เตือนภัยการเกษตร

ช่วงวันที่ 18-24 เมษายน 2561

 

ภาคเหนือตอนล่าง 

1.มะม่วง ระยะผลแก่ และระยะเก็บเกี่ยว (ศวส.สุโขทัย)

- แมลงวันผลไม้ ตัวเต็มวัยเพศเมียใช้อวัยวะวางไข่ แทงเข้าไปในผลมะม่วง ตัวหนอนที่ฟักจากไข่ จะอาศัย และชอนไชอยู่ภายใน ทำให้ผลเน่าเสีย และร่วงหล่นลงพื้น ตัวหนอนจะออกมาเพื่อเข้าดักแด้ในดินแล้วจึงออกเป็นตัวเต็มวัย แมลงวันผลไม้วางไข่ในผลไม้สุก และมีเปลือกบาง ในระยะเริ่มแรกจะสังเกตได้ยาก อาจพบอาการช้ำบริเวณใต้ผิวเปลือก เมื่อหนอนโตขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้ผลเน่าเละ และมีน้ำไหลเยิ้มออกทางรูที่หนอนเจาะออกมาเพื่อเข้าดักแด้

การป้องกันกำจัด

1. เก็บผลเน่า และผลร่วง ออกจากแปลงปลูก

2. ติดกับดักเพื่อติดตามการระบาดของแมลงวันผลไม้ในแปลงปลูก โดยใช้สารล่อชนิดเมทธิล ยูจีนอล ผสมสารฆ่าแมลงมาลาไทออน 83% อีซี ในอัตรา 4:1 โดยปริมาตร หยดบนก้อนสำลี 3-5 หยด แขวนกับดักในทรงพุ่มสูงประมาณ 1 เมตร จำนวน 2 กับดักต่อพื้นที่ 1 ไร่ สำรวจการระบาด ถ้าพบปริมาณแมลงวันผลไม้ในกับดักเพิ่มมากขึ้น แนะนำให้พ่นเหยื่อพิษโปรตีน โดยใช้เหยื่อโปรตีน 200 มิลลิลิตร ผสมกับสารฆ่าแมลงมาลาไทออน 83% อีซี 10 มิลลิลิตร ผสมในน้ำ 5 ลิตร พ่นบริเวณทรงพุ่มด้านล่าง ต้นละ 4 จุด ห่างกัน 7 วัน จนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตหมด

- โรคแอนแทรคโนส

อาการบนใบ เห็นเป็นจุดแผลสีน้ำตาลเข้ม ในใบอ่อนหากอาการรุนแรงแผลจะขยายตัวอย่างรวดเร็วติดต่อกันทั้งผืนใบ ใบเหี่ยวแห้ง บิดเบี้ยว เสียรูปทรง ยอดอ่อนเหี่ยวและดำ

อาการบนก้านช่อดอก    เห็นเป็นจุดหรือขีดสีน้ำตาลแดงเล็กๆ ต่อมาแผลขยายใหญ่ทำให้ช่อดอกเหี่ยวแห้ง หลุดร่วงก่อนติดผล

อาการที่ผลอ่อน เป็นจุดแผลสีน้ำตาลดำ ผลที่ถูกทำลายจะเป็นสีดำและหลุดร่วงก่อนกำหนด

อาการที่ผลแก่หรือผลสุกหลังเก็บเกี่ยว เป็นจุดสีดำรูปร่างกลม ขนาดไม่แน่นอน ต่อมาแผลขยายลุกลามเป็นแผลยุบตัวในเนื้อผล ทำให้เน่าทั้งผล บางครั้งพบเมือกสีส้มอยู่ที่บริเวณแผล

การป้องกันกำจัด

1. ตัดแต่งและเก็บส่วนที่เป็นโรคเผาทำลาย

2. กำจัดวัชพืชรอบโคนต้น

3. ควบคุมปริมาณธาตุอาหารให้เหมาะสม ไม่ควรใส่ปุ๋ยที่มีค่าไนโตรเจนมากเกินไป

4. แหล่งปลูกที่พบการระบาดของโรคแอนแทรคโนสเป็นประจำ ในช่วงที่มะม่วงแตกใบอ่อน เริ่มแทงช่อดอก จนกระทั่งดอกบาน และหลังติดผลใหม่ๆ ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช แมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อะซอกซีสโตรบิน 25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ โพรคลอราซ 45% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7-10 วัน โดยพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งสลับกัน และไม่ควรพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง ในระหว่างมะม่วงติดผล หากมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเกิดโรค คือ มีฝนตกและอากาศร้อนชื้น ควรพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชดังกล่าว เพื่อป้องกันการระบาดของโรคและควรหยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต

*** ควรหลีกเลี่ยงการพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช ในช่วงดอกบาน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อการผสมเกสรของพืช

 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 

1. ทุเรียน เก็บผลผลิต (ศวส.จันทบุรี)

- ลมพายุ/ลมกระโชกแรง มีฝนฟ้าคะนองและมีลมพายุรุนแรง ทำให้กิ่งหัก ผลทุเรียนร่วงหล่น

การป้องกัน ทำการโยงกิ่งและผลทุเรียนด้วยเชือกเพื่อป้องกันความเสียหาย 

2. ลองกอง ระยะผลอ่อน (ศวส.จันทบุรี)

