เตือนภัยการเกษตร

ช่วงวันที่ 20 – 26 ธันวาคม 2560

ภาคตะวันออก 

1. มังคุด : ระยะต้นพร้อมที่จะออกดอกเนื่องจากดอกตายอดมีอายุมากกว่า 9 สัปดาห์  (โดย ศวส.จันทบุรี)

          - เพลี้ยไฟ  เป็นแมลงที่มีขนาดเล็กมาก (0.7-0.8 มิลลิเมตร) บางครั้งมองดูตาเปล่าไม่เห็น สีเหลืองหรือน้ำตาลอ่อนเคลื่อนไหวได้รวดเร็วมักพบระบาดในช่วงที่อากาศแห้งแล้ง ทั้งตัวอ่อนและตัวแก่จะใช้ส่วนของปากเขี่ยผิวของใบและดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อน ใบอ่อนทำให้ยอดและใบแห้ง หงิกงอ แคระแกรน

2. ลองกอง : ระยะเจริญเติบโตทางด้านกิ่ง ต้น ใบเป็นระยะใบแก่ (โดย ศวส.จันทบุรี)

            - หนอนกินใต้ผิวเปลือก  หนอนกัดกินทำลายอยู่ใต้ผิวเปลือก ลึกประมาณ ๒-๘ มิลลิเมตร ตามกิ่งและลำต้น ทำให้ต้นเป็นปุ่มปม เมื่อหนอนระบาดมาก จะทำให้กิ่งแห้งและตาย ถ้าหนอนกัดกินตาดอกจะทำให้ตาดอกถูกทำลายและผลผลิตลดลง

          การป้องกันกำจัด

๑. ใช้ไส้เดือนฝอย (Steinernema carpocapsae) อัตรา ๕๐ ล้านตัว (๑ กระป๋อง) ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ๑ ต้นใช้น้ำ ๕ ลิตร พ่น ๒ ครั้ง ห่างกัน ๑๕ วัน (ในกรณีมีอากาศแห้งแล้ง ควรพ่นน้ำเปล่าให้ความชุ่มชื้นก่อนพ่นไส้เดือนฝอย)

          ๒. ใช้สาร คลอร์ไพริฟอส ๔๐% อีซี อัตรา ๔๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร พ่นให้โชกบนลำต้น และกิ่งก้านที่มีรอยทำลายของหนอนกินใต้ผิวเปลือก

3. ทุเรียน : ดอกระยะกระดุม (โดย ศวส.จันทบุรี)

          - ด้วงกินดอก ด้วงมีสีน้ำตาลตัวมีขนาดเล็กจะกัดกินดอกในเวลากลางคืนทำให้ดอกทุเรียนได้รับความเสียหาย -หนอนรัง ตัวหนอนจะสร้างรังลักษณะเป็นเส้นใยในช่อดอกทุเรียนและจะทำลายโดยการกัดกินช่อดอกในเวลากลางวันทำให้ช่อดอกได้รับความเสียหาย 

          -ไรแดง   ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงอยู่ที่บริเวณหน้าใบ พบระบาดทำความเสียหายแก่ทุเรียน โดยเฉพาะเมื่อสภาพอากาศแห้งแล้ง และลมแรง ที่หน้าใบจะเห็นคราบของไรคล้ายผงหรือฝุ่นละอองสีขาวเกาะอยู่ สีของใบจะซีดไม่เขียวเป็นมันเหมือนใบปกติ ถ้าการทำลายเกิดขึ้นอย่างรุนแรง และต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจมีผลทำให้ทุเรียนใบร่วง การเจริญเติบโตหยุดชะงัก และมีผลกระทบต่อการติดดอก และผลของทุเรียนได้ ประชากรไรมักหนาแน่นมากบริเวณทรงพุ่มด้านนอกที่ถูกแสงแดด ส่วนยอดหรือด้านบนของทรงพุ่ม การแพร่ระบาดในสวนพบว่าจะระบาดรุนแรงเป็นหย่อมๆ ทางด้านเหนือลม ด้านขอบรอบแปลง และด้านที่ติดถนน

การป้องกันกำจัด

๑. หมั่นตรวจดูใบทุเรียน โดยใช้แว่นขยาย กำลังขยาย ๑๐ เท่า ส่องดูด้านหน้าใบ ในช่วงเดือนตุลาคม - มกราคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่มีลมพัดแรง และฝนทิ้งช่วง

๒. เมื่อพบการระบาดให้ใช้สารฆ่าไรพ่น สารฆ่าไรที่ใช้ได้ผลในการป้องกันกำจัดไรแดงแอฟริกัน ได้แก่ สาร
โพรพาร์ไกต์ ๓๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๓๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ อะมิทราซ ๒๐% อีซี อัตรา ๓๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร การใช้สารฆ่าไร ไม่ควรพ่นสารชนิดเดียวกันติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรใช้สลับชนิดกัน เพื่อป้องกันไรสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าไร และใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น

-รากเน่าโคนเน่า (เชื้อรา Phytophthora palmivora)                  

อาการที่ราก อาการเริ่มจากใบที่ปลายกิ่ง จะมีสีซีด ไม่เป็นมันเงา เหี่ยวลู่ลง อาการรุนแรงมากขึ้นใบจะเหลืองและหลุดร่วง เมื่อขุดดูที่รากฝอยจะพบรากฝอยมีลักษณะเปื่อยยุ่ยเป็นสีน้ำตาลและหลุดล่อนง่าย เมื่อโรครุนแรงอาการเน่าจะลามไปยังรากแขนงและโคนต้น ทำให้ต้นทุเรียนโทรมและยืนต้นตาย

อาการที่กิ่งและที่ลำต้นหรือโคนต้น เริ่มแรกทุเรียนจะแสดงอาการใบเหลืองเป็นบางกิ่ง และจะสังเกตเห็นคล้ายคราบน้ำบนผิวเปลือกได้ชัดเจน ในช่วงที่สภาพอากาศแห้ง เมื่อใช้มีดถากบริเวณคราบน้ำจะพบเนื้อเยื่อเปลือกและเนื้อไม้เป็นแผลสีนํ้าตาล ถ้าแผลขยายใหญ่ลุกลามจนรอบโคนต้น จะทำให้ทุเรียนใบรวงจนหมดต้นและยืนต้นแห้งตาย

อาการที่ใบ ใบช้ำดำตายนึ่งคล้ายถูก น้ำร้อนลวก และจะเกิดอาการไหม้แห้งคาต้นอย่างรวดเร็ว พบมากช่วงฝนตกรุนแรงต่อเนื่องหลายวัน

การป้องกันกำจัด

๑. แปลงปลูกควรมีการระบายน้ำดี ไม่ควรมีน้ำท่วมขัง และเมื่อมีน้ำท่วมขังควรรีบระบายออก

๒. ตัดแต่งทรงพุ่มให้โคนต้นโปร่ง การถ่ายเทอากาศดี แสงแดดส่องถึง ควรหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจทำให้รากหรือลำต้นเกิดแผล ซึ่งจะเป็นช่องทางให้เชื้อราสาเหตุโรคเข้าทำลายพืชได้ง่ายขึ้น

๓. ต้นทุเรียนที่เป็นโรครุนแรงมากหรือยืนต้นแห้งตายควรขุดออก แล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก ตากดินไว้ระยะหนึ่ง แล้วจึงปลูกทดแทน

๔. ตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบส่วนของใบ ดอก และผลที่เป็นโรค ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เมทาแลกซิล ๒๕% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๓๐-๕๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตรหรือ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม ๘๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๓๐-๕๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ให้ทั่วทรงพุ่ม

๕. ไม่นำเครื่องมือตัดแต่งที่ใช้กับต้นเป็นโรคไปใช้ต่อกับต้นปกติ และควรทำความสะอาดเครื่องมือก่อนนำไปใช้ใหม่ทุกครั้ง

๖. เมื่อเริ่มพบต้นที่ใบมีสีซีด ไม่เป็นมันเงาหรือใบเหลือง หลุดร่วงใช้ฟอสโฟนิก แอซิด ๔๐% เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา ๑:๑ ใส่กระบอกฉีดยา ฉีดเข้าลำต้น ราดดินด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม ๘๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๓๐-๕๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือเมทาแลกซิล ๒๕% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๓๐-๕๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

