เตือนภัยการเกษตร

ช่วงวันที่ 14-20 กุมภาพันธ์ 2561

ภาคเหนือ ตอนล่าง

1. ถั่วฝักยาว ออกดอก/ติดฝัก (ศวส.สุโขทัย)

- หนอนเจาะฝักถั่วลายจุด หนอนฟักออกจากไข่ แทรกตัวเข้าไประหว่างรอยต่อของกลีบดอกเจาะเข้าไปกัดกินภายในดอกอ่อนกัดส่วนของดอกและเกสร ทำให้ดอกร่วง เมื่อหนอนโตขึ้นขนาดประมาณ 1.5-1.7 เซนติเมตร เจาะเข้าไปกัดกินภายในฝัก เมล็ดอ่อน เคลื่อนย้ายจากฝักหนึ่งไปยังอีกฝักหนึ่ง อาจพบหนอนมากกว่าหนึ่งตัวในฝักเดียวกัน ทำให้ฝักและเมล็ดลีบ ผลผลิตลดลง

   การป้องกันกำจัด

   1. ไถพรวนและตากดินประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนการปลูกพืช เพื่อกำจัดดักแด้ของแมลงศัตรูที่อาจหลงเหลืออยู่ในแปลงปลูก  

              2. การควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี เช่น การใช้ไส้เดือนฝอย Steinnema feltiae อัตรา 5 ถุงต่อน้ำ 1 ปี๊บ ผสมสารจับใบ หรือตามอัตราที่ฉลากแนะนำ ควรใช้ไส้เดือนฝอยในเวลาเย็น ก่อนหรือหลังให้น้ำ เพราะไส้เดือนฝอยจะมีชีวิตอยู่ได้นานในสภาพความชื้นสูง    

  3. ระยะถั่วฝักยาวมีอายุตั้งแต่ 45 วันหลังปลูกจนถึงระยะเกิดปุ่มดอกหรือระยะก่อนเก็บเกี่ยวหรือระยะถั่วฝักยาวเริ่มติดฝัก มักพบการเข้าทำลายอย่างรุนแรงของหนอนเจาะฝักถั่วลายจุด ควรป้องกันกำจัดด้วย เพอร์เมทริน (แอมบุช 25%), ไซเพอร์เมทริน (ริพคอร์ด 25% E.C.), เดลทาเมทริน (เดซิล 3% E.C.), เบตาไซฟลูทริน/ฟอสซาโลน (พาร์ซอน 3.25%/22.5% E.C.) อย่างใดอย่างหนึ่งตามฉลากแนะนำ

                  - เพลี้ยอ่อน ดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณยอดอ่อน ดอก ทำให้ชะงักการเจริญเติบโต ดอกร่วง ไม่ติดฝัก และหากฝักอ่อนถูกดูดกินน้ำเลี้ยงจะทำให้ได้ฝักขนาดเล็กลง มีมดเป็นตัวนำพามา จึงควรหาทางกำจัดมดไม่ให้เข้าไปในแปลงปลูกถั่ว การปลูกบนร่องที่มีน้ำล้อมรอบ ไม่ควรให้ไม้ทอดสะพานติดกับร่องผัก เพราะมดจะใช้เป็นทางเดินนำเพลี้ยอ่อนเข้ามายังต้นถั่วฝักยาว

                  การป้องกันกำจัด

     1. หมั่นสำรวจแปลงอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หากพบเพลี้ยอ่อนประปรายให้ใช้ด้วงเต่าตัวห้ำกำจัด ปล่อยตัวอ่อนด้วงเต่าตัวห้ำ อัตรา 100ตัวต่อไร่ หรือใช้สารสกัดจากสะเดา หรือยาสูบฉีดพ่น หากพบเพลี้ยอ่อนในปริมาณมากอาจปล่อยตัวอ่อนด้วงเต่า 1,000 ตัวต่อไร่    

                  2. หากเพลี้ยอ่อนระบาดมากอาจใช้สารเคมีเช่น oxydemeton-methyl หรือ omethoate หรือ carbosulfan อย่างใดอย่างหนึ่งฉีดพ่นตามอัตราที่ฉลากระบุ หลังจากนั้น 7 วัน ให้สำรวจแปลง หากพบการระบาดอยู่ให้ฉีดพ่นซ้ำอีกครั้ง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนล่าง

1. มะม่วงหิมพานต์ ออกดอก ติดผล (ศวส.ศรีสะเกษ)

