ผลิใบ ฉีกซอง
อังคณา  สุวรรณกูฏ

มาตรฐาน สารเคมีตกค้างใหม่ของญี่ปุ่น

          ช่วงเวลาที่กระแสกดดันของผู้ค้าสารเคมีทางการเกษตรกับผู้ต่อต้านสารเคมีทางการเกษตร ประทุขึ้นมาเป็นระยะๆ ผู้ค้าสารเคมีเองอยากค้า
โดยมีข้อจำกัดน้อยที่สุด

          ส่วนผู้ต่อต้านสารเคมีก็ไม่อยากให้มีการใช้สารเคมีทางการเกษตรเลย   ขณะที่เกษตรกรได้แต่ยืนมองทั้งสองฝ่ายไปมา   และภาคราชการ
ซึ่งเป็นผู้คุมกฎ จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมาย โดยมีเงื่อนไขและกฎกติกาของนานาชาติกดดันกลับมาเช่นกัน เพราะผู้คนที่เกี่ยวข้องกับ
สารเคมีทางการเกษตรต่างก็ทราบกันดีว่า   สารเคมีทางการเกษตรคือดาบสองคม           หากมีการควบคุมและการใช้ที่ถูกต้องตามคำแนะนำทาง
วิชาการเกษตร     จะสามารถควบคุมศัตรูพืชได้ดีตามประสิทธิภาพ แต่ถ้าหากการควบคุมและการใช้ไม่ถูกต้องก็ย่อมส่งผลกระทบเสียหายร้ายแรง
ทั้งต่อตัวผู้ใช้เอง สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงกระทบต่อผู้บริโภคด้วยเช่นกัน

          ประมาณเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น (MHLW) ได้ปรับปรุงมาตรฐานสารเคมีตกค้างและ
สารปรับปรุงแต่งตามพระราชบัญญัติสุขอนามัยอาหาร  โดยเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นกว่าเดิม    ซึ่งปกติมาตรฐานสารเคมีตกค้างของประเทศญี่ปุ่น
จัดว่ามีความเข้มงวดสูงอยู่แล้ว การปรับปรุงมาตรฐานดังกล่าว   ญี่ปุ่นได้เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องเสนอความเห็นโดยตรงได้ภายในเดือนกรกฎาคม
หลังจากเวลาที่กำหนด สามารถแสดงความเห็นผ่านทาง WTO ได้โดยเป็นไปตามหลักการของข้อตกลง WTO/SPS

          “ฉีกซอง” ฉบับเดือนกันยายน ขอนำท่านผู้อ่านไปรับทราบการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เป็นอย่างไร โปรดติดตาม

MRLs ค่ามาตรฐานสารเคมีตกค้าง

          ก่อนอื่นขอทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับค่าปริมาณสูงสุดของสารพิษตกค้างในผลิตผลเกษตร (Maximum Residue Limits: MRLs)
เรียกกันว่าค่า MRLs หมายถึง ระดับปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดในอาหารที่ยอมรับให้มีได้ที่พบในอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ แสดงค่าเป็นหน่วย
มิลลิกรัมของสารพิษตกค้างต่อกิโลกรัมของผลิตภัณฑ์อาหาร       โดยประเทศหนึ่งๆ หรือกลุ่มประเทศสามารถกำหนดขึ้นเป็น National MRL ของ
ประเทศนั้นหรือกลุ่มประเทศ เช่น Japan MRL, USA MRL, EU MRL, หรือ ASEAN MRL เป็นต้น

          อย่างไรก็ตาม ในระดับนานาชาติ  เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการค้าระหว่างประเทศสำหรับทุกประเทศ กรณีไม่สามารถดำเนินการกำหนด
ค่า MRLs ได้ รวมทั้งเป็นการปกป้อง คุ้มครองสุขภาพอนามัยของผู้บริโภค    องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลก
จึงได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหาร (Codex Alimentarius Commission หรือ Codex) ให้มีหน้าที่กำหนดมาตรฐานอาหารสากล
เป็นค่า Codex MRL ซึ่งประเทศต่างๆ นำไปใช้เป็นมาตรฐานในการกำหนดค่าปริมาณสูงสุดของสารพิษตกค้างในผลิตผลของตนเองได้