๗. เมื่อเริ่มพบอาการโรคบนกิ่งหรือที่โคนต้น ถากหรือขูดผิวเปลือกบริเวณที่เป็นโรคออก ทาแผลด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม ๘๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๘๐-๑๐๐ กรัมต่อน้ำ ๑ ลิตร หรือ เมทาแลกซิล ๒๕% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๕๐-๖๐ กรัมต่อน้ำ ๑ ลิตร หรือ เมทาแลกซิล+แมนโคเซบ ๖๕% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๑๐๐ กรัมต่อน้ำ ๑ ลิตรทุก ๗ วันจนกว่าแผลจะแห้ง หรือ ใช้ฟอสโฟนิก แอซิด ๔๐% เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา ๑:๑ ใส่กระบอกฉีดยา ฉีดเข้าลำต้นหรือกิ่งในบริเวณตรงข้ามอาการโรค หรือส่วนที่เป็นเนื้อไม้ดีใกล้บริเวณที่เป็นโรค อัตรา ๒๐ มิลลิลิตรต่อต้น

4. เงาะ : ระยะการชักนำการออกดอก  (โดย ศวส.จันทบุรี)

- การให้น้ำมากเกินไปหรือมีฝนหลงฤดูทำให้แตกใบแทนดอก

1. หลังจากที่ต้นเงาะมีการแตกใบอ่อนอย่างน้อย 2 ชุด ต้นเงาะมีใบสมบูรณ์พร้อมกับการออกดอก เงาะต้องการช่วงแล้งที่ต่อเนื่องกัน 21-30 วัน เพื่อทำให้เกิดความเครียดเนื่องจากการขาดน้ำ หลังจากหมดช่วงฤดูฝน ให้กำจัดวัชพืชและเศษวัชพืชบริเวณใต้ทรงพุ่ม ออกนอกทรงพุ่ม เพื่อให้ต้นเงาะกระทบแล้งได้เร็วขึ้น

2. สังเกตอาการที่ต้นเงาะพร้อมออกดอกโดยดูที่ใบแก่ปลายช่อตั้งชันและแสดงอาการใบห่อในช่วงเวลาเช้า และตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน เมื่อต้นเงาะแสดงอาการดังกล่าว ให้น้ำในปริมาณมากทันที ในปริมาณ 30-35 มิลลิเมตร หรือประมาณ 850-1,000 ลิตร/ต้น(เมื่อต้นเงาะมีเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 6 เมตร) เพียง 1 ครั้ง แล้วหยุดเพื่อรอดูอาการ ภายใน 7-10 วัน หากสีของตายอดเปลี่ยนจากสีน้ำตาลดำเป็นน้ำตาลทอง ก็เริ่มให้น้ำอีกครั้งใน

การป้องกันกำจัด   หากหลังจากการให้น้ำครั้งแรกแล้ว ตายอดมีการพัฒนาและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลปนเขียว หรือสีเขียวน้ำตาล แสดงว่าให้น้ำมากเกินไป ทำให้ตายอดพัฒนาเป็นตาใบแทน ให้หยุดการให้น้ำ และปล่อยให้กระทบแล้งอีกครั้ง พบว่า ตายอดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทอง ใบอ่อนเริ่มหลุดร่วง จึงเริ่มให้น้ำอีกครั้งหนึ่ง ในปริมาณครึ่งหนึ่งของการให้น้ำครั้งแรก หรือเร่งการหลุดร่วงของใบอ่อนโดยการพ่นกำมะถันผง อัตรา 80-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

5.พริกไทย : ระยะติดผลอ่อนผลแก่ เก็บเกี่ยว  (โดย ศวส.จันทบุรี)

-เพลี้ยอ่อน ลำตัวสีเขียวคล้ำหรือสีดำ ขนาดยาว 2-3 มิลลิเมตร เกาะกินอยู่เป็นกลุ่ม ดูดน้ำเลี้ยงยอดอ่อน

หรือใบพริกไทยทำให้ยอดอ่อนชะงักการเจริญเติบโต สั้นแคระแกรนใบโค้งงอใบเปลี่ยนสีเหลืองมีขนาดสั้นและเล็ก

          การป้องกันกำจัด

          ๑. หากพบระบาดเล็กน้อย ให้ตัดส่วนที่ถูกทำลายทิ้ง

          ๒. ถ้าระบาดรุนแรงพ่นด้วย คาร์โบซัลแฟน ๒๐% อีซี อัตรา ๓๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ มาลาไทออน ๘๓% อีซี อัตรา ๕๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ โพรไทโอฟอส ๕๐% อีซี อัตรา ๓๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

หรือ คาร์บาริล ๘๕% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๔๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ ฟิโพรนิล ๕% เอสซี อัตรา ๒๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

6. ลำไย : ระยะติดผลอ่อน  (โดย ศวส.จันทบุรี)

          - เพลี้ยไฟ ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงของยอดช่อดอกและผลอ่อนถ้าระบาดรุนแรงจะแสดงอาการไหม้ทำให้ดอกและผลร่วง ระบาดในช่วงแล้ง

          การป้องกันกำจัด

๑. ถ้าพบไม่มากให้ตัดส่วนที่แมลงระบาดไปเผาทิ้ง เพราะเพลี้ยไฟมักอยู่กันเป็นกลุ่มบริเวณส่วนยอดอ่อนของพืช

๒. การพ่นสารฆ่าแมลงควรพ่นระยะติดดอกอย่างน้อย ๒ ครั้ง คือ ระยะเริ่มแทงช่อดอกและระยะเริ่มติดผล ประมาณ ๐.๕-๑.๐ เซนติเมตร ถ้าหากปีใดพบเพลี้ยไฟระบาดรุนแรงก็จำเป็นต้องพ่นซ้ำในระยะก่อนดอกบาน

๓. สารฆ่าแมลงที่แนะนำ คือ แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน ๒.๕% อีซี อัตรา ๑๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ
เฟนโพรพาทริน ๑๐% อีซี อัตรา ๓๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ในขณะที่ดอกบานควรหลีกเลี่ยงการใช้สารดังกล่าว เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสรได้

ภาคใต้ตอนบน 

1. มะพร้าว : ระยะมะพร้าวที่ยังไม่ให้ผลผลิตและมะพร้าวที่ให้ผลผลิตแล้ว  (โดย ศวส.ชุมพร)

          -หนอนหัวดำมะพร้าว ตัวหนอนเข้าทำลายใบมะพร้าว โดยแทะกินผิวใบบริเวณใต้ทางใบจากนั้นจะถักใยนำมูลที่ถ่ายออกมาผสมกับเส้นใยที่สร้างขึ้น นำมาสร้างเป็นอุโมงค์คลุมลำตัวยาวตามทางใบบริเวณใต้ทางใบ ตัวหนอนอาศัยอยู่ภายในอุโมงค์ที่สร้างขึ้นและแทะกินผิวใบ โดยทั่วไปหนอนหัวดำมะพร้าวชอบทำลายใบแก่ หากการทำลายรุนแรงจะพบว่า หนอนหัวดำมะพร้าวทำลายก้านทางใบ จั่น และผลมะพร้าว ต้นมะพร้าวที่ถูกหนอนหัวดำมะพร้าวลงทำลายทางใบหลายๆ ทาง พบว่าหนอนหัวดำมะพร้าวจะถักใยดึงใบมะพร้าวมาเรียงติดกันเป็นแพ เมื่อตัวหนอนโตเต็มที่แล้วจะถักใยหุ้มลำตัวอีกครั้ง และเข้าดักแด้อยู่ภายในอุโมงค์ ดักแด้มีสีน้ำตาลเข้ม ดักแด้เพศผู้จะมีขนาดเล็กกว่าดักแด้เพศเมียเล็กน้อย ผีเสื้อหนอนหัวดำมะพร้าวที่ผสมพันธุ์แล้วจะวางไข่บนเส้นใยที่สร้างเป็นอุโมงค์ หรือซากใบที่ถูกหนอนหัวดำมะพร้าวลงทำลายแล้ว ตัวหนอนเมื่อฟักออกจากไข่จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ๑–๒ วัน ก่อนจะย้ายไปกัดกินใบมะพร้าว จึงมักพบหนอนหัวดำมะพร้าวหลายขนาดกัดกินอยู่ในใบมะพร้าวใบเดียวกัน หากการทำลายรุนแรงอาจทำให้ต้นมะพร้าวตายได้