- เพลี้ยอ่อน ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก และผลอ่อน ทำให้ส่วนที่ถูกทำลายบิดเบี้ยว แคระแกร็น

การป้องกันกำจัด

เมื่อพบการระบาด ใช้สารฆ่าแมลง ได้แก่ ฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

- เพลี้ยแป้ง ทำลายช่อดอกโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากช่อดอกและผลอ่อน ตัวเต็มวัยรูปร่างลักษณะกลมรี นูน รอบๆตัวจะมีปุยสีขาวคลุมรอบตัว ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบช่อดอกและผลอ่อน ทำให้ใบเหี่ยวและช่อดอกไม่ติดผล มักพบร่วมอยู่กับมด โดยมีมดเป็นพาหะนำเพลี้ยแป้งให้เคลื่อนย้ายตามที่ต่างๆ ของมะม่วง   หิมพานต์ โดยมดอาศัยน้ำหวานจากเพลี้ยแป้งที่ถ่ายออกมา

การป้องกันกำจัด

1. หมั่นสำรวจใบและยอดก่อนออกช่อ หากพบกลุ่มเพลี้ยแป้งเป็นปุยสีขาว และเริ่มมีราดำเกิดขึ้น พ่นสารฆ่าแมลงป้องกันกำจัด 2-3 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน เพราะตัวอ่อนหลบอยู่ใต้ท้องตัวเต็มวัยตัวเมียอาจยังไม่ตายจากการพ่นครั้งแรก โดยใช้สารต่อไปนี้ ได้แก่ พิริมิฟอส-เมทิล 50% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ มาลาไทออน 57% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

2. มะขาม หลังการเก็บเกี่ยว (ศวส.ศรีสะเกษ)

- หนอนปลอกทำลายใบ ในช่วงเข้าฤดูแล้งหลังการเก็บเกี่ยวหนอนจะเข้าทำลายใบ ชักใยนำใบมะขามมาห่อหุ้มตัวในระยะดักแด้

การป้องกันกำจัด

1.หมั่นสำรวจและเก็บฝักมะขามที่ถูกทำลายทิ้ง

2.หากพบการระบาด พ่นด้วยสารฆ่าแมลง ได้แก่ อีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ แลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5 % อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟิโพรนิล 5 % เอสซี อัตรา 30มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

1. มังคุด ระยะปากนกแก้ว (ศวส.จันทบุรี )

- เพลี้ยไฟ บางครั้งมองดูตาเปล่าไม่เห็น สีเหลืองหรือน้ำตาลอ่อนเคลื่อนไหวได้รวดเร็วมักพบระบาดในช่วงที่อากาศแห้งแล้ง ทั้งตัวอ่อนและตัวแก่จะใช้ส่วนของปากเขี่ยผิวของใบและดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อน ใบอ่อนทำให้ยอดและใบแห้ง หงิกงอ แคระแกรน

การป้องกันกำจัด

                  สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด ได้แก่ อิมิดาโคลพริด 70 % ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 3 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟิโพรนิล 5 % เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อตรวจพบเพลี้ยไฟเฉลี่ย 0.25 ตัวต่อผลอ่อน ไม่ควรพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่ง ติดต่อกันหลายครั้ง เพราะจะทำให้เพลี้ยไฟต้านทานต่อสารฆ่าแมลงได้

- ไรขาว ดูดกินน้ำเลี้ยงจากผลอ่อน ทำให้ผิวกร้านไม่สวยงาม โดยใช้ปากดูดน้ำเลี้ยงทำให้ใบซีดและร่วงหล่น

การป้องกันกำจัด

1. หมั่นตรวจดูใบทุเรียน โดยใช้แว่นขยาย กำลังขยาย 10 เท่า ส่องดูด้านหน้าใบ ในช่วงเดือนตุลาคม - มกราคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่มีลมพัดแรง และฝนทิ้งช่วง

2. เมื่อพบการระบาดให้ใช้สารฆ่าไรพ่น สารฆ่าไรที่ใช้ได้ผลในการป้องกันกำจัดไรแดง ได้แก่ สารโพรพาร์ไกต์ 30% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อะมิทราซ 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

** การใช้สารฆ่าไร ไม่ควรพ่นสารชนิดเดียวกันติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรใช้สลับชนิดกัน เพื่อป้องกันไรสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าไร และใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น

2. ลองกอง ระยะใบแก่แทงช่อดอก (ศวส.จันทบุรี )

