เตือนภัยการเกษตร

ช่วงวันที่ 27 ธันวาคม 2560 – 2 มกราคม 2561

ภาคเหนือตอนล่าง

1. ผักบุ้ง : ระยะการเจริญเติบโตทางใบ (โดย ศวส.สุโขทัย)

-โรคสนิมขาว จุดเซลล์ตายสีเหลืองซีดขึ้นที่ด้านบนของใบก่อน หลังจากนั้นต่อมาอีก 2-3 วัน ที่ด้านในตรงกันจะเกิดแผลลักษณะเป็นกระจุกสีขาว ซึ่งเป็นกลุ่มของสปอร์ มองดูเป็นตุ่มนูนเล็กๆ ขนาดประมาณ 1-2 ม.ม. เกิดขึ้นทั่วไป อย่างไรก็ตามตุ่มเหล่านี้หากเกิดมากๆ อาจต่อเชื่อมกันกลายเป็นแผลใหญ่ทำให้มีขนาดและรูปร่างไม่แน่นอน เมื่อเกิดแผลตุ่มสีขาวขึ้นนั้นผิวด้านบนของใบซึ่งแสดงอาการซีดเหลืองในตอนแรกก็จะโป่งพองออกเป็นปุ่มปมคล้ายผิวมะระ ไม่ราบเรียบเหมือนใบปกติ  ต้นจะชะงักการเจริญเติบโตต้นไม่สมบูรณ์

การป้องกันกำจัด

1. เก็บทำลายต้นใบและเศษซากพืชที่เป็นโรคให้หมดจากแปลงปลูก

2. หลีกเลี่ยงการปลูกผักบุ้งซ้ำในแปลงปลูกที่เคยมีโรคเกิดมาก่อน  อาจปลูกพืชหมุนเวียนอย่างน้อย 2-3 ปี

3. ระวังเรื่องการให้น้ำ โดยเฉพาะขณะมีโรคระบาดไม่ควรให้น้ำโดยการสาดแรงๆ หรือใช้เครื่องพ่นฉีดพ่นที่มีความดันสูง เพราะจะทำให้เชื้อหรือสปอร์กระจายจากจุดที่เกิดไปยังต้นอื่นๆ ข้างเคียงได้  ควรให้นํ้าในตอนเช้า หรือขณะที่ยังมีแสงแดด เพื่อนํ้าระเหยแห้งจากพืชโดยเร็ว

4. หลังจากเก็บทำลายชิ้นส่วนที่เป็นโรคหมดแล้ว ให้ฉีดพ่นสารเคมี เช่น ไดเทนเอ็ม 45 , มาเน็บ  ริดโดมิล 25 หรือเบนเลท ทุก 5-7 วัน ลดความเสียหาย ควรรีบทำก่อนที่โรคแพร่ระบาด

  1. :  ระยะช่วงเจริญเติบโต ออกดอก (โดย ศว.กส.เพชรบูรณ์)

          -โรคราแป้งในกุหลาบ เกิดจากเชื้อรา เชื้อราสีขาวลักษณะคล้ายแป้ง เกิดปกคลุมผิวใบ และอาจขยายลุกลามปกคลุมกิ่งและลำต้น ทำให้ใบเหลือง ต่อมากลายเป็นสีน้ำตาลใบและกิ่งแห้ง

การป้องกันกำจัด

- เมื่อเริ่มพบอาการของโรค ให้พ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไดโนแคป เบโนมิล ไตรฟลอรีน หรือพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชประเภทกำมะถันผงโดยเป็นชนิดละลายน้ำได้เพื่อ ฆ่าเชื้อ แต่กำมะถันมีข้อจำกัด เนื่องจากใช้แล้วจะทำให้ใบร่วง เมื่อแตกใบใหม่จะไม่มีโรค ดังนั้นพืชจำพวกใบนิ่มไม่ควรใช้ ถ้าเป็นในผักก็ใช้ได้ในบางชนิดเท่านั้น

2.พืชตระกูลแตง  :  ระยะช่วงเจริญเติบโตและเก็บเกี่ยวผลผลิต (โดย ศว.กส.เพชรบูรณ์)

-โรคราน้ำค้าง เกิดจากเชื้อรา Oidium sp. ซึ่งสร้างสปอร์สีขาวคล้ายผงแป้งจับเคลือบอยู่บนใบและหลุดปลิวแพร่ระบาดไปในอากาศได้ง่าย ใบมีราสีขาวจับคล้ายผงแป้งโดยเฉพาะด้านบนใบและตามผล  เมื่อเชื้อราเริ่มจับใบใหม่ ๆ มีลักษณะเป็นวงกลมสีขาวซึ่งจะขยายออกไปจนคลุมเต็มผิวใบทำให้ใบแห้งกรอบเป็นสีน้ำตาลอาการใบแห้งจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและทำให้ใบแห้งหมดทั้งเถาได้ เถาแตงจะทรุดโทรมเร็ว

การป้องกันกำจัด

1.  ควรฉีดพ่นยาป้องกันกำจัดเชื้อรานี้โดยใช้ยากำมะถันผงชนิดละลายน้ำ ในอัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

2.  ใช้ยาคาราเทนหรือมิลเด็กซ์ อัตราส่วนตามข้างสลากการฉีดพ่นยาดังกล่าวต้องฉีดพ่นในเวลาที่ไม่มีแสงแดดหรืออากาศร้อนจัด และใช้ความเข้มข้นต่ำไว้ก่อนจะไม่ทำให้เกิดอาการใบไหม้

  1. : ระยะช่วงเจริญเติบโตและเก็บเกี่ยวผลผลิต (โดย ศว.กส.เพชรบูรณ์)