          การป้องกันกำจัด  

๑. วิธีเขตกรรมและวิธีกล ตัดใบที่มีหนอนหัวดำมะพร้าวนำไปเผาทำลายทันที ไม่ควรเคลื่อนย้ายต้นพันธุ์มะพร้าวหรือพืชตระกูลปาล์มมาจากแหล่งที่มีการระบาด

. การใช้ชีววิธี การใช้แตนเบียนที่เฉพาะเจาะจงกับหนอนหัวดำมะพร้าว เช่น แตนเบียนโกนีโอซัส
นีแฟนติดิส (Goniozus nephantidis) โดยปล่อยช่วงเวลาเย็น พลบค่ำ อัตรา ๒๐๐ ตัว/ไร่/ครั้ง ให้กระจายทั่วแปลงเดือนละครั้ง ถ้าปล่อยแตนเบียนได้มากจะทำให้เห็นผลในการควบคุมเร็วขึ้น

๓. การใช้สารเคมี

              ๓.๑ ใช้สารอีมาเมกตินเบนโซเอต ๑.๙๒% อีซี เข้มข้นโดยไม่ต้องผสมน้ำฉีดเข้าที่ลำต้นมะพร้าวอัตรา ๓๐ มิลลิลิตรต่อต้น โดยใช้สว่านเจาะรูให้เอียงลงประมาณ ๔๕ องศา จำนวน ๒ รู ให้ตรงข้ามกัน เจาะรูให้ลึก ๑๐ - ๑๕ เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับขนาดของดอกสว่าน ตำแหน่งของรูอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ ๑ เมตร แล้วฉีดสารฆ่าแมลงลงไปรูละ ๑๕ มิลลิลิตร ปิดรูด้วยดินน้ำมัน วิธีนี้จะป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวได้นานมากกว่า ๓ เดือน (วิธีการนี้สามารถป้องกันกำจัดศัตรูชนิดอื่นได้ด้วย เช่น ด้วงแรดมะพร้าว ด้วงงวงมะพร้าว แมลงดำหนามมะพร้าว)

** แนะนำเฉพาะมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า ๑๒ เมตร ขึ้นไป ห้ามใช้กับมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ และมะพร้าวที่ใช้ทำน้ำตาล

          ๓.๒ กรณีมะพร้าวต้นเล็กที่มีความสูงน้อยกว่า ๑๒ เมตร รวมทั้งมะพร้าวกะทิ มะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวที่ใช้ทำน้ำตาล ในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรง และไม่มีการปล่อยแตนเบียน ให้พ่นทรงพุ่มด้วยสารฟลูเบนไดอะไมด์ ๒๐% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา ๕ กรัม หรือ คลอแรนทรานิลิโพรล ๕.๑๗% เอสซี อัตรา ๒๐ มิลลิลิตร หรือ สปินโนแซด ๑๒% เอสซี อัตรา ๒๐ มิลลิลิตร (สารนี้มีพิษสูงต่อผึ้ง ไม่ควรใช้ในสวนมะพร้าวที่มีการเลี้ยงผึ้ง) หรือ ลูเฟนนูรอน ๕% อีซี อัตรา ๒๐ มิลลิลิตร (สารนี้มีพิษสูงต่อกุ้ง ไม่ควรใช้บริเวณที่มีการเลี้ยงกุ้ง) โดยเลือกสารชนิดใดชนิดหนึ่งตามอัตราที่กำหนดผสมน้ำ ๒๐ ลิตร พ่นให้ทั่วทรงพุ่มบริเวณใต้ใบ ๑ - ๒ ครั้ง ควรใช้เครื่องยนต์พ่นสารที่สามารถควบคุมแรงดันได้ และมีแรงดันไม่น้อยกว่า ๓๐ บาร์ กรณีที่มีการปล่อยแตนเบียน ให้พ่นสารเคมีก่อน ประมาณ ๒ สัปดาห์ ค่อยทำการปล่อยแตนเบียน กรณีที่มีการเคลื่อนย้ายต้นพันธุ์ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของหนอนหัวดำมะพร้าวสามารถใช้วิธีการนี้ได้เช่นเดียวกัน

-แมลงดำหนามมะพร้าว ใบอ่อนของมะพร้าวที่ยังไม่คลี่มีลักษณะสีน้ำตาลไหม้จนออกสีขาวส่งผลต่อการเจริญเติบโตของมะพร้าวในช่วงแรกและถ้ามะพร้าวที่ให้ผลผลิตแล้วผลผลิตจะลดลง

การป้องกันกำจัด ในกรณีที่หนอนหัวดำระบาดรุนแรงจะใช้วิธีการฉีดสารเข้าต้น อิมาเม็กติน
เบนโซเอต อัตรา 30 มิลลิลิตร/ต้นในมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตรขึ้นไป ห้ามใช้กับมะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวกะทิ

-ด้วงแรด ตัวเต็มวัยเข้าทำลายพืช โดยการบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบหรือยอดอ่อนของมะพร้าว รวมทั้งเจาะทำลายยอดอ่อนที่ยังไม่คลี่ ทำให้ใบที่เกิดใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้วๆ คล้ายหางปลา หรือรูปพัด ถ้าโดนทำลายมากๆ จะทำให้ใบที่เกิดใหม่แคระแกรน รอยแผลที่ถูกด้วงแรดมะพร้าวกัดเป็นเนื้อเยื่ออ่อนทำให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ หรือเป็นทางให้เกิดยอดเน่า จนถึงต้นตายได้ในที่สุด ด้วงแรดมะพร้าวในระยะตัวหนอน ส่วนใหญ่พบตามพื้นดินในบริเวณที่มีการกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก จะกัดกินและทำลายระบบรากของมะพร้าวปลูกใหม่ ทำให้พบอาการยอดเหี่ยวและแห้งเป็นสีน้ำตาล ต้นแคระแกรนไม่เจริญเติบโต

          การป้องกันกำจัด  

๑. วิธีเขตกรรม ทำความสะอาดบริเวณสวนมะพร้าวเพื่อกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีมานาน ถ้ามีกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก กองขยะ กองขี้เลื่อย แกลบ ควรกำจัดออกไปจากบริเวณสวน หรือกองให้เป็นที่แล้วหมั่นกลับเพื่อตรวจดู หากพบหนอนให้จับมาทำลายหรือเผากองขยะนั้นเสีย ส่วนของลำต้นและตอมะพร้าวที่โค่นทิ้งไว้ หรือมะพร้าวที่ยืนต้นตายควรโค่นลงมาเผาทำลาย ต้นมะพร้าวที่ถูกตัดเพื่อปลูกทดแทน ถ้ายังสดอยู่เผาทำลายไม่ได้ ควรทอนออกเป็นท่อนสั้นๆ นำมารวมกันไว้ ปล่อยให้ผุสลายล่อให้ด้วงแรดมาวางไข่ ด้วงจะวางไข่ตามเปลือกมะพร้าวที่อยู่ติดกับพื้นดินเพราะมีความชุ่มชื้นสูงและผุเร็ว เผาทำลายท่อนมะพร้าวเพื่อกำจัดทั้งไข่ หนอน และดักแด้ของด้วงแรดมะพร้าว ตอมะพร้าวที่เหลือให้ใช้น้ำมันเครื่องใช้แล้วราดให้ทั่วตอเพื่อป้องกันการวางไข่ได้

๒. การใช้ชีววิธี ใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียม (Metarhizium sp.) ใส่ไว้ตามกองขยะ กองปุ๋ยคอก หรือท่อนมะพร้าวที่มีหนอนด้วงแรดมะพร้าวอาศัยอยู่ เกลี่ยเชื้อให้กระจายทั่วกอง เพื่อให้เชื้อมีโอกาสสัมผัสกับตัวหนอนให้มากที่สุด รดน้ำให้ความชื้น หาวัสดุ เช่น ใบมะพร้าวคลุมกองไว้ เพื่อรักษาความชื้นและป้องกันแสงแดด เชื้อจะทำลายด้วงแรดมะพร้าวทุกระยะการเจริญเติบโต