- หนอนกินเปลือก หนอนกินใต้ผิวเปลือกจะกัดกินทำลายอยู่ใต้ผิวเปลือกลึกระหว่าง 2-8 มิลลิเมตร ตามกิ่งและลำต้นทำให้ต้นเป็นปุ่มปม เมื่อหนอนระบาดมากๆ กิ่งจะแห้งและตายในที่สุด

               การป้องกันกำจัด

1. ใช้ไส้เดือนฝอย (Steinernema carpocapsae) อัตรา 50 ล้านตัว (1 กระป๋อง) ต่อน้ำ 20 ลิตร 1 ต้นใช้น้ำ 5 ลิตร พ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 15 วัน (ในกรณีมีอากาศแห้งแล้ง ควรพ่นน้ำเปล่าให้ความชุ่มชื้นก่อนพ่นไส้เดือนฝอย)

               2. ใช้สาร คลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้โชกบนลำต้น และกิ่งก้านที่มีรอยทำลายของหนอนกินใต้ผิวเปลือก

3. ทุเรียน ดอกบานติดผลอ่อนและดอกรุ่นที่ 2 อยู่ในระยะดอกบาน (ศวส.จันทบุรี )

               - ด้วงกินดอก ด้วงมีสีน้ำตาลตัวมีขนาดเล็กจะกัดกินดอกในเวลากลางคืนทำให้ดอกทุเรียนได้รับความเสียหาย

การป้องกันกำจัด

  พ่นด้วยสาร พิริมิฟอส-เมทิล 50% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรหรือ ไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ
โคลไทอะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 15 วัน ตั้งแต่อายุ 6 เดือน จนกระทั่งเก็บเกี่ยว

               - หนอนรัง ตัวหนอนจะสร้างรังลักษณะเป็นเส้นใยในช่อดอกทุเรียนและจะทำลายโดยการกัดกินช่อดอกในเวลากลางวันทำให้ช่อดอกได้รับความเสียหาย

การป้องกันกำจัด

1.การใช้กับดักแสงไฟโดยใช้หลอดแบล็คไลท์ (black light) เพื่อล่อผีเสื้อตัวเต็มวัยของ หนอนเจาะเมล็ดทุเรียนมาทำลายจะช่วยลดการระบาดของแมลงชนิดนี้ลงได้บ้าง เนื่องจากแม่ผีเสื้อแต่ละ ตัววางไข่ได้มากถึงประมาณ 100-200 ฟอง แต่ประโยชน์ที่สำคัญของกับดักแสงไฟ คือ ใช้เป็น เครื่องมือตรวจการระบาดของแมลงชนิดนี้ ซึ่งเมื่อตรวจพบตัวเต็มวัยตัวแรกในกับดักแสงไฟ แสดงว่า ตัวเต็มวัยเริ่มทยอยออกจากดักแด้มาวางไข่ที่ผลทุเรียน ให้ทำการฉีดพ่นสารฆ่าแมลง แทนที่จะพ่นสาร ฆ่าแมลงตั้งแต่ทุเรียนเริ่มออกดอกอย่างที่เกษตรกรส่วนใหญ่ปฏิบัติกันอยู่ ทำให้มีการใช้สารฆ่าแมลง อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดจำนวนครั้งและต้นทุนในการพ่นสารฆ่าแมลงลงได้

2.การป้องกันกำจัดโดยใช้สารฆ่าแมลง เมื่อทราบว่าผีเสื้อตัวเต็มวัยเริ่มระบาด ให้ใช้สาร ไซเพอร์เมทริน /โฟซาโลน (พาร์ซอน 6.25% / 22.5% อีซี) อัตรา 40 มิลลิลิตร หรือไดอะซีนอน (บาซูคิน 60% อีซี) อัตรา 40 มิลลิลิตร หรือ คาร์บาริล (เซฟวิน 85% ดับบลิวพี) อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7-10 วัน  

               - เพลี้ยไฟ เมื่อเพลี้ยไฟเข้าทำลายจะสังเกตพบแผลสีเทาเงินเกือบดำบนดอกทำให้ดอกแห้งร่วง

               การป้องกันกำจัด

                  สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด ได้แก่ อิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 3 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อตรวจพบเพลี้ยไฟเฉลี่ย 0.25 ตัวต่อผลอ่อน ไม่ควรพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่ง ติดต่อกันหลายครั้ง เพราะจะทำให้เพลี้ยไฟต้านทานต่อสารฆ่าแมลงได้

- ไรแดงแอฟริกัน เมื่อไรแดงเข้าทำลายจะสังเกตเห็นคราบไรเป็นสีขาวเกาะติดบนใบเป็นผงสีขาวคล้ายนุ่นจับ โดยใช้ปากดูดน้ำเลี้ยงทำให้ใบซีดและร่วงหล่น