          - หนอนใยผัก 

- ระยะหนอน เมื่อใกล้ระยะฟักตัวเปลือกผิวไข่จะเปลี่ยนเป็นสีดำ ตัวหนอนจะใช้ฟันแทะเปลือกไข่เป็นวงกลมพอหลวมตัวออกมา สำหรับระยะหนอน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ประกอบด้วยตัวอ่อนระยะที่ 1 และ 2 มีลักษณะลำตัวขนาดเล็ก ผิวสีซีด ส่วนหัวสีน้ำตาลอ่อน และระยะที่ 3 และ 4 จะมีสาร cuticle ปกคลุมลำตัวหนามากขึ้นทำให้ลำตัวมีความแข็งแรงขึ้น ทั้ง 4 ระยะ จะใช้เวลาประมาณ 10-30 ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ อาหาร ความชื้น และอุณหภูมิ

-ระยะเป็นหนอนใยผัก

เมื่อโตเต็มที่จะมีลำตัวสีเขียว และหัวสีน้ำตาล ลำตัวจะยาวขึ้นประมาณ 1 เซนติเมตร มีลักษณะส่วนหัวและส่วนท้ายแหลม ส่วนท้ายบริเวณด้านบนจะมีปุ่มยื่นเป็น 2 แฉก สีลำตัวสามารถเปลี่ยนสีไปตามสภาพความชื้น และอาหารเป็นสีเขียวอ่อน หรือ เขียวปนเหลืองได้ หลังจากหนอนเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะเริ่มเข้าสู่การชักใยเพื่อปกคลุมตัวสำหรับเข้าสู่ระยะดักแด้ต่อไป โดยใช้ระยะเวลาการชักใยประมาณ 1 – 2 วัน

การป้องกันกำจัด

หนอนใยผัก สามารถทำได้หลายวิธี แต่หนอนใยผักมีช่วงชีวิตสั้น และมียีนที่สามารถพัฒนาความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงได้ ดังนั้น การป้องกัน และกำจัดจึงควรใช้วิธีหลากหลายร่วมกัน

1. การควบคุมโดยวิธีธรรมชาติ แตนเบียนชนิดต่างๆในประเทศไทยสามารถใช้เป็นแมลงกำจัดศัตรูพืชได้ โดยเฉพาะศัตรูพืชที่อยู่ในระยะหนอนกัดกินใบ แตนแบนที่เป็นศัตรูธรรมชาติของหนอนใยผัก ได้แก่ แตนเบียนหนอน และแตนเบียนดักแด้ ทั้งสองชนิดจะจับกินหนอนใยผักในระยะหนอน และระยะดักแด้เป็นอาหาร

การกำจัดโดยใช้ราก็เป็นวิธีหนึ่งที่นิยมในปัจจุบัน เชื้อราที่นิยมได้แก่ เชื้อราบิวเวอร์เรีย เป็นเชื้อราที่สามารถทำลายหนอนใยผักได้ทุกระยะ รวมถึงในระยะผีเสื้อด้วย ปัจจุบันมีการผลิต และจำหน่ายตามท้องตลาดในกลุ่มเกษตร นอกจากนั้น อาจใช้วิธีการกำจัดด้วยเชื้อแบคทีเรีย ที่ปัจจุบันมีการผลิตออกจำหน่ายตามท้องตลาดเช่นกัน ผลิตภัณฑ์จำพวกนี้อาจอยู่ในรูปผงหรือสารละลายของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งจะใช้โดยวิธีการฉีดพ่นในรูปของสารละลายน้ำ

การควบคุมด้วยวิธีธรรมชาติในด้านอื่น ได้แก่การใช้สัตว์กินหนอน กินผีเสื้อต่างๆ เช่น ค้างคาว แมงมุม นกชนิดต่างๆ เป็นต้น ซึ่งวิธีนี้จะอาศัยสิ่งมีชีวิตต่างๆที่อยู่โดยรอบแปลงเกษตรเป็นตัวควบคุม แต่การที่จะใช้ประโยชน์จากสัตว์เหล่านี้ได้จำเป็นต้องมีสถานที่หรือสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการอาศัย

2. การควบคุมโดยวิธีเขตกรรม  การควบคุมโดยวิธีเขตกรรม ได้แก่

– การกำจัดพืชผักที่มีการระบาดของหนอนใยผักออกให้หมด ด้วยการฝัง การเผา การหมักน้ำ หรือการทำปุ๋ยหมัก วิธีนี้จะช่วยหยุดการระบาดของหนอนไปสู่แปลงอื่นๆได้

– การให้น้ำด้วยระบบ sprinkler แทนระบบน้ำหยดสามารถเป็นวิธีหนึ่งที่ควบคุมหนอนใยผักได้ เนื่องจากการให้น้ำเป็นฝอยหรือหยดจากด้านบนของแปลงผักสามารถทำให้ไข่หรือหนอนใยผักในระยะอ่อนร่วงลงด้านล่างหรือจมน้ำได้ อีกทั้งทำให้ไม่เอื้อต่อการวางไข่ของผีเสื้อกลางคืน

3. การควบคุมโดยใช้พันธุ์ต้านทาน

เป็นวิธีการเลือกใช้พันธุ์พืชในการปลูก สำหรับบางพันธุ์จะมีความต้านทานต่อการแพร่ระบาดของหนอนใยผัก หรือเป็นพันธุ์ที่หนอนใยผักไม่ชอบกัดกิน ลักษณะพันธุ์เหล่านี้ ได้แก่ พันธุ์ผักที่มีใบมันเงา สามารถสร้างไข (wax) เคลือบผิวใบได้มาก ทำให้หนอนตัวอ่อนไม่สามารถกัดกินใบได้

4. การใช้กับดักแมลง

การใช้กับดักแสงไฟ เป็นวิธีที่เกษตรกรนิยมวิธีหนึ่ง ซึ่งสามารถให้ประโยชน์ทั้งในด้านการกำจัดแมลงศัตรูพืช โดยเฉพาะชนิดที่เป็นผีเสื้อ และประโยชน์ในด้านเป็นกับดักแมลงที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้ เช่น แมงดานา จิ้งหรีด เป็นต้น วิธีนี้มักใช้หลอดเรืองแสงสีน้ำเงินขนาด 20หรือ40 วัตต์ เปิดไว้ในเวลากลางคืนบริเวณบ้านหรือแปลงผัก โดยด้านล่างหลอดไฟจะมีตุ่มหรือภาชนะใส่น้ำคอยรองรับแมลงที่ร่วงลงมา