          ๓. การใช้สารเคมี

          ๓.๑ ต้นมะพร้าวอายุ ๓-๕ ปี ซึ่งยังไม่สูงมากนัก ใช้ลูกเหม็นใส่บริเวณคอมะพร้าวที่โคนทางใบรอบๆ ยอดอ่อน ทางละ ๒ ลูก ต้นละ ๖-๘ ลูก กลิ่นของลูกเหม็นจะไล่ไม่ให้ด้วงแรดมะพร้าวบินเข้าไปทำลายคอมะพร้าว
          ๓.๒ ใช้สารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส ๔๐% อีซี อัตรา ๘๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ ไดอะซินอน ๖๐% อีซี อัตรา ๘๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน ๒๐% อีซี อัตรา ๘๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ราดบริเวณคอมะพร้าวตั้งแต่โคนยอดอ่อนลงมาให้เปียก โดยใช้ปริมาณ ๑-๑.๕ ลิตรต่อต้น ทุก ๑๕-๒๐ วัน ควรใช้ ๑-๒ ครั้งในช่วงระบาด

-ด้วงงวงมะพร้าว มักทำลายตามรอยทำลายของด้วงแรดมะพร้าว โดยวางไข่บริเวณบาดแผลตามลำต้นหรือบริเวณที่ด้วงแรดมะพร้าวเจาะไว้ หรือบริเวณรอยแตกของเปลือก ด้วงงวงมะพร้าวก็สามารถเจาะส่วนที่อ่อนของมะพร้าวเพื่อวางไข่ได้ หนอนที่ฟักออกจากไข่จะกัดกินชอนไชไปในต้นมะพร้าว ทำให้เกิดแผลเน่าภายใน   ต้นมะพร้าวที่ถูกทำลายจะแสดงอาการเฉาหรือยอดหักพับ เพราะบริเวณที่หนอนทำลายจะเป็นโพรง มีรูและแผลเน่าต่อเนื่องไปในบริเวณใกล้เคียง หนอนจะกัดกินไปจนกระทั่งต้นเป็นโพรงใหญ่ไม่สามารถส่งน้ำและอาหารไปถึงยอดได้ และทำให้ต้นมะพร้าวตายในที่สุด

การป้องกันกำจัด  

๑. ต้นมะพร้าวที่ถูกด้วงงวงชนิดใหญ่ทำลาย ควรตัดโค่นทอนเป็นท่อนแล้วผ่าจับหนอนทำลาย

๒. ไม่ควรให้ต้นมะพร้าวเกิดแผลหรือปลูกโคนลอย เพราะจะเป็นช่องทางให้ด้วงงวงมะพร้าววางไข่ และตัวหนอนที่ฟักจากไข่จะเจาะเข้าทำลายในต้นมะพร้าวได้ หากลำต้นเป็นรอยแผล ควรทาด้วยน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ที่ใช้แล้ว หรือชันผสมกับน้ำมันยาง เพื่อป้องกันการวางไข่

๓. ป้องกันกำจัดด้วงแรดมะพร้าวอย่าให้ระบาดในสวนมะพร้าว เพราะรอยแผลที่ด้วงแรดมะพร้าวเจาะไว้จะเป็นช่องทางให้ด้วงงวงมะพร้าววางไข่ และเมื่อฟักออกเป็นตัวหนอนของด้วงงวงมะพร้าวก็จะเข้าไปทำลายในต้นมะพร้าวได้ง่ายขึ้น

2. ทุเรียน : ระยะใบแก่  (โดย ศวส.ชุมพร)

          -โรคใบติด เกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia sp. เกิดได้ทั้งใบอ่อนและใบแก่ เกิดเส้นใยสีขาว แผ่คลุมส่วนหลังใบเมื่อคลุมทั่วแผ่นใบมีลักษณะตายนึ่งคล้ายโดนน้ำร้อนลวก ในที่สุดใบจะร่วงหล่น

         การป้องกันกำจัด หมั่นตรวจ ดูแลสวนทุเรียน ถ้าพบว่ามีอาการของโรคใบติดให้ตัดแต่งใบส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลาย ตัดแต่งกิ่งทุเรียนให้โปร่ง

-โรครากและโคนเน่า เกิดจากเชื้อราไฟท็อปเทอรา (Phytophthora palmivora (Butler) ใบล่างเริ่มเป็นจุดเหลืองประเหลืองแล้วค่อยๆหลุดร่วง ส่วนอาการที่โคนต้นหรือกิ่งคล้ายมีคราบน้ำเกาะติดเห็นได้ชัดในสภาพต้นทุเรียนแห้ง ในช่วงเช้าถ้าอากาศชื้นจะเกิดยางไหลสีน้ำตาลแดงบริเวณลำต้น ถ้าอาการรุนแรงจะทำให้ต้นทุเรียนตายได้

          การป้องกันกำจัด ถ้าระบาดมากให้ฉีดพ่นด้วยสารเคมีฆ่าเชื้อรา หมั่นเดินสำรวจแปลงทุเรียนถ้าพบว่าเป็นโรครากและโคนเน่า ให้ถากเนื้อไม้ที่เป็นแผลออกและทาด้วย คอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์

          -กิ่งทุเรียนฉีก หัก หรือต้นทุเรียนหักโค่น เนื่องจากแรงลม กิ่งทุเรียนฉีก หัก ได้รับความเสียหาย หรือต้นทุเรียนหักโค่น ป้องกันโดยตัดกิ่งทุเรียนที่ฉีก หัก ออกจากพื้นที่ปลูกและทารอยบาดแผลที่ตัดด้วยสารเคมีป้องกันเชื้อรา ส่วนต้นทุเรียนที่หักโค่นไม่สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ ให้ตัดเอาเนื้อไม้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

3. กาแฟโรบัสตา : ระยะผลสุกและระยะเก็บเกี่ยว  (โดย ศวส.ชุมพร)

          - กิ่งกาแฟฉีกหัก เนื่องจากแรงลม ผลผลิตได้รับความเสียหาย และผลกาแฟสุกเลยระยะเก็บเกี่ยวจากการที่ฝนตกชุกทำให้ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันตามระยะเวลา และอาจก่อให้เกิดปัญหาเชื้อราเข้าทำลายส่งผลต่อคุณภาพของเมล็ดกาแฟ  ในกรณีที่กิ่งนั้นๆมีผลกาแฟที่ยังไม่สุกแก่เต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยว หรือผลกาแฟสุกเลยระยะเก็บเกี่ยวเมื่อนำมาตากแห้งพบการเข้าทำลายของเชื้อราและเมื่อนำมาสีพบปัญหาเมล็ดกาแฟแตก หัก ทำให้คุณภาพลดลง

ป้องกันโดยเลือกเก็บผลกาแฟที่สุกเต็มที่มีสีส้มอมแดง และนำไปตากบนลานตากที่ไม่โดนฝน เพื่อป้องกันความชื้นและเชื้อราเข้าทำลาย

ภาคกลางตอนบน

  1. : ระยะการเจริญเติบโต (ใบ) ช่อดอก/ช่อผล ( โดย ศวส.สุโขทัย)

         -โรคราน้ำค้าง 

อาการที่ใบ  เนื้อเยื่อบริเวณด้านบนใบเกิดแผลสีเหลืองอ่อน ในสภาพอากาศที่มีความชื้นสูง จะพบเชื้อราสาเหตุโรคสีขาวขึ้นฟู บริเวณใต้ใบด้านตรงข้ามแผล ต่อมาแผลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล หากอาการโรครุนแรง ใบจะเหลือง แห้ง และหลุดร่วง 

อาการที่ยอด เถาอ่อน และมือเกาะ  พบเชื้อราสีขาวขึ้นฟูเป็นกลุ่มปกคลุม ยอดหดสั้น เถาและมือเกาะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และแห้ง 

อาการที่ช่อดอก และผลอ่อน  พบเชื้อราสีขาวขึ้นฟูปกคลุม ทำให้ดอกร่วง ช่อดอกเน่าและผลอ่อนร่วง

การป้องกันกำจัด

๑. ไม่ควรตัดแต่งกิ่งช่วงฤดูหนาวที่สภาพอากาศมีความชื้นสูง หรือช่วงที่ฝนตกชุก เนื่องจากโรคจะระบาดอย่างรวดเร็วและรุนแรง

๒. หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง อย่าให้มีใบแน่นทึบเกินไป และเก็บส่วนที่เป็นโรคออกไปเผาทำลาย เพื่อลดการสะสมของเชื้อสาเหตุโรค

๓. ไม่ควรใส่ปุ๋ยที่มีค่าไนโตรเจนสูง เพราะจะทำให้พืชอ่อนแอต่อการเกิดโรค

๔. เมื่อพบโรคเริ่มระบาด ให้ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคออกไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก แล้วพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ไดเมโทมอร์ฟ ๕๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๑๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือแมนโคเซบ + เมทาแลกซิล–เอ็ม ๖๔%+๔% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา ๕๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ ไอโพรวาลิคาร์บ+โพรพิเนบ ๕.๕%+๖๑.๓% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๑๕ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร พ่นทุก ๕–๗ วัน