การป้องกันกำจัด

1. กำจัดวัชพืชในสวนทุเรียน ซึ่งอาจจะเป็นแหล่งหลบซ่อนของไรแดงแอฟริกัน

2. หลีกเลี่ยงการปลูกพืชอาศัยของไรแดงแอฟริกันในสวนทุเรียน หรือบริเวณใกล้เคียง ถ้าเกษตรกรมีรายได้จากพืชเหล่านั้น ก็ควรจะทำการดูแล และป้องกันกำจัดไรแดงบนพืชอาศัยนั้นๆ ด้วย พืชอาศัยที่มักพบปลูกในสวนทุเรียน ได้แก่ พืชตระกูลส้ม มะละกอ และพืชตระกูลถั่ว

3. หมั่นตรวจดูต้นทุเรียนอย่างใกล้ชิด โดยสำรวจดูไรแดงบนใบทุเรียน ซึ่งสามารถ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เห็นเป็นจุดสีน้ำตาลเข้มวิ่งเคลื่อนไหวไปมา หรือใช้แว่นขยายขนาดกำลังขยาย 10 เท่า ส่องดูก็จะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การสำรวจควรเน้นหนักในช่วงปลายฤดูฝน (เดือนกันยายน- ตุลาคม และช่วงฤดูแล้ง)

4. สารฆ่าไรที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมไรแดงแอฟริกันในสวนทุเรียน ได้แก่ สารโพรพาร์ไกต์ 30 % ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อะมิทราซ 20 % อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

** การใช้สารฆ่าไรไม่ควรพ่น สารชนิดเดียวติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรใช้สลับชนิดกัน เพื่อป้องกันไรสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าไร และใช้สารฆ่าไรเมื่อจำเป็นเท่านั้น

4. เงาะ ระยะดอกบาน (ศวส.จันทบุรี )

               - หนอนคืบกินช่อดอก หนอนจะมีรูปร่างลวดลายและสีคล้ายกับช่อดอกของเงาะและจะกัดกินช่อดอกได้ทั้งช่อและย้ายไปช่อดอกอื่นๆ ทำให้ช่อดอกได้รับความเสียหาย

การป้องกันกำจัด

 ให้พ่นด้วยสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5 % อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คลอร์ไพริฟอส 40 % อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

5.พริกไทย ติดผลอ่อน/ผลแก่/ เก็บเกี่ยว (ศวส.จันทบุรี )

- เพลี้ยแป้ง เป็นแมลงขนาดเล็กผิวเคลือบด้วยสารขี้ผึ้งและผงสีขาวลำตัวมีขนาดยาว 4 มม. มักพบอยู่ตามยอดอ่อน ลำต้น ใบ ตลอดจนบนช่อดอกและผล การทำลายของเพลี้ยแป้งก็โดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืชถ้าหากช่อดอกหรือผลอ่อนถูกทำลายจะทำให้ติดผลน้อย ผลมีขนาดเล็กลงและยอดอ่อนที่ถูกทำลายจะเป็นสีเหลืองชะงักการเจริญเติบโต

               การป้องกันกำจัด

               1. หากพบระบาดเล็กน้อย ให้ตัดส่วนที่ถูกทำลายทิ้ง

               2. ถ้าระบาดรุนแรงพ่นด้วย คาร์โบซัลแฟน 20 % อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรหรือ มาลาไทออน 83 % อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ โพรไทโอฟอส 50 % อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์บาริล 85 % ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟิโพรนิล 5 % เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

ภาคใต้ ตอนบน

1. มะพร้าว มะพร้าวที่ยังไม่ให้ผลผลิตและมะพร้าวที่ให้ผลผลิตแล้ว (ศวส.ชุมพร)