การใช้กับดักกาว เป็นวิธีที่ใช้กาวเหนียวเป็นกำดัก ด้วยการทากาวบนแผ่นไม้ ท่อนไม้ ปักทิ้งไว้ตามแปลงผัก หรือ ใช้ร่วมกับกับดักแสงไฟ เมื่อแมลงบินมาจับ แมลงจะติดกับกาวแน่นไม่สามารถขยับได้

5. การควบคุมโดยสารเคมี

วิธีการใช้สารเคมีในปัจจุบันพบว่าหนอนใยผักสามารถสร้างความต้าน และทนต่อ สารเคมีบางชนิดได้ ทำให้สูญเสียค่าสารเคมีโดยเปล่า กลุ่มสารเคมีในปัจจุบันที่หนอนใยสามารถต้านทานได้ ได้แก่ teflubenzuron กลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ (synthetic pyrethroid) และ กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (organophosphate) ส่วนสารที่มีประสิทธิภาพในการกำจัด เช่น abamectin อัตรา 2.88 กรัม ใช้สลับกันกับ diafenthiuron อัตรา 120 กรัม สามารถกำจัดหนอนใยผักให้ผลดี

การใช้สารล่อ หรือ sex pheromone สำหรับเป็นกับดักล่อให้ผีเสื้อหนอนใยผักเข้ามาติด โดยอาจใช้ร่วมกับกับดักกาวหรือเป็นกรงขัง สารล่อที่ใช้ ได้แก่ สารล่อ Takeda ซึ่งมีส่วนผสมของ cis–11– hexadecenol จำนวน 0.1 mg สามารถล่อให้ผีเสื้อบินมาเข้ากับดักได้

- ด้วงหมัดผัก เป็นศัตรูของผักกะหลํ่าและผักกาด ตัวอ่อนชอบกินรากหรือหัวในดิน ตัวเต็มวัยจะกัดกินใบจนพรุน ชอบทำลายพิเศษในผักจำนวนที่มีกลิ่นฉุน ด้วงหมัดผักเป็นแมลงปีกแข็งชนิดเดียวที่เป็นศัตรูสำคัญของผักพวกกะหล่ำและผักกาด  ตัวแก่กัดกินใบจนพรุนทำความเสียหายให้ได้ในระยะกำลังเจริญเติบโต  ตัวอ่อนที่เป็นตัวหนอนชอบกัดกินรากพืช  บางครั้งเกิดระบาดในแปลงกล้าก็ทำความเสียหายให้ได้  ผักจำพวกผักกาดที่มีกลิ่นฉุน เช่น  ผักกาดหัว ด้วงหมัดชอบทำลายโดยตัวแก่กัดกินใบและตัวหนอนกัดกินหัว

การป้องกันกำจัด

1. การไถตากดินในฤดูแล้ง จะช่วยทำลายตัวอ่อนหรือดักแด้ที่อยู่ในดิน

2. การกำจัดวัชพืชในบริเวณแปลงผัก  เพื่อตัดวงจรอาหารของตัวหนอน หรือการเปลี่ยนพืชที่ด้วงหมัดไม่ชอบ

3. การใช้ไส้เดือนฝอย กำจัดตัวหนอน

4. การใช้สารเคมีเช่นคาร์บาริล (เซฟวิน85% คาร์โบน๊อกซ์ 85 , เซราท๊อก )

ไดเมทโธเอท (โกรเมท 40 , โซคโกร 40 ,  ซันเมท 40)

5. ใช้สารชีวภัณฑ์ เชื้อรา5 พิฆาตในการกำจัดตัวเต็มวัยและไข่เพื่อตัดวงจร

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน  

1.สตรอเบอร์รี่  : ทุกระยะการเจริญเติบโต  (โดย ศวส.เลย)

- โรคราแป้ง พบผงสีขาวคล้ายแป้งกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของพืช ใต้ใบจะมีเชื้อรากระจายอยู่ ใบบิด
ม้วนขึ้น

การป้องกันกำจัด

1.หมั่นสำรวจแปลง หากพบโรคในปริมาณน้อยให้รีบเก็บส่วนที่เป็นโรคไปทำลาย

2.พ่นด้วย เบโนมิล 50 % ดับเบิลยูพี อัตรา 6 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 5-7 วัน

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 1.มังคุด : ระยะต้นพร้อมที่จะออกดอกเนื่องจากดอกตายอดมีอายุมากกว่า9 สัปดาห์  (โดย ศวส.จันทบุรี)

          - เพลี้ยไฟ  เป็นแมลงที่มีขนาดเล็กมาก (0.7-0.8 มิลลิเมตร) บางครั้งมองดูตาเปล่าไม่เห็น สีเหลืองหรือน้ำตาลอ่อนเคลื่อนไหวได้รวดเร็วมักพบระบาดในช่วงที่อากาศแห้งแล้ง ทั้งตัวอ่อนและตัวแก่จะใช้ส่วนของปากเขี่ยผิวของใบและดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อน ใบอ่อนทำให้ยอดและใบแห้ง หงิกงอ แคระแกรน

          การป้องกันกำจัด

            สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด ได้แก่ อิมิดาโคลพริด ๗๐% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา ๓ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน ๒๐% อีซี อัตรา ๕๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ ฟิโพรนิล ๕% เอสซี อัตรา ๑๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร เมื่อตรวจพบเพลี้ยไฟเฉลี่ย ๐.๒๕ ตัวต่อผลอ่อน ไม่ควรพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่ง ติดต่อกันหลายครั้ง เพราะจะทำให้เพลี้ยไฟต้านทานต่อสารฆ่าแมลงได้

2. ลองกอง : ระยะเจริญเติบโตทางด้านกิ่ง ต้น ใบเป็นระยะใบแก่ (โดย ศวส.จันทบุรี)