- หนอนกระทู้หอม หนอนกัดกินทุกส่วนขององุ่น และทุกระยะพัฒนาได้แก่ ใบ ดอก และผล พบทุกฤดูกาลที่ปลูก เช่น ในองุ่นต้นใหม่ที่จะเจริญเพื่อการเลี้ยงกิ่งให้มีการแตกกิ่งมากและมีความอุดมสมบูรณ์ของต้นดี และสำหรับองุ่นอายุมากกว่า ๑ ปีที่ให้ผลผลิต พบทำความเสียหายต่อผลผลิตโดยตรง คือ กัดกินช่อดอก และผลอ่อน นอกจากนี้ ทำความเสียหายใบอ่อนหรือยอดที่เจริญ เมื่อถูกทำลายมากการสะสมอาหารลดลง โอกาสที่จะติดดอกและผลค่อนข้างต่ำ ในระยะพัฒนาผลเมื่อใบถูกทำลายมากๆ ทำให้ช่อผลองุ่นถูกแดดเผา สีผิวของผลเปลี่ยนไปและไม่เป็นที่ต้องการของตลาด

การป้องกันกำจัด

๑. เก็บกลุ่มไข่และหนอนทำลายช่วยลดการระบาด

๒. ในระยะหนอนขนาดเล็กและมีการระบาดน้อย พ่นด้วยเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซิส Bacillus thuringiensis (Bt) อัตรา ๖๐–๘๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือเชื้อไวรัสนิวเคลียร์โพลีฮีโดรซิส (NPV) หนอนกระทู้หอม อัตรา ๒๐-๓๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

๓. พ่นสารฆ่าแมลงกลุ่มยับยั้งการลอกคราบ เช่น คลอร์ฟลูอาซูรอน ๕% อีซี อัตรา ๓๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ ฟลูเฟนนอกซูรอน ๕% อีซี อัตรา ๒๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ทุก ๔-๗ วัน แล้วแต่การระบาด

๔. หากพบกลุ่มไข่เฉลี่ย ๐.๕ กลุ่มต่อต้น พ่นด้วยสารคลอฟีนาเพอร์ ๑๐% เอสซี อัตรา ๒๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

. การจับทำลายหรือในกรณีที่มีการระบาดมากให้ใช้ไม้เคาะหลังค้างองุ่น หรือใช้น้ำพ่นให้หนอนร่วงตกลงบนพื้น และทำลายเสีย ใช้จาระบี หรือสารฆ่าแมลงทาบริเวณโคนลำต้นองุ่น เพื่อป้องกัน  มิให้หนอนไต่ขึ้นไปทำลายบนต้นซ้ำอีก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง  

1. มะม่วง : ระยะออกดอก (โดย ศวส.ศรีสะเกษ )

          -โรคราแป้ง (เชื้อรา Oidium mangiferae

          อาการที่ใบ  เริ่มแรกเป็นจุดแผลสีค่อนข้างซีดเหลือง พบเชื้อรามีลักษณะเป็นผงสีขาวคล้ายแป้งขึ้นปกคลุมผิวใบ โดยพบมากบริเวณใต้ใบ หากอาการรุนแรงแผลจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเทา และใบบิดเบี้ยวผิดรูป

          อาการที่ช่อดอก  เห็นเป็นผงสีขาวขึ้นฟูตามก้านช่อดอก ก้านดอกย่อย และดอก ดอกมีลักษณะช้ำเป็นสีน้ำตาลอ่อน ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีดำ แห้ง และหลุดร่วง บางครั้งเหลือแต่ก้าน ช่อดอกมีสีเข้มกว่าปกติ ไม่ติดผล หากติดผลจะได้ผลที่มีขนาดเล็ก ไม่สมบูรณ์ และหลุดร่วงง่าย

          การป้องกันกำจัด 

๑. หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ กำจัดวัชพืช ตัดแต่งและเก็บส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลาย เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อสาเหตุโรค

            ๒. เมื่อพบโรคเริ่มระบาด พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช คาร์เบนดาซิม ๕๐% เอสซี อัตรา ๑๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ เบนโนมิล ๕๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๖-๑๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ทุก ๕–๗ วัน

          -เพลี้ยจักจั่น ตัวอ่อน และตัวเต็มวัยทำลายใบอ่อน ช่อดอก ก้านดอก และยอดอ่อน ระยะที่ทำความเสียหายให้มากที่สุด คือ ระยะที่มะม่วงกำลังออกดอก โดยดูดน้ำเลี้ยงจากช่อดอก ทำให้แห้งและดอกร่วง ติดผลน้อย หรือ ไม่ติดเลย ระหว่างที่เพลี้ยจักจั่นดูดกินน้ำเลี้ยงจะถ่ายมูลมีลักษณะเป็นน้ำหวานเหนียวๆ ติดตามใบ ช่อดอก ผล และรอบๆ ทรงพุ่ม ทำให้ใบมะม่วงเปียก ต่อมาจะเกิดราดำปกคลุม ถ้าเกิดมีราดำปกคลุมมาก มีผลต่อการสังเคราะห์แสง ใบอ่อนที่ถูกกินน้ำเลี้ยง (โดยเฉพาะระยะใบเพสลาด) จะบิดงอโค้งลง ด้านใต้ใบจะมีอาการปลายใบแห้งให้สังเกตได้

          การป้องกันกำจัด

๑. การตัดแต่งกิ่งภายหลังเก็บผลผลิตเป็นวิธีควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะช่วยลดที่หลบซ่อนของเพลี้ยจักจั่นลง ทำให้การพ่นสารฆ่าแมลงมีประสิทธิภาพดีขึ้น

๒. ถ้าหากไม่มีการป้องกันกำจัดแล้ว มะม่วงจะไม่ติดผลเลย จึงควรพ่นด้วยสารฆ่าแมลง แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน ๒.๕% อีซี อัตรา ๒๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ คาร์บาริล ๘๕% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๖๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ
อิมิดาโคลพริด ๑๐% เอสแอล อัตรา ๑๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ก่อนมะม่วงออกดอก ๑ ครั้ง เมื่อช่อดอกบานแล้วไม่ควรพ่นสารฆ่าแมลง เพราะอาจเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสร และหมั่นตรวจดูตามช่อดอกอยู่เรื่อยๆ

๓. การพ่นสารฆ่าแมลงให้มีประสิทธิภาพควรพ่นให้ทั่วถึงลำต้น มิเช่นนั้นตัวเต็มวัยจะเคลื่อนย้ายหลบซ่อนไปยังบริเวณที่พ่นสารฆ่าแมลงไม่ถึง นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงการปรับหัวฉีดให้เป็นละอองฝอย และระยะเวลาการฉีดพ่น

๔. ใช้น้ำฉีดล้างช่อดอกและใบ เพื่อช่วยแก้ปัญหาช่อดอกและใบดำจากโรคราได้บ้าง ถ้าแรงอัดฉีดของน้ำแรงพอก็ช่วยให้เพลี้ยในระยะตัวอ่อนกระเด็นออกจากช่อดอกได้ ต้องระมัดระวังอย่าให้กระแทกดอกมะม่วงแรงเกินไป เพราะอาจทำให้ดอกหรือผลที่เริ่มติดร่วงได้

          ๕. ใช้กับดักแสงไฟ ดักตัวเต็มวัยที่บินมาเล่นไฟ  

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

  1.  (เช่น คะน้า  กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก กวางตุ้ง บล็อกโคลี่ ผักกาดขาว ผักกาดหอม) : ทุกระยะการเจริญเติบโต  (โดย ศวส.เลย)

          - หนอนกระทู้ผัก หนอนเมื่อออกจากไข่ใหม่ๆ ระยะแรก

จะเข้าทำลายเป็นกลุ่มในระยะต่อมาจะทำลายรุนแรงมากขึ้นเนื่องจากเป็นหนอนที่มีขนาดใหญ่สามารถกัดกินใบ
ก้านใบ ดอกหรือเข้าไปทำลายในหัวกะหล่ำได้ ซึ่งการเข้าทำลายมักเกิดเป็นหย่อมๆ ตามจุดที่ตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่

ภาคเหนือ

1. กาแฟอะราบิกา : ที่พัฒนาผลปลูกในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 700เมตรขึ้นไป ช่วงติดผล พัฒนาผลสุก
(
โดย ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ )

          -โรคราสนิม (Helmileia vastatrix) เป็นได้ทั้งใบอ่อนและใบแก่ แต่มักจะเกิดกับใบแก่ก่อน เริ่มแรกพบจุดสีเหลืองขนาดเล็กใต้ใบ ต่อมาขยายใหญ่ขึ้นและเปลี่ยนเป็นสีส้มคล้ายสีสนิม พบผงสปอร์สีส้มบนแผล ส่วนด้านบนใบเนื้อเยื่อที่อยู่ตรงข้ามเริ่มแรกมีสีเหลือง ต่อมาแห้งเป็นสีน้ำตาล ถ้าอาการรุนแรงแผลจะขยายติดกัน ใบที่เป็นโรคจะเหลืองและร่วงในที่สุด ทำให้ผลผลิตกาแฟลดลง

การป้องกันกำจัด

๑. ควรใช้พันธุ์ที่ต้านทานโรค เช่น พันธุ์เชียงใหม่ ๘๐

๒. ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคและเก็บใบเป็นโรคที่ร่วงอยู่ใต้ต้น นำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก

๓. เมื่อพบเริ่มมีการระบาดของโรค พ่นด้วยสารไตรอะดิมีฟอน ๒๕% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๑๒ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ ออกซีคาร์บอกซิน ๑๙% อีซี อัตรา ๑๒ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร พ่นต่อเนื่อง ๓-๔ ครั้ง ห่างกันทุก ๑ เดือน

          -โรคผลเน่า, แอนแทรคโนสที่ผล (Colletotrichum gloeosporioides (Penz) and Sacc.)  อาการเริ่มแรกมักพบที่ขั้วผล เกิดอาการเน่า และลามลงไปที่ผิวเปลือก เปลือกจะเป็นสีน้ำตาลอ่อนและค่อยๆเข้มขึ้น ผลเริ่มนิ่มและเกิดแผลยุบตัว ทำให้ผลหลุดจากขั้ว พบเชื้อราสีขาว หรือสีเทาแกมดำขึ้นที่แผลบริเวณขั้วผล มักพบโรคในสภาพที่มีอากาศร้อนและชื้น

          การป้องกันกำจัด 

๑.) ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกและช่วยลดความชื้นในทรงต้น

๒.) ตัดแต่งช่อผล เพื่อลดการเบียดกันจนทำให้เกิดแผลซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าทำลายได้ง่าย 

๓.)  ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ และระวังอย่าให้พืชขาดน้ำในช่วง ๑๐ สัปดาห์หลังติดผล เพื่อป้องกันผลแตกในขณะผลแก่ อันเนื่องมาจากการได้รับน้ำจากฝนตกชุกมากเกินไป

๔.) หมั่นสำรวจสวนอย่างสม่ำเสมอ เก็บผลที่เป็นโรคออกไปทำลายนอกสวน

๕.) เมื่อเริ่มพบการระบาดของโรค พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เบโนมิล ๕๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๖-๑๒ กรัมต่อน้ำ ๒o ลิตร หรือ แมนโคเซบ ๘๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๕๐ กรัมต่อน้ำ ๒o ลิตร จำนวน ๑-๒ ครั้งทุก ๗ วัน ช่วงผลเริ่มสุก และหยุดพ่นอย่างน้อย ๗ วันก่อนเก็บเกี่ยว

          - โรคกิ่งแห้ง (Colletotrichum gloeosporioides (Penz) and Sacc.) อาการใบเหลืองและไหม้บนกิ่งสีเขียว เมื่อสังเกตที่กิ่ง จะเห็นแผลเนื่องจากเนื้อเยื่อตาย บริเวณข้อและปล้องขยายไปตาม ปลายกิ่ง ใบที่แสดงอาการเหลืองจะร่วง ในเวลาต่อมา กิ่งจะเหี่ยวและแห้ง ตกดอกเหี่ยว โรคนี้โดยปกติจะพบในสภาพอากาศแห้งแล้ง เริ่มต้นแผลอาจเกิดจากใบไหม้เพราะแดด หรือเกิดจากแมลงหรือ เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ที่ทาให้พืชอ่อนแอเหมาะต่อการเข้าทาลายของเชื้อเช่น สภาพอากาศแล้งมาเป็นเวลายาวนาน การขาดร่มเงาเป็นต้น

          การป้องกันกำจัด

1. ตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคออก และพ่นสารบอร์โดมิกซ์เจอร์ หรือ แมนโคเซบ 45 % WP

2. รักษาระดับร่มเงาให้เหมาะสมและคลุมโคนรอบ ๆ ต้นพืชเพื่อรักษาระดับความชื้นในดิน

3. บำรุงต้นพืชให้แข็งแรงเพื่อป้องกันการเข้าทาลายของเชื้อ

          - มอดเจาะผลกาแฟ (Coffee Berry Borer; Hypothenemus hampei) มอดตัวเต็มวัยเข้าทำลายผลกาแฟได้ตั้งแต่ขนาดผลกาแฟมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๒.๓ มิลลิเมตร ขึ้นไป โดยเพศเมียจะเจาะผลกาแฟบริเวณปลายผลหรือสะดือของผล ในผลกาแฟสามารถพบแมลงได้ทุกระยะการเจริญเติบโต (ระยะไข่ หนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย) มอดอาศัยกัดกิน ขยายพันธุ์ในผลจนกระทั่งผลกาแฟสุก และยังสามารถอยู่ในผลกาแฟที่แห้งคาอยู่ในต้น ผลกาแฟที่หล่นลงพื้นดิน และมอดอยู่ในกาแฟกะลาได้ในระยะหนึ่งถ้าเมล็ดกาแฟมีความชื้นเหมาะสม ซึ่งมอดยังคงทำลายเมล็ดกาแฟกะลาระหว่างการตากเมล็ด

การป้องกันกำจัด

๑. การเก็บเกี่ยวกาแฟ ควรเก็บผลผลิตให้หมดต้นไม่ให้ติดค้างอยู่บนต้นหรือร่วงหล่นตามพื้นดินใต้ต้น

๒. ถ้าการระบาดรุนแรงให้เลือกใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่งดังนี้ ไตรอะโซฟอส ๔๐% อีซี อัตรา ๔๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน ๒๐% อีซี อัตรา ๘๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

          - หนอนเจาะกิ่ง (Red coffee borer; Zeuzera coffeae)  หรือ หนอนเจาะลาต้น เป็นปัญหาที่ทำให้เกิด

ความเสียหายแก่ต้น และกิ่งของกาแฟอยู่ทั่วไป ต้นหรือกิ่งกาแฟที่ถูกหนอนเจาะจะหักโค่น เมื่อโดนลมแรง ความเสียหายเกิดขึ้นจากตัวหนอนกัดเจาะเข้าไปในกิ่งและลาต้น เป็นเหตุให้ยอดแห้ง กิ่งโค่นหักตรงบริเวณที่หนอนกัดเจาะ ตัวเต็มวัยมีสีขาวนวล มีจุดประสีดาอยู่เต็มบริเวณปีกคู่หน้า ตัวหนอนมีสีแดง หรือน้าตาลแดง มีลายวงแหวนสีเหลืองและมีขนสีขาวบนส่วนท้อง หลังจากที่ผีเสื้อตัวเมีย ได้รับการผสมพันธุ์จะวางไข่ติดไว้กับกิ่งและลำต้น ใช้เวลาประมาณ 10 วัน ไข่จะฟักออกเป็นตัวหนอน เมื่อหนอนมีอายุ 2 – 3 เดือน ก็จะโตเต็มที่ ในช่วงนี้หนอนจะกัดเจาะเปลือกจนเป็นรูกลม มองเห็นได้จากภายนอก แล้วตัวหนอนก็จะเจริญเป็นดักแด้ และตัวเต็มวัยต่อไป ศัตรูธรรมชาติ ของหนอนชนิดนี้คือ Isosturmia chatterjeeana Bar. และ Carcelia kockiana Towns.