-หนอนหัวดำมะพร้าว ตัวหนอนเข้าทำลายใบมะพร้าว โดยแทะกินผิวใบบริเวณใต้ทางใบจากนั้นจะถักใยนำมูลที่ถ่ายออกมาผสมกับเส้นใยที่สร้างขึ้น นำมาสร้างเป็นอุโมงค์คลุมลำตัวยาวตามทางใบบริเวณใต้ทางใบ ตัวหนอนอาศัยอยู่ภายในอุโมงค์ที่สร้างขึ้นและแทะกินผิวใบ โดยทั่วไปหนอนหัวดำมะพร้าวชอบทำลายใบแก่ หากการทำลายรุนแรงจะพบว่า หนอนหัวดำมะพร้าวทำลายก้านทางใบ จั่น และผลมะพร้าว ต้นมะพร้าวที่ถูกหนอนหัวดำมะพร้าวลงทำลายทางใบหลายๆ ทาง พบว่าหนอนหัวดำมะพร้าวจะถักใยดึงใบมะพร้าวมาเรียงติดกันเป็นแพ เมื่อตัวหนอนโตเต็มที่แล้วจะถักใยหุ้มลำตัวอีกครั้ง และเข้าดักแด้อยู่ภายในอุโมงค์ ดักแด้มีสีน้ำตาลเข้ม ดักแด้เพศผู้จะมีขนาดเล็กกว่าดักแด้เพศเมียเล็กน้อย ผีเสื้อหนอนหัวดำมะพร้าวที่ผสมพันธุ์แล้วจะวางไข่บนเส้นใยที่สร้างเป็นอุโมงค์ หรือซากใบที่ถูกหนอนหัวดำมะพร้าวลงทำลายแล้ว ตัวหนอนเมื่อฟักออกจากไข่จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม 1-2 วัน ก่อนจะย้ายไปกัดกินใบมะพร้าว จึงมักพบหนอนหัวดำมะพร้าวหลายขนาดกัดกินอยู่ในใบมะพร้าวใบเดียวกัน หากการทำลายรุนแรงอาจทำให้ต้นมะพร้าวตายได้

การป้องกันกำจัด

1. วิธีเขตกรรมและวิธีกล ตัดใบที่มีหนอนหัวดำมะพร้าวนำไปเผาทำลายทันที ไม่ควรเคลื่อนย้ายต้นพันธุ์มะพร้าวหรือพืชตระกูลปาล์มมาจากแหล่งที่มีการระบาด

2. การใช้ชีววิธี การใช้แตนเบียนที่เฉพาะเจาะจงกับหนอนหัวดำมะพร้าว เช่น แตนเบียนโกนีโอซัสนีแฟนติดิส (Goniozus nephantidis) โดยปล่อยช่วงเวลาเย็น พลบค่ำ อัตรา 200 ตัว/ไร่/ครั้ง ให้กระจายทั่วแปลงเดือนละครั้ง ถ้าปล่อยแตนเบียนได้มากจะทำให้เห็นผลในการควบคุมเร็วขึ้น

3. การใช้สารเคมี

             3.1. ใช้สารอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92 % อีซี เข้มข้นโดยไม่ต้องผสมน้ำฉีดเข้าที่ลำต้นมะพร้าวอัตรา 30 มิลลิลิตรต่อต้น โดยใช้สว่านเจาะรูให้เอียงลงประมาณ 45 องศา จำนวน 2 รู ให้ตรงข้ามกัน เจาะรูให้ลึก 10-15 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับขนาดของดอกสว่าน ตำแหน่งของรูอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร แล้วฉีดสารฆ่าแมลงลงไปรูละ 15 มิลลิลิตร ปิดรูด้วยดินน้ำมัน วิธีนี้จะป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวได้นานมากกว่า 3 เดือน (วิธีการนี้สามารถป้องกันกำจัดศัตรูชนิดอื่นได้ด้วย เช่น ด้วงแรดมะพร้าว ด้วงงวงมะพร้าว แมลงดำหนามมะพร้าว)

** แนะนำเฉพาะมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตร ขึ้นไป ห้ามใช้กับมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ และมะพร้าวที่ใช้ทำน้ำตาล

   3.2 กรณีมะพร้าวต้นเล็กที่มีความสูงน้อยกว่า ๑๒ เมตร รวมทั้งมะพร้าวกะทิ มะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวที่ใช้ทำน้ำตาล ในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรง และไม่มีการปล่อยแตนเบียน ให้พ่นทรงพุ่มด้วยสารฟลูเบนไดอะไมด์ 20 % ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 5 กรัม หรือ คลอแรนทรานิลิโพรล 5.17 % เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตร หรือ สปินโนแซด 12 % เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตร (สารนี้มีพิษสูงต่อผึ้ง ไม่ควรใช้ในสวนมะพร้าวที่มีการเลี้ยงผึ้ง) หรือ ลูเฟนนูรอน 5 % อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตร (สารนี้มีพิษสูงต่อกุ้ง ไม่ควรใช้บริเวณที่มีการเลี้ยงกุ้ง) โดยเลือกสารชนิดใดชนิดหนึ่งตามอัตราที่กำหนดผสมน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วทรงพุ่มบริเวณใต้ใบ 1-2 ครั้ง ควรใช้เครื่องยนต์พ่นสารที่สามารถควบคุมแรงดันได้ และมีแรงดันไม่น้อยกว่า 30 บาร์ กรณีที่มีการปล่อยแตนเบียน ให้พ่นสารเคมีก่อน ประมาณ 2 สัปดาห์ ค่อยทำการปล่อยแตนเบียน กรณีที่มีการเคลื่อนย้ายต้นพันธุ์ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของหนอนหัวดำมะพร้าวสามารถใช้วิธีการนี้ได้เช่นเดียวกัน