          สำหรับประเทศไทย   ได้กำหนดค่าปริมาณสูงสุดสารพิษตกค้างในผลิตผลเกษตร   โดยความร่วมมือของหลายหน่วยงาน        ภายใต้การ
ดำเนินงานของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)   โดยการใช้ค่ามาตรฐานของ Codex MRL มาเป็นเกณฑ์หลักในการ
กำหนดค่า MRLs   ซึ่งได้ประกาศกำหนดเป็นมาตรฐานของประเทศครั้งแรกในปี 2551 ก่อนที่จะปรับปรุงใหม่ในปี 2556   โดยกระทรวงเกษตรและ
สหกรณ์ในนามของคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ     ได้ออกประกาศกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ
เรื่อง สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (มกษ. 9002-2551)    ครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2551 และประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2551    ต่อมากฎระเบียบและข้อมูลที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดมาตรฐานฉบับนี้ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมและเพื่อให้
มาตรฐานมีการครอบคลุมสารพิษตกค้างที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและอาหารมากขึ้น จึงเห็นสมควรปรับปรุงแก้ไขมาตรฐาน โดยประกาศ
ยกเลิกมาตรฐานฉบับเดิม (มกษ.9002-2551) และประกาศฉบับใหม่ (มกษ.9002-2556)        ที่ครอบคลุมชนิดสารพิษตกค้างมากขึ้น ค่าปริมาณ
สารพิษตกค้างสูงสุดในมาตรฐานนี้ครอบคลุมสารพิษตกค้างจากวัตถุอันตรายทางการเกษตร 48 ชนิด          ทั้งนี้ สารพิษตกค้างที่เกิดจากการใช้
วัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ยังมิได้กำหนดปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดไว้ในบัญชีท้ายมาตรฐานนี้     จะกำหนดมาตรฐานและประกาศเพิ่มเติมใน
ลำดับต่อไป ทั้งนี้ มาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งขาติดังกล่าว       ได้ให้นิยามของคำว่า สารพิษตกค้าง (pesticide residue) ไว้ว่า สารพิษ
ตกค้าง หมายถึง การตกค้างใดในสินค้าที่เกิดจากการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร        และให้ความหมายรวมถึงกลุ่มอนุพันธ์ของวัตถุอันตราย
ทางการเกษตรนั้นๆ  ได้แก่ สารที่เกิดจากกระบวนการเปลี่ยนแปลง (metabolites) เกิดจากการทำปฏิกิริยา (reaction)          หรือสิ่งปลอมปนใน
วัตถุอันตรายทางการเกษตรที่มีความเป็นพิษ

          ในส่วนของที่มาของคำว่า MRL   จะนำมาจากสารเคมีทางการเกษตรที่ขึ้นทะเบียนไว้ตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย  ซึ่งจะระบุใช้กับพืช
ชนิดใด    นำมาเทียบกับค่ามาตรฐานของ Codex และมาตรฐาน MRLs ของสหภาพยุโรปและอาเซียน    รวมกับข้อมูลฐานการบริโภคของคนไทย
(Supervised trial) และนำข้อมูลทางองค์การอนามัยโลก (WHO)    มาประเมินความปลอดภัยทั้งในระยะยาวและแบบเฉียบพลัน      ก่อนจะผ่าน
ความเห็นจากคณะกรรมการอีกชั้นจึงจะออกมาเป็นค่า MRLs    สำหรับใช้ตรวจสอบได้ ดังนั้น       จำเป็นต้องมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่าง
เพียงพอ จึงจะสามารถกำหนดค่า MRLs ได้