การป้องกันกำจัด

1. ทาลายพืชอาศัยอื่น ๆ ในบริเวณรอบๆ สานกาแฟ เพื่อไม่ให้เป็นที่อาศัยและขยายพันธุ์

2. รักษาบริเวณสวนให้สะอาดและหมั่นตรวจดูตามต้นและกิ่งกาแฟอยู่เสมอ

3. หากพบรอยที่หนอนเจาะเข้าทาลาย ให้ตัดกิ่งนาไปเผาไฟ เพื่อลดการขยายพันธุ์ต่อไป

4.พ่นสารฆ่าแมลง ไตรอะโซฟอส ๔๐% อีซี อัตรา ๕๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน ๒.๕% อีซี อัตรา ๒๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร พ่น ๑-๒ ครั้ง ห่างกัน ๗-๑๐ วัน

2. มันฝรั่ง : ระยะช่วงการเจริญเติบโตทางลำต้น (โดย ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ )

         -โรคใบไหม้ (Phytophthora infestans) อาการเริ่มแรกพบแผลคล้ายถูกน้ำร้อนลวกบนใบ ต่อมาแผลขยายตัว และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ขนาดและรูปร่างไม่แน่นอน จากนั้นลุกลามไปยังใบปกติข้างเคียง ถ้ามีความชื้นสูงเชื้อราสาเหตุโรคจะสร้างเส้นใยมีลักษณะคล้ายใยแมงมุมยึดใบให้ติดกัน ใบที่เป็นโรคจะแห้งติดอยู่กับกิ่ง ก่อนหลุดร่วงไปสัมผัสกับใบที่อยู่ด้านล่าง โรคจะลุกลามทำให้ใบไหม้เห็นเป็นหย่อมๆ ใบแห้งติดกันเป็นกระจุกแขวนค้างตามกิ่ง ต่อมาใบจะร่วงจนเหลือแต่กิ่ง และกิ่งแห้งในที่สุด หากพบโรคเพียงบางส่วนของต้นจะทำให้ต้นเสียรูปทรง และมีการเจริญที่ไม่สมบูรณ์

          การป้องกันกำจัด

๑. ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง และกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อลดความชื้นสะสม

๒. ควรใส่ปุ๋ยที่มีค่าไนโตรเจนให้เหมาะสม

          ๓. หมั่นสำรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่า เริ่มมีการระบาดของโรค ตัดส่วนที่เป็นโรค และเก็บเศษพืชที่เป็นโรคและใบที่ร่วงหล่น ไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชวาลิดามัยซิน ๓% เอสแอล อัตรา ๒๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ เฮกซะโคนาโซล ๕% เอสซี อัตรา ๒๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ ๘๕% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๓๐-๕๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ทุก ๑๐ วัน โดยพ่นที่ใบให้ทั่วทั้งต้น

          -แมลงวันหนอนชอนใบ (Leaf miner) ตัวเมียจะวางไข่ในเนื้อเยื่อของใบ จากนั้นก็จะฟักตัวเป็นหนอน และชอนไชกัดกินใต้ผิวใบ ทำให้ใบแห้ง อาการรุนแรงทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต และตายในที่สุด

          การป้องกันกำจัด 

๑. วิธีกล การเผาทำลายเศษใบพืชที่ถูกทำลายเนื่องจากหนอนชอนใบตามพื้นดิน จะช่วยลดการแพร่ระบาดได้ เนื่องจากดักแด้ที่อยู่ตามเศษใบพืชจะถูกทำลายไปด้วย

๒. สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ เบตา-ไซฟลูทริน ๒.๕% อีซี อัตรา ๓๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ ฟิโพรนิล ๕% เอสซี อัตรา ๒๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

  1. ผัก (ตระกูลกะหล่ำและผักกาด): ระยะตลอดช่วงการเจริญเติบโต (โดย ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ )

          -หนอนกระทู้ผัก (Common cutworm)  หนอนระยะแรกเข้าทำลายเป็นกลุ่ม ในระยะต่อมาจะทำลายรุนแรง

มากขึ้น เนื่องจากเป็นหนอนที่มีขนาดใหญ่ สามารถกัดกินใบ ก้าน หรือเข้าทำลายในหัวผักกาด การเข้าทำลายมักเกิดเป็นหย่อมๆ ตามจุดที่ตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่ และมักแพร่ระบาดได้รวดเร็วตลอดปีโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน

การป้องกันกำจัด

๑. การใช้วิธีเขตกรรม เช่น การไถตากดิน และการเก็บซากพืชอาหาร เพื่อกำจัดดักแด้และลดแหล่งอาหารในการขยายพันธุ์ของหนอนกระทู้ผัก

๒. การใช้วิธีกล โดยการเก็บกลุ่มไข่ และหนอนทำลายจะช่วยลดการระบาดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย

๓. การใช้สารจุลินทรีย์ฆ่าแมลง ได้แก่ การใช้เชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ทูริงเยนซิส Bacillus thuringiensis (Bt) อัตรา ๖๐–๘๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

๔. การใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ คลอร์ฟีนาเพอร์ ๑๐% เอสซี อัตรา ๓๐-๔๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ สปินโนแซด ๑๒% เอสซี อัตรา ๒๐-๓๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ อินดอกซาคาร์บ ๑๕% อีซี อัตรา ๑๕-๓๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ คลอร์ฟูอาซูรอน ๕% อีซี อัตรา ๒๐-๔๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ อีมาเมกตินเบนโซเอต ๑.๙๒% อีซี อัตรา ๑๕-๒๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ ลูเฟนนูรอน ๕% อีซี อัตรา ๒๐-๓๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

4. สตรอเบอร์รี : ระยะช่วงย้ายกล้า – ระยะออกดอกติดผล  (โดย ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ )

-โรคใบจุด (Ramularia tulasnei) โรคนี้เกิดได้ทุกส่วนและทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช

อาการระยะต้นกล้า : เกิดแผลเล็กๆ สีน้ำตาลเข้มที่ลำต้น โดยพืชจะแสดงอาการคล้ายโรคเน่าคอดิน ทำให้ต้นกล้าชะงักการเจริญเติบโต

อาการระยะต้นโตถึงระยะเก็บผลผลิต : มักพบบนใบและก้านใบ เกิดเป็นแผลจุดเล็กๆ สีเหลือง ต่อมาแผลขยายใหญ่ขึ้นเป็นสีน้ำตาลเข้มถึงดำ ลักษณะเป็นวงค่อนข้างกลม เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ

การป้องกันกำจัด

๑. ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ปลอดโรค ไม่นำเมล็ดพันธุ์จากแปลงที่พบการเกิดโรคมาปลูก

๒. แช่เมล็ดในน้ำอุ่นประมาณ ๕๐ องศาเซลเซียส (การเตรียมน้ำอุ่นโดยต้มน้ำให้เดือดแล้วเติมน้ำธรรมดาลงไปหนึ่งเท่า) นาน ๒๐-๓๐ นาที หรือคลุกเมล็ดด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อราไอโพรไดโอน ๕๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๕-๑๐ กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ ๑ กิโลกรัม ก่อนปลูก

๓. หลีกเลี่ยงการปลูกผักในแปลงปลูกที่เคยมีการระบาดของโรค อย่างน้อย ๓-๔ ปี

๔. ไม่ปลูกคะน้าให้หนาแน่นจนเกินไป ควรให้มีแสงแดดส่องผ่านได้

๕. หมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค

๖. เมื่อเริ่มพบโรคในระยะกล้าควรถอนต้นกล้านำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที ถ้าเริ่มพบโรคในระยะต้นโต ควรตัดใบที่เป็นโรคออกก่อนพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น อะซอกซีสโตรบิน ๒๕% เอสซี อัตรา ๕-๑๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือคลอโรทาโลนิล ๕๐% เอสซี อัตรา ๒๐-๓๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร พ่นทุก ๕-๗ วัน

          -โรคแอนแทรคโนส (Collectotricum fragariae)  แสดงอาหารที่ไหล ก้าน ลำต้น และ ผล เป็นจุดแผลลึก

ขยายวงกว้างทำลายเนื้อเยื่อจนแห้งเป็นสีน้ำตาลดำ กอเหี่ยวและเน่า เนื้อผลยุบ เน่า

การป้องกันกำจัด

          -โรคเหี่ยวและรากเน่า (Phytoptera fragariae)  อาการเริ่มแรก ใบเหี่ยว และม้วนเป็นหลอด มีสีเหลือง