- แมลงดำหนามมะพร้าว ทำลายส่วนใบของมะพร้าว โดยทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย อาศัยอยู่ในใบอ่อนที่ยังไม่คลี่ของมะพร้าว และแทะกินผิวใบ ใบมะพร้าวที่ถูกทำลายเมื่อใบคลี่กางออกจะมีสีน้ำตาลอ่อน หากใบมะพร้าวถูกทำลายติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้ยอดของมะพร้าวมีสีน้ำตาล เมื่อมองไกลๆ จะเห็นเป็นสีขาวโพลน ชาวบ้านเรียก “มะพร้าวหัวหงอก”

การป้องกันกำจัด

1. วิธีเขตกรรมและวิธีกล ไม่ควรเคลื่อนย้ายต้นพันธุ์มะพร้าวหรือพืชตระกูลปาล์มมาจากแหล่งที่มีการระบาด

2. การใช้ชีววิธี การใช้แตนเบียนที่เฉพาะเจาะจงกับแมลงดำหนาม เช่น แตนเบียนอะซีโคเดส ฮิสไพนารัม (Asecodes hispinarum) มาเลี้ยงขยายเพิ่มปริมาณ และปล่อยทำลายหนอนแมลงดำหนามมะพร้าว

3. การใช้สารเคมี

3.1. กรณีมะพร้าวสูงกว่า ๑๒ เมตร ให้ฉีดสารเข้าต้น ด้วยสารอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อต้น โดยห้ามใช้กับมะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวกะทิ

3.2. กรณีมะพร้าวต้นเล็ก ใช้สารอิมิดาโคลพริด 70 % ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 1 กรัม หรือ ไทอะมีทอกแซม 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 1 กรัม หรือ ไดโนทีฟูแรน 10 % ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 1 กรัม ละลายน้ำ 1 ลิตรต่อต้น ราดบริเวณยอดและรอบคอมะพร้าว หรือ การใช้สารคาร์แทปไฮโดรคลอไรด์ 4 % จีอาร์ หรือ คลอร์ไพริฟอส 75 % ดับเบิ้ลยูจี ใส่ถุงผ้าที่ดัดแปลงคล้ายถุงชา อัตรา 30 กรัมต่อต้น มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดแมลงดำหนามมะพร้าวได้นานประมาณ 1 เดือน

-ด้วงแรด และด้วงงวงมะพร้าว ตัวเต็มวัยเข้าทำลายพืช โดยการบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบหรือยอดอ่อนของมะพร้าว รวมทั้งเจาะทำลายยอดอ่อนที่ยังไม่คลี่ ทำให้ใบที่เกิดใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้วๆ คล้ายหางปลา หรือรูปพัด ถ้าโดนทำลายมากๆ จะทำให้ใบที่เกิดใหม่แคระแกรน รอยแผลที่ถูกด้วงแรดมะพร้าวกัดเป็นเนื้อเยื่ออ่อนทำให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ หรือเป็นทางให้เกิดยอดเน่า จนถึงต้นตายได้ในที่สุด ด้วงแรดมะพร้าวในระยะตัวหนอน ส่วนใหญ่พบตามพื้นดินในบริเวณที่มีการกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก จะกัดกินและทำลายระบบรากของมะพร้าวปลูกใหม่ ทำให้พบอาการยอดเหี่ยวและแห้งเป็นสีน้ำตาล ต้นแคระแกรนไม่เจริญเติบโต