            - หนอนกินใต้ผิว เปลือก  หนอนกัดกินทำลายอยู่ใต้ผิวเปลือก ลึกประมาณ ๒-๘ มิลลิเมตร ตามกิ่งและลำต้น ทำให้ต้นเป็นปุ่มปม เมื่อหนอนระบาดมาก จะทำให้กิ่งแห้งและตาย ถ้าหนอนกัดกินตาดอกจะทำให้ตาดอกถูกทำลายและผลผลิตลดลง

          การป้องกันกำจัด

๑. ใช้ไส้เดือนฝอย (Steinernema carpocapsae) อัตรา ๕๐ ล้านตัว (๑ กระป๋อง) ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ๑ ต้นใช้น้ำ ๕ ลิตร พ่น ๒ ครั้ง ห่างกัน ๑๕ วัน (ในกรณีมีอากาศแห้งแล้ง ควรพ่นน้ำเปล่าให้ความชุ่มชื้นก่อนพ่นไส้เดือนฝอย)

          ๒. ใช้สาร คลอร์ไพริฟอส ๔๐% อีซี อัตรา ๔๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร พ่นให้โชกบนลำต้น และกิ่งก้านที่มีรอยทำลายของหนอนกินใต้ผิวเปลือก

3. ทุเรียน : ระยะดอกระยะกระดุม  (โดย ศวส.จันทบุรี)

          - ด้วงกินดอก ด้วงมีสีน้ำตาลตัวมีขนาดเล็กจะกัดกินดอกในเวลากลางคืนทำให้ดอกทุเรียนได้รับความเสียหาย

          - หนอนรัง ตัวหนอนจะสร้างรังลักษณะเป็นเส้นใยในช่อดอกทุเรียนและจะทำลายโดยการกัดกินช่อดอกในเวลากลางวันทำให้ช่อดอกได้รับความเสียหาย 

-ไรแดง   ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงอยู่ที่บริเวณหน้าใบ พบระบาดทำความเสียหายแก่ทุเรียน โดยเฉพาะเมื่อสภาพอากาศแห้งแล้ง และลมแรง ที่หน้าใบจะเห็นคราบของไรคล้ายผงหรือฝุ่นละอองสีขาวเกาะอยู่ สีของใบจะซีดไม่เขียวเป็นมันเหมือนใบปกติ ถ้าการทำลายเกิดขึ้นอย่างรุนแรง และต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจมีผลทำให้ทุเรียนใบร่วง การเจริญเติบโตหยุดชะงัก และมีผลกระทบต่อการติดดอก และผลของทุเรียนได้ ประชากรไรมักหนาแน่นมากบริเวณทรงพุ่มด้านนอกที่ถูกแสงแดด ส่วนยอดหรือด้านบนของทรงพุ่ม การแพร่ระบาดในสวนพบว่าจะระบาดรุนแรงเป็นหย่อมๆ ทางด้านเหนือลม ด้านขอบรอบแปลง และด้านที่ติดถนน

การป้องกันกำจัด

๑. หมั่นตรวจดูใบทุเรียน โดยใช้แว่นขยาย กำลังขยาย ๑๐ เท่า ส่องดูด้านหน้าใบ ในช่วงเดือนตุลาคม - มกราคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่มีลมพัดแรง และฝนทิ้งช่วง

๒. เมื่อพบการระบาดให้ใช้สารฆ่าไรพ่น สารฆ่าไรที่ใช้ได้ผลในการป้องกันกำจัดไรแดงแอฟริกัน ได้แก่ สาร
โพรพาร์ไกต์ ๓๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๓๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ อะมิทราซ ๒๐% อีซี อัตรา ๓๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

  การใช้สารฆ่าไร ไม่ควรพ่นสารชนิดเดียวกันติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรใช้สลับชนิดกัน เพื่อป้องกันไรสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าไร และใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น

-รากเน่าโคนเน่า     (เชื้อรา Phytophthora palmivora)                  

อาการที่ราก อาการเริ่มจากใบที่ปลายกิ่ง จะมีสีซีด ไม่เป็นมันเงา เหี่ยวลู่ลง อาการรุนแรงมากขึ้นใบจะเหลืองและหลุดร่วง เมื่อขุดดูที่รากฝอยจะพบรากฝอยมีลักษณะเปื่อยยุ่ยเป็นสีน้ำตาลและหลุดล่อนง่าย เมื่อโรครุนแรงอาการเน่าจะลามไปยังรากแขนงและโคนต้น ทำให้ต้นทุเรียนโทรมและยืนต้นตาย

อาการที่กิ่งและที่ลำต้นหรือโคนต้น เริ่มแรกทุเรียนจะแสดงอาการใบเหลืองเป็นบางกิ่ง และจะสังเกตเห็นคล้ายคราบน้ำบนผิวเปลือกได้ชัดเจน ในช่วงที่สภาพอากาศแห้ง เมื่อใช้มีดถากบริเวณคราบน้ำจะพบเนื้อเยื่อเปลือกและเนื้อไม้เป็นแผลสีนํ้าตาล ถ้าแผลขยายใหญ่ลุกลามจนรอบโคนต้น จะทำให้ทุเรียนใบรวงจนหมดต้นและยืนต้นแห้งตาย

อาการที่ใบ ใบช้ำดำตายนึ่งคล้ายถูก น้ำร้อนลวก และจะเกิดอาการไหม้แห้งคาต้นอย่างรวดเร็ว พบมากช่วงฝนตกรุนแรงต่อเนื่องหลายวัน

การป้องกันกำจัด

๑. แปลงปลูกควรมีการระบายน้ำดี ไม่ควรมีน้ำท่วมขัง และเมื่อมีน้ำท่วมขังควรรีบระบายออก

๒. ตัดแต่งทรงพุ่มให้โคนต้นโปร่ง การถ่ายเทอากาศดี แสงแดดส่องถึง ควรหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจทำให้รากหรือลำต้นเกิดแผล ซึ่งจะเป็นช่องทางให้เชื้อราสาเหตุโรคเข้าทำลายพืชได้ง่ายขึ้น