Positive list มาตรฐานญี่ปุ่น

          เมื่อปี พ.ศ. 2546 เป็นปีที่ความปลอดภัยทางอาหารเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติอย่างกว้างขวาง กระทรวงสาธารณสุข
แรงงานและสวัสดิการ ประเทศญี่ปุ่น ได้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายสุขอนามัยอาหาร (Food Sanitation Law) ขึ้นในปีดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยมีสาระ
สำคัญ คือ การนำระบบ Positive List มาใช้บังคับกำหนดให้สารเคมีเกษตร (Agricultural Chemicals)     ที่ประเทศญี่ปุ่นไม่ได้กำหนดค่าปริมาณ
สารตกค้างสูงสุด (MRLs) เอาไว้ต้องมีปริมาณค่า MRL 0.01 ppm ทั้งหมด (Uniform Limit)  เพื่อให้สามารถมั่นใจได้ว่าค่าปริมาณสารเคมีที่จะถูก
บริโภคจะต้องไม่เกินค่าความเป็นพิษต่ำสุดที่ 1.5 ไมโครกรัมต่อวัน ตามคำแนะนำในการประเมินความปลอดภัยในการบริโภคของหน่วยงานสากล
เช่น JMPR, JECFA, USFDA และหน่วยงานของญี่ปุ่น โดยระบบ Positive List นี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2549 เป็นต้นมา

          ตามกฎระเบียบที่ใช้เดิมของประเทศญี่ปุ่น     กำหนดระดับของสารเคมีตกค้างที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบหรือไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือ
สารที่มีการกำหนดค่า MRLs (Uniform Limit) มีจำนวน 283 รายการ   แต่กฎระเบียบใหม่ตามระบบ positive list มีความเข้มงวดมากขึ้น มีสารเคมี
ถึง 758 รายการ จาก 799 รายการที่ญี่ปุ่นกำหนดค่ามาตรฐาน MRLs  โดยอ้างอิงจากข้อมูลค่ามาตรฐาน Codex และค่ามาตรฐานของประเทศต่างๆ
5  ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์       ซึ่งเป็นประเทศที่กำหนดค่ามาตรฐานโดยการอ้างอิงผลการ
ศึกษาด้านพิษวิทยาที่มีคุณภาพและมาตรฐานของขั้นตอนการศึกษาเทียบเท่ากับวิธีการของ Codex        โดยสารเคมีที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อ
สุขภาพ (exempted substances) คือ สารเคมีที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องกำหนด MRLs     เนื่องจากไม่ก่อให้เกิดผลกระทบหรือไม่เป็นอันตรายต่อ
สุขภาพ แม้ตกค้างในสินค้าอาหารเป็นปริมาณเท่าใดก็ตาม    โดยสารเคมีที่เข้าข่ายยกเว้นดังกล่าวขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์สำคัญ คือ ต้องเป็นสารเคมี
ที่ไม่มีการกำหนดปริมาณที่บริโภคได้ในแต่ละวันไว้ (Acceptable Daily Intakes : ADI)    รวมทั้งไม่มีการประกาศห้ามใช้ในประเทศอื่นๆ มีจำนวน
ทั้งสิ้น 65 รายการ นอกจากนั้น สารที่ไม่อยู่ใน 799 รายการ และไม่อยู่ในรายการสาร 65 ชนิดที่ปลอดภัย จะถูกกำหนดให้ใช้ค่า MRLs (Uniform
Limited) ที่ระดับ 0.01 ppm (parts per million)   ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบหรือไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ปัจจุบันจำนวนสารที่ญี่ปุ่น
กำหนดค่า MRLs ได้เพิ่มขึ้นจาก 799 รายการ เป็นรวมกว่า 850 รายการ ซึ่งนับว่าเข้มงวดขึ้นทุกปี

          สำหรับในปี 2558 ญี่ปุ่นได้แจ้งเตือนภัยข้อมูลความปลอดภัยอาหารด้านพืชที่ส่งออกไปจากประเทศไทย รวม 34 ครั้ง    ลดลงจากปี 2557
ที่ได้แจ้งเตือนจำนวน 37 ครั้ง แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม คือ สารตกค้างเกินค่ามาตรฐาน 5 ครั้ง ปัญหาสารเจือปนอาหาร 4 ครั้ง ปัญหาข้าวขึ้นรา 14 ครั้ง
ปัญหาสารพิษจากเชื้อรา จำนวน 9 ครั้ง และปัญหาเชื้อจุลินทรีย์ในสินค้าแปรรูป จำนวน 2 ครั้ง        ทั้งนี้ ชนิดสารเคมีที่ได้รับการแจ้งเตือน ได้แก่
Metalaxyl and Mefenoxam Isoprothiolane และ Chlopyrifos

การเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุด

          จากการประชุมครั้งที่ 193      สำหรับการส่งเสริมการอำนวยความสะดวกในการนำเข้าอาหาร (The 193rd Conference for Food import
Facilitation) ของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการญี่ปุ่น (WHLW) ได้ชี้แจงรายละเอียดการพิจารณาปรับปรุง แก้ไขมาตรฐานสารเคมี
ตกค้างทางการเกษตรและสารปรับปรุงแต่งอาหาร ตามพระราชบัญญัติสุขอนามัยอาหารญี่ปุ่น ซึ่งได้ปรับปรุงมาตรฐานสารเคมีทางการเกษตร และ
ยาที่ใช้กับสัตว์ รวม 11 รายการ จำแนกเป็นสารเคมีทางการเกษตร 6 รายการ และยาที่ใช้กับสัตว์ 5 รายการ ซึ่งสารเคมีทางการเกษตร 6 รายการ
ประกอบด้วย

          1. Bicyclopyrone (สารจำกัดวัชพืช) เป็นสารที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในประเทศญี่ปุ่น MHLW   ได้ปรับปรุงมาตรฐานสำหรับข้าวโพดตามข้อ
เรียกร้องของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

          2.  1,3-Dichloropropene (สารกำจัดแมลง) เป็นสารเคมีที่อนุญาตให้ใช้ประเทศญี่ปุ่น และได้กำหนดมาตรฐานในพืชผักรายการต่างๆ
ที่อนุญาตให้ใช้เพิ่มเติม

          3.  Ethofumesate (สารกำจัดวัชพืช) เป็นสารเคมีที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในญี่ปุ่น MHLW ได้พิจารณากำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับหัวบีทที่ได้
อนญาตให้ใช้สารเคมีชนิดนี้ได้เพิ่มเติมในญี่ปุ่นและได้พิจารณาปรับปรุงมาตรฐานรายการต่างๆ ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2549 ไปพร้อมกัน โดยเพิ่ม
ความเข้มงวดในสมุนไพรและเครื่องเทศต่างๆ

          4.  Etofenprox (สารกำจัดแมลง)  เป็นสารเคมีที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในญี่ปุ่นโดยได้ปรับปรุงมาตรฐานสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกประเภท
ต่างๆ ซึ่งเป็นผลจากการแสดงความเห็นของประเทศสมาชิกผ่านทางกลไกขององค์การการค้าโลก รวมทั้งความเข้มงวดในข้าวโพด มันฝรั่ง หัวบีท
และถั่วแระ

          5.  Fluazifop-butyl (สารกำจัดวัชพืช) เป็นสารเคมีที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในญี่ปุ่น     โดยได้ปรับปรุงมาตรฐานสำหรับพืชผักบางรายการ เช่น
มะเขือเทศ สตรอเบอร์รี่ พืชตระกูลส้ม รวมทั้งข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับวิธีการทดสอบสารเคมีตลอดจนเพิ่มความเข้มงวดในหอมหัวใหญ่ ขิง ถั่วลันเตา
พืชตระกูลส้ม มะม่วง สมุนไพร เครื่องเทศ และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ทุกชนิด

          6.  Isopyazam (สารกำจัดเชื้อรา) เป็นสารเคมีที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในญี่ปุ่น WHLW   ได้พิจารณาอนุญาตให้ใช้สำหรับผักบางชนิดเพิ่มเติม
ในญี่ปุ่น และกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับฟักทองตามข้อเรียกร้องของเนเธอร์แลนด์