การป้องกันกำจัด

1. วิธีเขตกรรม ทำความสะอาดบริเวณสวนมะพร้าวเพื่อกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีมานาน ถ้ามีกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก กองขยะ กองขี้เลื่อย แกลบ ควรกำจัดออกไปจากบริเวณสวน หรือกองให้เป็นที่แล้วหมั่นกลับเพื่อตรวจดู หากพบหนอนให้จับมาทำลายหรือเผากองขยะนั้นเสีย ส่วนของลำต้นและตอมะพร้าวที่โค่นทิ้งไว้ หรือมะพร้าวที่ยืนต้นตายควรโค่นลงมาเผาทำลาย ต้นมะพร้าวที่ถูกตัดเพื่อปลูกทดแทน ถ้ายังสดอยู่เผาทำลายไม่ได้ ควรทอนออกเป็นท่อนสั้นๆ นำมารวมกันไว้ ปล่อยให้ผุสลายล่อให้ด้วงแรดมาวางไข่ ด้วงจะวางไข่ตามเปลือกมะพร้าวที่อยู่ติดกับพื้นดินเพราะมีความชุ่มชื้นสูงและผุเร็ว เผาทำลายท่อนมะพร้าวเพื่อกำจัดทั้งไข่ หนอน และดักแด้ของด้วงแรดมะพร้าว ตอมะพร้าวที่เหลือให้ใช้น้ำมันเครื่องใช้แล้วราดให้ทั่วตอเพื่อป้องกันการวางไข่ได้

2. การใช้ชีววิธี ใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียม (Metarhizium sp.) ใส่ไว้ตามกองขยะ กองปุ๋ยคอก หรือท่อนมะพร้าวที่มีหนอนด้วงแรดมะพร้าวอาศัยอยู่ เกลี่ยเชื้อให้กระจายทั่วกอง เพื่อให้เชื้อมีโอกาสสัมผัสกับตัวหนอนให้มากที่สุด รดน้ำให้ความชื้น หาวัสดุ เช่น ใบมะพร้าวคลุมกองไว้ เพื่อรักษาความชื้นและป้องกันแสงแดด เชื้อจะทำลายด้วงแรดมะพร้าวทุกระยะการเจริญเติบโต

3. การใช้สารเคมี
3.1 ต้นมะพร้าวอายุ 3-5 ปี ซึ่งยังไม่สูงมากนัก ใช้ลูกเหม็นใส่บริเวณคอมะพร้าวที่โคนทางใบรอบๆยอดอ่อน
ทางละ 2 ลูก ต้นละ 6-8 ลูก กลิ่นของลูกเหม็น

จะไล่ไม่ให้ด้วงแรดมะพร้าวบินเข้าไปทำลายคอมะพร้าว

              3.2 ใช้สารฆ่าแมลง เช่น สารคลอร์ไพริฟอส 40 % อีซี อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไดอะซินอน 60 % อีซี อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20 % อีซี อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ราดบริเวณคอมะพร้าวตั้งแต่โคนยอดอ่อนลงมาให้เปียก โดยใช้ปริมาณ 1-1.5 ลิตรต่อต้น ทุก 15-20 วัน ควรใช้ 1-2 ครั้งในช่วงระบาด

2. ทุเรียน ระยะใบแก่ (ศวส.ชุมพร)

-โรคใบติด เกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia sp. ลักษณะใบไหม้เหมือนถูกน้ำร้อนลวก และใบซ้อนติดกัน เมื่อแกะดูจะมีเส้นใยของเชื้อรา ลุกลามไปยังใบใกล้เคียง ทำให้ใบแห้งตายติดกันเป็นกระจุก

การป้องกันกำจัด

เกษตรกรควรตัดแต่งกิ่งทุเรียนโดยเฉพาะชายพุ่มที่อยู่ใกล้ระดับดิน ตัดแต่งกิ่งหรือพุ่มใบให้โปร่งเพื่อป้องกันเชื้อราที่จะกระเด็นหรือลุกลามมาสู่ใบ กรณีที่ระบาดมากควรใช้สารเคมีฉีดพ่นเช่น สารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ หรือ แมนโคเซป 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่ม

-โรครากและโคนเน่า เกิดจากเชื้อราไฟทอปเทอรา (Phytophthora palmivora (Butler))

อาการที่ราก อาการเริ่มจากใบที่ปลายกิ่ง จะมีสีซีด ไม่เป็นมันเงา เหี่ยวลู่ลง อาการรุนแรงมากขึ้นใบจะเหลืองและหลุดร่วง เมื่อขุดดูที่รากฝอยจะพบรากฝอยมีลักษณะเปื่อยยุ่ยเป็นสีน้ำตาลและหลุดล่อนง่าย เมื่อโรครุนแรงอาการเน่าจะลามไปยังรากแขนงและโคนต้น ทำให้ต้นทุเรียนโทรมและยืนต้นตาย