๓. ต้นทุเรียนที่เป็นโรครุนแรงมากหรือยืนต้นแห้งตายควรขุดออก แล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก ตากดินไว้ระยะหนึ่ง แล้วจึงปลูกทดแทน

๔. ตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบส่วนของใบ ดอก และผลที่เป็นโรค ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เมทาแลกซิล ๒๕% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๓๐-๕๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตรหรือ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม ๘๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๓๐-๕๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ให้ทั่วทรงพุ่ม

๕. ไม่นำเครื่องมือตัดแต่งที่ใช้กับต้นเป็นโรคไปใช้ต่อกับต้นปกติ และควรทำความสะอาดเครื่องมือก่อนนำไปใช้ใหม่ทุกครั้ง

๖. เมื่อเริ่มพบต้นที่ใบมีสีซีด ไม่เป็นมันเงาหรือใบเหลือง หลุดร่วงใช้ฟอสโฟนิก แอซิด ๔๐% เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา ๑:๑ ใส่กระบอกฉีดยา ฉีดเข้าลำต้น ราดดินด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม ๘๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๓๐-๕๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือเมทาแลกซิล ๒๕% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๓๐-๕๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

๗. เมื่อเริ่มพบอาการโรคบนกิ่งหรือที่โคนต้น ถากหรือขูดผิวเปลือกบริเวณที่เป็นโรคออก ทาแผลด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม ๘๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๘๐-๑๐๐ กรัมต่อน้ำ ๑ ลิตร หรือ เมทาแลกซิล ๒๕% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๕๐-๖๐ กรัมต่อน้ำ ๑ ลิตร หรือ เมทาแลกซิล+แมนโคเซบ ๖๕% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๑๐๐ กรัมต่อน้ำ ๑ ลิตรทุก ๗ วันจนกว่าแผลจะแห้ง หรือ ใช้ฟอสโฟนิก แอซิด ๔๐% เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา ๑:๑ ใส่กระบอกฉีดยา ฉีดเข้าลำต้นหรือกิ่งในบริเวณตรงข้ามอาการโรค หรือส่วนที่เป็นเนื้อไม้ดีใกล้บริเวณที่เป็นโรค อัตรา ๒๐ มิลลิลิตรต่อต้น

4.เงาะ : ระยะออกช่อดอก  (โดย ศวส.จันทบุรี)

          - หนอนคืบกินช่อดอก หนอนจะมีรูปร่างลวดลายและสีคล้ายกับช่อดอกของเงาะและจะกัดกินช่อดอกได้ทั้งช่อและย้ายไปช่อดอกอื่นๆ ทำให้ช่อดอกได้รับความเสียหาย

การป้องกันกำจัด

- ให้พ่นด้วยสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน ๒.๕% อีซี อัตรา ๒๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ คลอร์ไพริฟอส ๔๐% อีซี อัตรา ๒๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน ๒๐% อีซี อัตรา ๕๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร  

5.พริกไทย  : ระยะติดผลอ่อน ผลแก่ เก็บเกี่ยว  (โดย ศวส.จันทบุรี)

-เพลี้ยอ่อน ลำตัวสีเขียวคล้ำหรือสีดำ ขนาดยาว 2-3 มิลลิเมตร เกาะกินอยู่เป็นกลุ่ม ดูดน้ำเลี้ยงยอดอ่อน

หรือใบพริกไทยทำให้ยอดอ่อนชะงักการเจริญเติบโต สั้นแคระแกรนใบโค้งงอใบเปลี่ยนสีเหลืองมีขนาดสั้นและเล็ก

          การป้องกันกำจัด

          ๑. หากพบระบาดเล็กน้อย ให้ตัดส่วนที่ถูกทำลายทิ้ง

          ๒. ถ้าระบาดรุนแรงพ่นด้วย คาร์โบซัลแฟน ๒๐% อีซี อัตรา ๓๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ มาลาไทออน ๘๓% อีซี อัตรา ๕๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ โพรไทโอฟอส ๕๐% อีซี อัตรา ๓๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

หรือ คาร์บาริล ๘๕% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๔๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ ฟิโพรนิล ๕% เอสซี อัตรา ๒๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

6. ลำไย : ระยะออกดอกติดผลอ่อน  (โดย ศวส.จันทบุรี)

          -  เพลี้ยไฟ ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงของยอดช่อดอกและผลอ่อนถ้าระบาดรุนแรงจะแสดงอาการไหม้ทำให้ดอกและผลร่วง ระบาดในช่วงแล้ง

          การป้องกันกำจัด

๑. ถ้าพบไม่มากให้ตัดส่วนที่แมลงระบาดไปเผาทิ้ง เพราะเพลี้ยไฟมักอยู่กันเป็นกลุ่มบริเวณส่วนยอดอ่อนของพืช

๒. การพ่นสารฆ่าแมลงควรพ่นระยะติดดอกอย่างน้อย ๒ ครั้ง คือ ระยะเริ่มแทงช่อดอกและระยะเริ่มติดผล ประมาณ ๐.๕-๑.๐ เซนติเมตร ถ้าหากปีใดพบเพลี้ยไฟระบาดรุนแรงก็จำเป็นต้องพ่นซ้ำในระยะก่อนดอกบาน

๓. สารฆ่าแมลงที่แนะนำ คือ แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน ๒.๕% อีซี อัตรา ๑๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ
เฟนโพรพาทริน ๑๐% อีซี อัตรา ๓๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ในขณะที่ดอกบานควรหลีกเลี่ยงการใช้สารดังกล่าว เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสรได้

ภาคใต้ตอนบน

1. มะพร้าว : ระยะมะพร้าวที่ยังไม่ให้ผลผลิตและมะพร้าวที่ให้ผลผลิตแล้ว (โดย ศวส.ชุมพร)

