโค่นไม่สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ ให้ตัดเอาเนื้อไม้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

3.กาแฟโรบัสตา :  ระยะผลสุกและระยะเก็บเกี่ยว  (โดย ศวส.ชุมพร)

          - กิ่งกาแฟฉีกหัก กิ่งกาแฟฉีก หัก ผลผลิตเสียหาย ในกรณีที่กิ่งนั้นๆ มีผลกาแฟที่ยังไม่สุกแก่เต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยว หรือผลกาแฟสุกเลยระยะเก็บเกี่ยว เมื่อนำมาตากแห้งพบการเข้าทำลายของเชื้อรา และเมื่อนำมาสีพบปัญหาเมล็ดกาแฟแตก หัก ทำให้คุณภาพลดลง

          การป้องกันกำจัด

1. เลือกเก็บผลกาแฟที่สุกเต็มที่มีสีส้มอมแดง และนำไปตากบนลานตากที่ไม่โดนฝน เพื่อป้องกันความชื้นและเชื้อราเข้าทำลาย

2. ทำความสะอาดเก็บกวาดเศษซากพืช หรือเศษเมล็ดกาแฟที่ตกค้างบนลานตาก เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อ

3. เมื่อพบเมล็ดกาแฟที่มีเชื้อรา รีบเก็บออก นำไปเผาทำลาย

              4. ลานตากควรมีหลังคาหรือผ้ากันความชื้นในเวลากลางคืนเพื่อป้องกันน้ำค้าง

 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง  

1.ทุเรียน : ระยะเตรียมออกดอก (ศวส.ศรีสะเกษ)

          -เพลี้ยไก่แจ้ ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากตาและยอดอ่อน สำหรับตัวอ่อนขณะดูดกินจะกลั่นสารสีขาวมีลักษณะเป็นเส้นด้ายและชักนำให้เกิดราดำ ใบที่ถูกทำลายจะหงิกงอและแห้งเหี่ยวได้ และร่วงหมดนอกจากนั้นยังทำให้ยอดอ่อนแห้งและตายในที่สุด

การป้องกันกำจัด

1.ระยะที่ส้มแตกตาและยอดอ่อน ควรหมั่นสำรวจเพลี้ยไก่แจ้ส้มทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย โดยการสุ่ม ๕ ยอดต่อต้น จำนวน 10-20 ต้นต่อสวน

2. เมื่อพบเพลี้ยไก่แจ้ส้มต้องทำการป้องกันกำจัดทันที โดยการพ่นสารฆ่าแมลงที่แนะนำ ได้แก่ อิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 8 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ โคลไทอะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 1 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

          -เพลี้ยจักจั่นฝอย  ตัวอ่อน และตัวเต็มวัยทำลายใบอ่อน ช่อดอก ก้านดอก และยอดอ่อน ระยะที่ทำความเสียหายให้มากที่สุด คือ ระยะที่มะม่วงกำลังออกดอก โดยดูดน้ำเลี้ยงจาก ช่อดอก ทำให้แห้ง และดอกร่วง ติดผลน้อย หรือไม่ติดเลย ระหว่างที่เพลี้ยจักจั่นดูดกินน้ำเลี้ยงจะถ่ายมูลมีลักษณะเป็นน้ำหวานเหนียวๆ ติดตามใบ ช่อดอก ผล และรอบๆ ทรงพุ่ม ทำให้ใบมะม่วงเปียก ต่อมาจะเกิดราดำปกคลุม ถ้าเกิดมีราดำปกคลุมมาก มีผลต่อการสังเคราะห์แสง ใบอ่อนที่ถูกกินน้ำเลี้ยง (โดยเฉพาะระยะใบเพสลาด) จะบิดงอโค้งลง ด้านใต้ใบจะมีอาการปลายใบแห้งให้สังเกตได้
ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะเกาะอยู่ใต้ใบอ่อนดูดกินน้ำเลี้ยงทำให้ขอบใบหงิกงอ ขอบใบแห้งกรอบเป็นรอยไหม้ไม่สามารถผลิตช่อดอกได้  

การป้องกันกำจัด 

1. การตัดแต่งกิ่งภายหลังเก็บผลผลิตเป็นวิธีควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะช่วยลดที่หลบซ่อนของเพลี้ยจักจั่นลง ทำให้การพ่นสารฆ่าแมลงมีประสิทธิภาพดีขึ้น

2. ถ้าหากไม่มีการป้องกันกำจัด มะม่วงจะไม่ติดผลเลย จึงควรพ่นด้วยสารฆ่าแมลง แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ก่อนมะม่วงออกดอก 1 ครั้ง เมื่อช่อดอกบานแล้วไม่ควรพ่นสารฆ่าแมลง เพราะอาจเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสร และหมั่นตรวจดูตามช่อดอกอยู่เรื่อยๆ

3. การพ่นสารฆ่าแมลงให้มีประสิทธิภาพควรพ่นให้ทั่วถึงลำต้น มิเช่นนั้นตัวเต็มวัยจะเคลื่อนย้ายหลบซ่อนไปยังบริเวณที่พ่นสารฆ่าแมลงไม่ถึง นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงการปรับหัวฉีดให้เป็นละอองฝอยและระยะเวลาการฉีดพ่น

4. ใช้น้ำฉีดล้างช่อดอกและใบ เพื่อช่วยแก้ปัญหาช่อดอกและใบดำจากโรคราได้บ้าง ถ้าแรงอัดฉีดของน้ำแรงพอก็ช่วยให้เพลี้ยในระยะตัวอ่อนกระเด็นออกจากช่อดอกได้ ต้องระมัดระวังอย่าให้กระแทกดอกมะม่วงแรงเกินไป เพราะอาจทำให้ดอกหรือผลที่เริ่มติดร่วงได้

5. ใช้กับดักแสงไฟ ดักตัวเต็มวัยที่บินมาเล่นไฟ