          สำหรับยาสัตว์ 5 รายการ ประกอบด้วย Erythromycin Flumethrin Metoctopramide Piperazine     และ Vedaprofen รวมทั้ง MHLW
ได้พิจารณาปรับปรุงวิธีการทดสอบและสารเคมีต่างๆ ที่กฎหมายญี่ปุ่นห้ามมิให้มีการตกค้างในอาหาร การปรับปรุงวิธีการทดสอบดังกล่าวเมื่อผ่าน
กระบวนการทางกฎหมายของญี่ปุ่นจะมีผลบังคับทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องให้ความเห็นอีก

          การเปลี่ยนแปลงค่ามาตรฐานและวิธีการทดสอบครั้งนี้ของประเทศญี่ปุ่น    ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของประเทศไทย จำเป็นที่หน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้อง    รวมทั้งผู้ประกอบการที่ส่งสินค้าอาหารเข้าไปจำหน่ายในตลาดญี่ปุ่นต้องติดตามการแก้ไขกฎระเบียบเกี่ยวกับรายการสารเคมีที่มีการ
ควบคุมและการแก้ไขค่าปริมาณการตกค้างสูงสุด (MRLs) ของสารเคมีแต่ละชนิดตาม Positive List System เพื่อให้ผลผลิตวัตถุดิบทางการเกษตร
และผลิตภัณฑ์อาหารไทยมีมาตรฐานตรงตามข้อกำหนดและกฎระเบียบที่ญี่ปุ่นกำหนดไว้ใน Positive List System   และต้องติดตามถึงวิธีการเก็บ
ตัวอย่างเพื่อการตรวจวิเคราะห์ตามที่ระบบนี้กำหนดว่ามีวิธีการเก็บตัวอย่างอย่างไร จำนวนเท่าใด ความถี่มากน้อยเพียงใด    เพื่อให้สามารถปฏิบัติ
ได้สอดคล้องกับกฎระเบียบและข้อกำหนดของญี่ปุ่น และไม่ทำให้เป็นอุปสรรคทางการค้า        ดังเช่น กรณีพริกสดของไทยถูกญี่ปุ่นตรวจพบสาร
กำจัดแมลงและศัตรูพืชเกินค่า MRLs หลายครั้ง      ส่งผลให้การส่งสินค้าพริกสดและผลิตภัณฑ์จากพริกของไทยที่ส่งเข้าตลาดญี่ปุ่นต้องถูกตรวจ
สอบเข้ม ณ ด่านนำเข้า เป็นต้น

          สำหรับสิ่งที่ต้องมีความพร้อม   คือ การสร้างขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์และการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะและความ
ชำนาญในการตรวจวิเคราะห์สารตกค้าง      โดยเฉพาะสารกำจัดแมลงและศัตรูพืชและยาสัตว์ เนื่องจากการที่ญี่ปุ่นกำหนดให้ใช้ค่า MRLs ที่ระดับ
0.01 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (ppm) เป็นมาตรฐานทั่วไป (Uniform Limited) สำหรับสารเคมีที่ยังไม่มีการกำหนดค่า MRLs อย่างเฉพาะเอาไว้ในอาหาร
แต่ละชนิด ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำมากและการที่ญี่ปุ่นกำหนดค่า MRLs ของสารเคมีอย่างเฉพาะเจาะจงในอาหารแต่ละชนิดนั้น   นับเป็นเรื่องที่ยาก
ที่ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ที่มีในไทยจะมีขีดความสามารถในการตรวจวิเคราะห์ได้ทั้งหมดตามรายการที่ทางญี่ปุ่นกำหนด

          ทั้งหมดนี้คือ สิ่งที่ต้องพร้อม หากจะค้าขายกับตลาดมาตรฐานสูง เช่นญี่ปุ่น

(ขอบคุณ : กองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงาน
ที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโตเกียว สถาบันอาหาร และ http://www.ffcr.or.jp/zaidan/ffcrhome.nsf/pages/mrls-p/ข้อมูล)


 

พบกันใหม่ฉบับหน้า..........สวัสดี
อังคณา 
 
 
 

คำถามฉีกซอง
กองบรรณาธิการจดหมายข่าวผลิใบฯ กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ 10900  e-mail : asuwannakoot@hotmail.com

 

 
s

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825 , 0-2940-6864
โทรสาร 0-2579-4406