อาการที่กิ่งและที่ลำต้นหรือโคนต้น เริ่มแรกทุเรียนจะแสดงอาการใบเหลืองเป็นบางกิ่ง และจะสังเกตเห็นคล้ายคราบน้ำบนผิวเปลือกได้ชัดเจนในช่วงที่สภาพอากาศแห้ง เมื่อใช้มีดถากบริเวณคราบน้ำจะพบเนื้อเยื่อเปลือกและเนื้อไม้เป็นแผลสีน้ำตาล ถ้าแผลขยายใหญ่ลุกลามจนรอบโคนต้น จะทำให้ทุเรียนใบร่วงจนหมดต้นและยืนต้นแห้งตาย

อาการที่ใบ ใบช้ำดำตายนึ่งคล้ายถูกน้ำร้อนลวก และจะเกิดอาการไหม้แห้งคาต้นอย่างรวดเร็ว พบมากช่วงฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน

การป้องกันกำจัด

1. แปลงปลูกควรมีการระบายน้ำดี ไม่ควรมีน้ำท่วมขัง และเมื่อมีน้ำท่วมขังควรรีบระบายออก

2.. ปรับปรุงดิน โดยใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก

3. บำรุงต้นทุเรียนให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ

4. ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง เพื่อให้การถ่ายเทอากาศดี แสงแดดส่องถึง และควรหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจทำให้รากหรือลำต้นเกิดแผล ซึ่งจะเป็นช่องทางให้เชื้อราสาเหตุโรคเข้าทำลายพืชได้ง่ายขึ้น

5. ต้นทุเรียนที่เป็นโรครุนแรงมากหรือยืนต้นแห้งตายควรขุดออก แล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก ตากดินไว้ระยะหนึ่ง แล้วจึงปลูกทดแทน

6. ตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบส่วนของใบ ดอก และผลที่เป็นโรค ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก แล้วพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เมทาแลกซิล 25 % ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรหรือ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80 % ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ทั่วทรงพุ่ม

7. ไม่นำเครื่องมือตัดแต่งที่ใช้กับต้นเป็นโรคไปใช้ต่อกับต้นปกติ และควรทำความสะอาดเครื่องมือก่อนนำไปใช้ใหม่ทุกครั้ง

8. เมื่อพบต้นที่ใบเริ่มมีสีซีด ไม่เป็นมันเงาหรือใบเหลืองหลุดร่วง ใช้ฟอสโฟนิกแอซิด 40% เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา 1:1 ใส่กระบอกฉีดยา ฉีดเข้าลำต้น และ/หรือราดดินด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80 % ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

9. เมื่อพบอาการโรคบนกิ่งหรือที่โคนต้น ถากหรือขูดผิวเปลือกบริเวณที่เป็นโรคออก ทาแผลด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80 % ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 80-100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือ เมทาแลกซิล 25%
ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-60 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ทุก 7 วันจนกว่าแผลจะแห้ง หรือ ใช้ฟอสโฟนิก แอซิด 40
% เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา 1:1 ใส่กระบอกฉีดยา ฉีดเข้าลำต้นหรือกิ่งในบริเวณตรงข้ามอาการโรค หรือส่วนที่เป็นเนื้อไม้ดีใกล้บริเวณที่เป็นโรค อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อต้น

3. กาแฟโรบัสตา ระยะเก็บเกี่ยวและตากผลผลิต (ศวส.ชุมพร)

ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวควรนำมาตากทันที อย่าเก็บไว้ในกระสอบนาน และช่วงการตาก การตากผลผลิตไว้ให้โดนฝนหรือความชื้นก่อให้เกิดเชื้อราในตระกูล Aspergillus sp. ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพของกาแฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชื้อราAspergillus chraceus เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ผลกาแฟสุกเลยระยะเก็บเกี่ยวเมื่อนำมาตากแห้งพบการเข้าทำลายของเชื้อราและเมื่อนำมาสีพบปัญหาเมล็ดกาแฟแตก หัก ทำให้คุณภาพลดลง

การป้องกัน

เลือกเก็บผลกาแฟที่สุกเต็มที่มีสีส้มอมแดง และนำไปตากทันที ไม่ควรเก็บผลกาแฟไว้ในกระสอบนาน การตากควรตากบนลานพื้นปูนซีเมนต์ แคร่ไม้ไผ่ หรือตาข่ายสีฟ้าเพื่อป้องกันไม่ให้ผลกาแฟสัมผัสดินและความชื้น ป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อรา