          1.หนอนหัวดำมะพร้าว ตัวหนอนเข้าทำลายใบมะพร้าว โดยแทะกินผิวใบบริเวณใต้ทางใบจากนั้นจะถักใยนำมูลที่ถ่ายออกมาผสมกับเส้นใยที่สร้างขึ้น นำมาสร้างเป็นอุโมงค์คลุมลำตัวยาวตามทางใบบริเวณใต้ทางใบ ตัวหนอนอาศัยอยู่ภายในอุโมงค์ที่สร้างขึ้นและแทะกินผิวใบ โดยทั่วไปหนอนหัวดำมะพร้าวชอบทำลายใบแก่ หากการทำลายรุนแรงจะพบว่า หนอนหัวดำมะพร้าวทำลายก้านทางใบ จั่น และผลมะพร้าว ต้นมะพร้าวที่ถูกหนอนหัวดำมะพร้าวลงทำลายทางใบหลายๆ ทาง พบว่าหนอนหัวดำมะพร้าวจะถักใยดึงใบมะพร้าวมาเรียงติดกันเป็นแพ เมื่อตัวหนอนโตเต็มที่แล้วจะถักใยหุ้มลำตัวอีกครั้ง และเข้าดักแด้อยู่ภายในอุโมงค์ ดักแด้มีสีน้ำตาลเข้ม ดักแด้เพศผู้จะมีขนาดเล็กกว่าดักแด้เพศเมียเล็กน้อย ผีเสื้อหนอนหัวดำมะพร้าวที่ผสมพันธุ์แล้วจะวางไข่บนเส้นใยที่สร้างเป็นอุโมงค์ หรือซากใบที่ถูกหนอนหัวดำมะพร้าวลงทำลายแล้ว ตัวหนอนเมื่อฟักออกจากไข่จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ๑–๒ วัน ก่อนจะย้ายไปกัดกินใบมะพร้าว จึงมักพบหนอนหัวดำมะพร้าวหลายขนาดกัดกินอยู่ในใบมะพร้าวใบเดียวกัน หากการทำลายรุนแรงอาจทำให้ต้นมะพร้าวตายได้

          การป้องกันกำจัด  

๑. วิธีเขตกรรมและวิธีกล ตัดใบที่มีหนอนหัวดำมะพร้าวนำไปเผาทำลายทันที ไม่ควรเคลื่อนย้ายต้นพันธุ์มะพร้าวหรือพืชตระกูลปาล์มมาจากแหล่งที่มีการระบาด

. การใช้ชีววิธี การใช้แตนเบียนที่เฉพาะเจาะจงกับหนอนหัวดำมะพร้าว เช่น แตนเบียนโกนีโอซัส
นีแฟนติดิส (Goniozus nephantidis) โดยปล่อยช่วงเวลาเย็น พลบค่ำ อัตรา ๒๐๐ ตัว/ไร่/ครั้ง ให้กระจายทั่วแปลงเดือนละครั้ง ถ้าปล่อยแตนเบียนได้มากจะทำให้เห็นผลในการควบคุมเร็วขึ้น

๓. การใช้สารเคมี

          ๓.๑ ใช้สารอีมาเมกตินเบนโซเอต ๑.๙๒% อีซี เข้มข้นโดยไม่ต้องผสมน้ำฉีดเข้าที่ลำต้นมะพร้าวอัตรา ๓๐ มิลลิลิตรต่อต้น โดยใช้สว่านเจาะรูให้เอียงลงประมาณ ๔๕ องศา จำนวน ๒ รู ให้ตรงข้ามกัน เจาะรูให้ลึก ๑๐ - ๑๕ เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับขนาดของดอกสว่าน ตำแหน่งของรูอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ ๑ เมตร แล้วฉีดสารฆ่าแมลงลงไปรูละ ๑๕ มิลลิลิตร ปิดรูด้วยดินน้ำมัน วิธีนี้จะป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวได้นานมากกว่า ๓ เดือน (วิธีการนี้สามารถป้องกันกำจัดศัตรูชนิดอื่นได้ด้วย เช่น ด้วงแรดมะพร้าว ด้วงงวงมะพร้าว แมลงดำหนามมะพร้าว)

** แนะนำเฉพาะมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า ๑๒ เมตร ขึ้นไป ห้ามใช้กับมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ และมะพร้าวที่ใช้ทำน้ำตาล

          ๓.๒ กรณีมะพร้าวต้นเล็กที่มีความสูงน้อยกว่า ๑๒ เมตร รวมทั้งมะพร้าวกะทิ มะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวที่ใช้ทำน้ำตาล ในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรง และไม่มีการปล่อยแตนเบียน ให้พ่นทรงพุ่มด้วยสารฟลูเบนไดอะไมด์ ๒๐% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา ๕ กรัม หรือ คลอแรนทรานิลิโพรล ๕.๑๗% เอสซี อัตรา ๒๐ มิลลิลิตร หรือ สปินโนแซด ๑๒% เอสซี อัตรา ๒๐ มิลลิลิตร (สารนี้มีพิษสูงต่อผึ้ง ไม่ควรใช้ในสวนมะพร้าวที่มีการเลี้ยงผึ้ง) หรือ ลูเฟนนูรอน ๕% อีซี อัตรา ๒๐ มิลลิลิตร (สารนี้มีพิษสูงต่อกุ้ง ไม่ควรใช้บริเวณที่มีการเลี้ยงกุ้ง) โดยเลือกสารชนิดใดชนิดหนึ่งตามอัตราที่กำหนดผสมน้ำ ๒๐ ลิตร พ่นให้ทั่วทรงพุ่มบริเวณใต้ใบ ๑ - ๒ ครั้ง ควรใช้เครื่องยนต์พ่นสารที่สามารถควบคุมแรงดันได้ และมีแรงดันไม่น้อยกว่า ๓๐ บาร์ กรณีที่มีการปล่อยแตนเบียน ให้พ่นสารเคมีก่อน ประมาณ ๒ สัปดาห์ ค่อยทำการปล่อยแตนเบียน กรณีที่มีการเคลื่อนย้ายต้นพันธุ์ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของหนอนหัวดำมะพร้าวสามารถใช้วิธีการนี้ได้เช่นเดียวกัน

          -แมลงดำหนามมะพร้าว ใบอ่อนของมะพร้าวที่ยังไม่คลี่มีลักษณะสีน้ำตาลไหม้จนออกสีขาวส่งผลต่อการเจริญเติบโตของมะพร้าวในช่วงแรกและถ้ามะพร้าวที่ให้ผลผลิตแล้วผลผลิตจะลดลง

การป้องกันกำจัด ในกรณีที่หนอนหัวดำระบาดรุนแรงจะใช้วิธีการฉีดสารเข้าต้น อิมาเม็กติน
เบนโซเอต อัตรา 30 มิลลิลิตร/ต้นในมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตรขึ้นไป ห้ามใช้กับมะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวกะทิ

- ด้วงแรด ตัวเต็มวัยเข้าทำลายพืช โดยการบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบหรือยอดอ่อนของมะพร้าว รวมทั้งเจาะทำลายยอดอ่อนที่ยังไม่คลี่ ทำให้ใบที่เกิดใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้วๆ คล้ายหางปลา หรือรูปพัด ถ้าโดนทำลายมากๆ จะทำให้ใบที่เกิดใหม่แคระแกรน รอยแผลที่ถูกด้วงแรดมะพร้าวกัดเป็นเนื้อเยื่ออ่อนทำให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ หรือเป็นทางให้เกิดยอดเน่า จนถึงต้นตายได้ในที่สุด ด้วงแรดมะพร้าวในระยะตัวหนอน ส่วนใหญ่พบตามพื้นดินในบริเวณที่มีการกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก จะกัดกินและทำลายระบบรากของมะพร้าวปลูกใหม่ ทำให้พบอาการยอดเหี่ยวและแห้งเป็นสีน้ำตาล ต้นแคระแกรนไม่เจริญเติบโต

          การป้องกันกำจัด  

๑. วิธีเขตกรรม ทำความสะอาดบริเวณสวนมะพร้าวเพื่อกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีมานาน ถ้ามีกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก กองขยะ กองขี้เลื่อย แกลบ ควรกำจัดออกไปจากบริเวณสวน หรือกองให้เป็นที่แล้วหมั่นกลับเพื่อตรวจดู หากพบหนอนให้จับมาทำลายหรือเผากองขยะนั้นเสีย ส่วนของลำต้นและตอมะพร้าวที่โค่นทิ้งไว้ หรือมะพร้าวที่ยืนต้นตายควรโค่นลงมาเผาทำลาย ต้นมะพร้าวที่ถูกตัดเพื่อปลูกทดแทน ถ้ายังสดอยู่เผาทำลายไม่ได้ ควรทอนออกเป็นท่อนสั้นๆ นำมารวมกันไว้ ปล่อยให้ผุสลายล่อให้ด้วงแรดมาวางไข่ ด้วงจะวางไข่ตามเปลือกมะพร้าวที่อยู่ติดกับพื้นดินเพราะมีความชุ่มชื้นสูงและผุเร็ว เผาทำลายท่อนมะพร้าวเพื่อกำจัดทั้งไข่ หนอน และดักแด้ของด้วงแรดมะพร้าว ตอมะพร้าวที่เหลือให้ใช้น้ำมันเครื่องใช้แล้วราดให้ทั่วตอเพื่อป้องกันการวางไข่ได้

๒. การใช้ชีววิธี ใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียม (Metarhizium sp.) ใส่ไว้ตามกองขยะ กองปุ๋ยคอก หรือท่อนมะพร้าวที่มีหนอนด้วงแรดมะพร้าวอาศัยอยู่ เกลี่ยเชื้อให้กระจายทั่วกอง เพื่อให้เชื้อมีโอกาสสัมผัสกับตัวหนอนให้มากที่สุด รดน้ำให้ความชื้น หาวัสดุ เช่น ใบมะพร้าวคลุมกองไว้ เพื่อรักษาความชื้นและป้องกันแสงแดด เชื้อจะทำลายด้วงแรดมะพร้าวทุกระยะการเจริญเติบโต

          ๓. การใช้สารเคมี

          ๓.๑ ต้นมะพร้าวอายุ ๓-๕ ปี ซึ่งยังไม่สูงมากนัก ใช้ลูกเหม็นใส่บริเวณคอมะพร้าวที่โคนทางใบรอบๆ ยอดอ่อน ทางละ ๒ ลูก ต้นละ ๖-๘ ลูก กลิ่นของลูกเหม็นจะไล่ไม่ให้ด้วงแรดมะพร้าวบินเข้าไปทำลายคอมะพร้าว
          ๓.๒ ใช้สารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส ๔๐% อีซี อัตรา ๘๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ ไดอะซินอน ๖๐% อีซี อัตรา ๘๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน ๒๐% อีซี อัตรา ๘๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ราดบริเวณคอมะพร้าวตั้งแต่โคนยอดอ่อนลงมาให้เปียก โดยใช้ปริมาณ ๑-๑.๕ ลิตรต่อต้น ทุก ๑๕-๒๐ วัน ควรใช้ ๑-๒ ครั้งในช่วงระบาด

-ด้วงงวงมะพร้าว มักทำลายตามรอยทำลายของด้วงแรดมะพร้าว โดยวางไข่บริเวณบาดแผลตามลำต้นหรือบริเวณที่ด้วงแรดมะพร้าวเจาะไว้ หรือบริเวณรอยแตกของเปลือก ด้วงงวงมะพร้าวก็สามารถเจาะส่วนที่อ่อนของมะพร้าวเพื่อวางไข่ได้ หนอนที่ฟักออกจากไข่จะกัดกินชอนไชไปในต้นมะพร้าว ทำให้เกิดแผลเน่าภายใน   ต้นมะพร้าวที่ถูกทำลายจะแสดงอาการเฉาหรือยอดหักพับ เพราะบริเวณที่หนอนทำลายจะเป็นโพรง มีรูและแผลเน่าต่อเนื่องไปในบริเวณใกล้เคียง หนอนจะกัดกินไปจนกระทั่งต้นเป็นโพรงใหญ่ไม่สามารถส่งน้ำและอาหารไปถึงยอดได้ และทำให้ต้นมะพร้าวตายในที่สุด

การป้องกันกำจัด  

๑. ต้นมะพร้าวที่ถูกด้วงงวงชนิดใหญ่ทำลาย ควรตัดโค่นทอนเป็นท่อนแล้วผ่าจับหนอนทำลาย

๒. ไม่ควรให้ต้นมะพร้าวเกิดแผลหรือปลูกโคนลอย เพราะจะเป็นช่องทางให้ด้วงงวงมะพร้าววางไข่ และตัวหนอนที่ฟักจากไข่จะเจาะเข้าทำลายในต้นมะพร้าวได้ หากลำต้นเป็นรอยแผล ควรทาด้วยน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ที่ใช้แล้ว หรือชันผสมกับน้ำมันยาง เพื่อป้องกันการวางไข่

๓. ป้องกันกำจัดด้วงแรดมะพร้าวอย่าให้ระบาดในสวนมะพร้าว เพราะรอยแผลที่ด้วงแรดมะพร้าวเจาะไว้จะเป็นช่องทางให้ด้วงงวงมะพร้าววางไข่ และเมื่อฟักออกเป็นตัวหนอนของด้วงงวงมะพร้าวก็จะเข้าไปทำลายในต้นมะพร้าวได้ง่ายขึ้น

2. ทุเรียน : ระยะใบแก่   (โดย ศวส.ชุมพร)

          -โรคใบติด เกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia sp. อาการเริ่มแรกพบแผลคล้ายถูกน้ำร้อนลวกบนใบ ต่อมาแผลขยายตัว และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ขนาดและรูปร่างไม่แน่นอน จากนั้นลุกลามไปยังใบปกติข้างเคียง
ถ้ามีความชื้นสูงเชื้อราสาเหตุโรคจะสร้างเส้นใยมีลักษณะคล้ายใยแมงมุมยึดใบให้ติดกัน ใบที่เป็นโรคจะแห้งติดอยู่กับกิ่ง ก่อนหลุดร่วงไปสัมผัสกับใบที่อยู่ด้านล่าง โรคจะลุกลามทำให้ใบไหม้เห็นเป็นหย่อมๆ ใบแห้งติดกันเป็นกระจุกแขวนค้างตามกิ่ง ต่อมาใบจะร่วงจนเหลือแต่กิ่ง และกิ่งแห้งในที่สุด ทำให้ต้นเสียรูปทรง

         การป้องกันกำจัด

๑. ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง และกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อลดความชื้นสะสม

๒. หมั่นสำรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่า เริ่มมีการระบาดของโรค ตัดส่วนที่เป็นโรค และเก็บเศษพืชที่เป็นโรคและใบที่ร่วงหล่น ไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช เฮกซะโคนาโซล ๕% เอสซี อัตรา ๒๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ ๘๕% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๓๐-๕๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ ๗๗% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๒๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ คิวปรัสออกไซด์ ๘๖.๒% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา ๑๐-๒๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ทุก ๗-๑๐ วัน โดยพ่นที่ใบให้ทั่วทั้งต้น

          ๓. ในแปลงปลูกที่มีความชื้นสูง และมีการระบาดของโรคเป็นประจำ ควรใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนต่ำ เพื่อลดการแตกใบ

-โรครากและโคนเน่า เกิดจากเชื้อราไฟท็อปเทอรา (Phytophthora palmivora (Butler) ใบล่างเริ่มเป็นจุดเหลืองประเหลืองแล้วค่อยๆหลุดร่วง ส่วนอาการที่โคนต้นหรือกิ่งคล้ายมีคราบน้ำเกาะติดเห็นได้ชัดในสภาพต้นทุเรียนแห้ง ในช่วงเช้าถ้าอากาศชื้นจะเกิดยางไหลสีน้ำตาลแดงบริเวณลำต้น ถ้าอาการรุนแรงจะทำให้ต้นทุเรียนตายได้

          การป้องกันกำจัด ถ้าระบาดมากให้ฉีดพ่นด้วยสารเคมีฆ่าเชื้อรา หมั่นเดินสำรวจแปลงทุเรียนถ้าพบว่าเป็นโรครากและโคนเน่า ให้ถากเนื้อไม้ที่เป็นแผลออกและทาด้วย คอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์

          -กิ่งทุเรียนฉีก หัก หรือต้นทุเรียนหักโค่น เนื่องจากแรงลม กิ่งทุเรียนฉีก หัก ได้รับความเสียหาย หรือต้นทุเรียนหักโค่น

          การป้องกันกำจัด ตัดกิ่งทุเรียนที่ฉีก หัก ออกจากพื้นที่ปลูกและทารอยบาดแผลที่ตัดด้วยสารเคมีป้องกันเชื้อรา ส่วนต้นทุเรียนที่หักโค่นไม่สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ ให้ตัดเอาเนื้อไม้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

3. กาแฟโรบัสตา : ระยะผลสุกและระยะเก็บเกี่ยว  (โดย ศวส.ชุมพร)

          - กิ่งกาแฟฉีกหัก เนื่องจากแรงลม ผลผลิตได้รับความเสียหาย และผลกาแฟสุกเลยระยะเก็บเกี่ยวจากการที่ฝนตกชุกทำให้ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันตามระยะเวลา และอาจก่อให้เกิดปัญหาเชื้อราเข้าทำลายส่งผลต่อคุณภาพของเมล็ดกาแฟ  ในกรณีที่กิ่งนั้นๆมีผลกาแฟที่ยังไม่สุกแก่เต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยว หรือผลกาแฟสุกเลยระยะเก็บเกี่ยวเมื่อนำมาตากแห้งพบการเข้าทำลายของเชื้อราและเมื่อนำมาสีพบปัญหาเมล็ดกาแฟแตก หัก ทำให้คุณภาพลดลง

          การป้องกันกำจัด  เลือกเก็บผลกาแฟที่สุกเต็มที่มีสีส้มอมแดง และนำไปตากบนลานตากที่ไม่โดนฝน เพื่อป้องกันความชื้นและเชื้อราเข้าทำลาย