- หนอนกินใต้ผิวเปลือก หนอนกัดกินทำลายอยู่ใต้ผิวเปลือก ลึกระหว่าง 2-8 มิลลิเมตร ตามกิ่งและลำต้น ทำให้ต้นเป็นปุ่มปม เมื่อหนอนระบาดมาก จะทำให้กิ่งแห้งและตาย ถ้าหนอนกัดกินตาดอกจะทำให้ตาดอกถูกทำลายและผลผลิตลดลง

การป้องกันกำจัด

1. ใช้ไส้เดือนฝอย (Steinernema carpocapsae) อัตรา 50 ล้านตัว (1กระป๋อง) ต่อน้ำ 20 ลิตร 1 ต้นใช้น้ำ 5 ลิตร พ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 15 วัน (ในกรณีมีอากาศแห้งแล้ง ควรพ่นน้ำเปล่าให้ความชุ่มชื้นก่อนพ่นไส้เดือนฝอย)

2. ใช้สาร คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้โชกบนลำต้น และกิ่งก้านที่มีรอยทำลายของหนอนกินใต้ผิวเปลือก  

3. เงาะ ระยะผลอ่อน (ศวส.จันทบุรี)

- โรคราแป้ง (เชื้อรา Oidium nephelii ) พบโรคระบาดมากในระยะที่เงาะสร้างช่อดอก และผลอ่อน โดยพบผงสีขาวหรือสีเทาอ่อนคล้ายแป้งเกาะบนช่อดอกและผล ตามร่องขน ทำให้ช่อดอกติดผลน้อย หรือไม่ติดผล ถ้าติดผลจะมีขนาดเล็กไม่สมบูรณ์ หลุดร่วงง่าย หรือทำให้ผลเน่าแห้งติดคาที่ก้านช่อ ในระยะผลโตจะทำให้ขนแห้ง แข็ง ผิวผลมีสีคล้ำไม่สม่ำเสมอ ถ้าอาการรุนแรงจะทำให้ขนกุด เรียกว่าเงาะขนเกรียน ในช่วงที่ผลกำลังสุก ส่วนที่มีเชื้อราปกคลุมจะมีสีซีดกว่าปกติ นอกจากนี้อาจพบอาการของโรคได้บนยอด ใบ และกิ่ง หากเกิดอาการรุนแรงจะทำใบอ่อนร่วง

การป้องกันกำจัด

1. หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบเริ่มมีอาการของโรค ตัดแต่งและเก็บส่วนที่เป็นโรค นำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกเพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค

2. กำจัดวัชพืชในแปลงปลูก และตัดแต่งทรงพุ่มเงาะให้โปร่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก เป็นการลดความชื้นในทรงพุ่ม และไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อสาเหตุโรค

3. หากพบว่ามีการระบาดของโรค พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ซัลเฟอร์ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไตรโฟรีน 19% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เบโนมิล 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร และควรหยุดพ่นสารก่อนเก็บผลผลิต อย่างน้อย 15 วัน

**** ไม่ควรพ่นสารในช่วงดอกบาน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อการผสมเกสร สำหรับสารซัลเฟอร์ ไม่ควรพ่นในสภาพอากาศร้อน หรือมีแดดจัด เพราะอาจทำให้เกิดอาการไหม้ที่ช่อดอก และผลอ่อนได้

- โรคราดำ พบคราบราสีดำบนส่วนต่างๆ ของพืช ได้แก่ ใบ กิ่ง ก้านดอก ช่อดอก ขั้วผล และร่องขน หากมีคราบราดำบนใบ จะมีผลให้พืชรับแสงได้ไม่เพียงพอ หากมีราดำขึ้นปกคลุมช่อดอก จะทำให้ไม่สามารถผสมเกสรได้และดอกร่วง ถ้าราดำขึ้นปกคลุมผล จะทำให้ผิวผลไม่สวย ผลดูสกปรก จำหน่ายไม่ได้ราคา มักพบโรคในช่วงที่มีการระบาดของแมลงปากดูด โดยเฉพาะเพลี้ยแป้ง และมดยังเป็นตัวช่วยเคลื่อนย้ายตัวอ่อนของแมลงไปยังช่อผลอื่นๆ

การป้องกันกำจัด

1. พ่นน้ำเปล่าล้างคราบราดำ เพื่อลดปริมาณเชื้อ

            2. กำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อลดความชื้นสะสม ไม่ให้เหมาะสมต่อการเกิดโรค และทำลายแหล่งอาศัยของแมลงปากดูดที่มาขับถ่ายน้ำหวาน

            3.เนื่องจากเชื้อราเจริญบนสารเหนียวที่แมลงปากดูด เช่น เพลี้ยแป้งขับถ่ายไว้ จึงควรพ่นสารกำจัดแมลง ได้แก่ คาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อิมิดาโคลพริด10% เอสแอล อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

            4. ใช้เศษผ้าชุบน้ำมันเครื่องผูกรอบโคนต้น ป้องกันเพลี้ยแป้ง และมดไต่ขึ้นมาบนต้น

**** ไม่ควรพ่นสารในช่วงดอกบาน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อการผสมเกสร