โดยจะลุกลามจากส่วนล่างขึ้นไปยังส่วนปลายยอด และแห้งตายทั้งต้น บริเวณโคนต้นและหน่อที่แตกออกมาใหม่มีลักษณะฉ่ำน้ำสีน้ำตาลเข้มถึงดำ เมื่อผ่าลำต้นตามขวางจะพบเมือกของแบคทีเรียไหลซึมออกมาเป็นสีขาวขุ่น ลำต้นเน่าและหลุดออกจากเหง้าได้ง่าย อาการบนเหง้ามีลักษณะฉ่ำน้ำและสีคล้ำ ต่อมาเหง้าจะเน่า

          การป้องกันกำจัด  - หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นที่เริ่มแสดงอาการของโรคเหี่ยว ให้ขุดต้นไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที และโรยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุด เพื่อป้องกันการระบาดของโรค

การป้องกันกำจัดโรคเหี่ยวในฤดูถัดไป

๑. เลือกพื้นที่ปลูกที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน และมีการระบายน้ำที่ดี

๒. ไถพรวนดินให้ลึกเกินกว่า ๒๐ เซนติเมตร จากผิวดิน และตากดินไว้นานกว่า ๒ สัปดาห์ จะช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก

๓. ก่อนปลูก รมดินเพื่อฆ่าเชื้อโรค โดยโรยยูเรียผสมปูนขาว อัตรา ๘๐:๘๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ จากนั้นไถกลบและรดน้ำให้ดินมีความชื้น ทิ้งไว้ ๓ สัปดาห์ จึงเริ่มปลูกขมิ้นชัน

๔. ใช้หัวพันธุ์จากแปลงที่ปลอดโรค

๕. หลังเก็บเกี่ยว นำส่วนต่างๆ ของพืชที่เป็นโรคไปเผาทำลาย

          ๖. ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ไม่ควรปลูกพืชอาศัยของเชื้อ เช่น พืชตระกูลขิง พืชตระกูลมะเขือ มันฝรั่ง พริก และถั่วลิสง ให้สลับปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่พืชอาศัย เช่น ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง เพื่อตัดวงจรของเชื้อ

-ไรสองจุด (Two spotted spider mite; Tetranychus urticae Koch)  ตัวอ่อนและตัวเต็มวัย ดูดกิน

น้ำเลี้ยงอยู่บริเวณใต้ใบสตรอเบอร์รี ทำให้ผิวใบบริเวณที่ไรดูดทำลายอยู่มีลักษณะกร้าน ใต้ใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง ผิวใบด้านบนเหนือบริเวณที่ไรดูดทำลายอยู่จะเห็นเป็นจุดด่างขาวเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไป เมื่อการทำลายรุนแรงขึ้น จุดด่างขาวเล็กๆ เหล่านี้จะค่อยๆ แผ่ขยายติดต่อกันเป็นบริเวณกว้าง จนทำให้ทั่วทั้งใบ มีลักษณะเหลืองซีด ใบร่วง และอาจเป็นผลทำให้สตรอเบอร์รีหยุดชะงักการเจริญเติบโตและผลผลิตลดลงได้ ไรที่ทำลายอยู่บริเวณใต้ใบนี้ เมื่อประชากรหนาแน่นมากจะสร้างเส้นใยสานโยงไปมาระหว่างใบและยอดของต้นพืชที่ไรอาศัยอยู่ เพื่อรอจังหวะให้ลมพัดพาไรที่เกาะอยู่ตามเส้นใย ลอยไปตกยังใบหรือยอดพืชต้นอื่นๆ ที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์กว่าต่อไป

          การป้องกันกำจัด

๑. หมั่นทำความสะอาดแปลง อย่าให้มีวัชพืชในแปลงปลูก และไม่ควรปลูกพืชผักแซมในแถวปลูกสตรอเบอร์รี เพราะพบว่า จะเป็นการเพิ่มพืชอาศัยให้ไรสองจุด

๒. เมื่อสำรวจพบว่า เริ่มมีไรสองจุดทำลายใต้ใบสตรอเบอร์รีในระยะแรก (ประมาณ ๑-๒ ตัวต่อใบย่อย) ให้ปล่อยไรตัวห้ำ อัตราประมาณ ๒-๕ ตัวต่อต้น หรือประมาณ ๕,๓๐๐-๑๓,๓๐๐ ตัวต่อแปลงสตรอเบอร์รีพื้นที่ ๑ งาน ควรปล่อยเป็นระยะๆ ห่างกันประมาณ ๒ สัปดาห์ กรณีที่มีจำนวนไรสองจุดสูงเกินกว่าระดับเศรษฐกิจ (๕-๒๐ ตัวต่อใบย่อย)ให้ปล่อยไรตัวห้ำอย่างท่วมท้นในอัตราสูง ประมาณ ๓๐-๔๐ ตัวต่อต้น จำนวน ๓-๔ ครั้ง
ไรตัวห้ำจะสามารถควบคุมการระบาดของไรสองจุดได้และปล่อยไรตัวห้ำซ้ำทุกๆ ๒ สัปดาห์

๓ ในกรณีที่ประชากรไรสองจุดยังเพิ่มมากขึ้น จำเป็นต้องใช้สารกำจัดไร สารกำจัดไรที่ใช้ในการป้องกันกำจัดไรสองจุดได้ผลดี ได้แก่ เฟนไพรอกซิเมต% เอสซี อัตรา ๒๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ โพรพาร์ไกต์ ๓๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๓๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร พ่นให้ทั่วต้น โดยเฉพาะใต้ใบแก่

**ควรใช้สารเฟนไพรอกซิเมต เป็นอันดับแรกเนื่องจากอันตรายน้อยต่อไรตัวห้ำ

          **ควรพ่นสารโพรพาร์ไกต์ในเวลาแดดไม่จัดเพราะจะทำให้ใบอ่อนไหม้ได้

          -หนอนด้วงแก้ว กัดกินรากพืช ทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต และตายในที่สุด

          การป้องกันกำจัด

1.ทำความสะอาดแปลงอย่างส่ำเสมอ เก็บซากพืชเผาทิ้ง

2.ใช้แสงไฟดักทำลายตัวเต็มวัย, จับตัวเต็มวัยมาทำลาย     

3.ใช้สารเคมีป้องกันกำจัด เช่น คาร์โบฟูราน  (เฮปต้าคลอ) อัตราการใช้ 12 กก./ไร่ ระยะเวลาที่เหมาะสมคือระยะที่หนอนเริ่มฟักออกจากไข่  โดยโรยสารฆ่าแมลงไปตามร่องใช้กำจัดหนอน

4.ใช้สารเคมี ฟิโพรนิล (แอสเซ็นต์ 5 % เอสซี) อัตรา ๒๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ใช้ในระยะที่เป็นหนอน

เพิ่งฟักออกจากไข่ พ่นไปตามร่องให้เปิดหน้าดินออกทั้ง  2 ด้านของแถวห่างจากกอประมาณ 8 นิ้วเมื่อพ่นสารเคมีเสร็จแล้วค่อยกลบดิน  

5.องุ่น : ระยะใบอ่อนเปลี่ยนเป็นใบแก่  (โดย ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ )

-เพลี้ยอ่อน (Aphid) ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อน ทำให้ส่วนที่ถูกทำลายบิดเบี้ยว แกร็น และใบหงิกงอ

การป้องกันกำจัด เมื่อพบการระบาด ใช้สารฆ่าแมลง ได้แก่ ฟิโพรนิล% เอสซี อัตรา ๒๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน ๒๐% อีซี อัตรา ๔๐มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน ๑๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๒๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

6. ฟักทองญี่ปุ่น : ระยะพัฒนาผล (โดย ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ )

          -แมลงวันแตง (Bactrocera cucurbitae) แมลงวันแตงจะเจาะวางไข่บริเวณผลฟักทอง ตัวหนอนจะชอนไชกัดกินอยู่ภายในผลฟักทอง ทำให้ผลเน่าเสีย 

การป้องกันกำจัด

๑. วิธีกล ถ้าทำได้โดยการจับทำลายด้วยมือจะช่วยได้มาก โดยหมั่นตรวจสวนในเวลาเช้าแดดยังไม่จัด ขณะเดียวกันภายหลังเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วไม่ควรปล่อยต้นแตงทิ้งไว้ ควรถอนทำลาย มิฉะนั้นจะกลายเป็นแหล่งสะสมต่อไป

๒. ใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัด เช่น อิมิดาโคลพริด ๑๐ % เอสแอล อัตรา ๑๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ ฟิโพรนิล ๕% เอสซี อัตรา ๒๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ คาร์บาริล ๘๕% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๒๐-๓๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน ๒๐% อีซี อัตรา ๕๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร