0
 
ผลิใบ จากแฟ้มวิจัย
กองบรรณาธิการ  

15 ผลงานวิจัยดีเด่น ตอนที่ 3

          การนำเสนอผลงานวิจัยดีเด่น ประจำปี 2558  ล่วงเลยมาถึงตอนที่ 3 ได้  เนื่องจากมีงานวิจัยที่ได้รับรางวัลมากถึง 15 ผลงาน  ประกอบกับ
แต่ละงานวิจัยมีความน่าสนใจและเป็นประโยชน์ในด้านการเกษตร   จึงได้นำเสนอเนื้อหาอย่างละเอียดเพื่อให้ผู้อ่านสามารถอ่านได้อย่างเข้าใจ ...
เมื่อ 2 ฉบับที่แล้วได้นำเสนอผลงานวิจัยดีเด่น ประเภทงานวิจัยพื้นฐาน งานวิจัยประยุกต์ งานวิจัยปรับปรุงพันธุ์ งานวิจัยพัฒนางานวิจัย   จำนวนรวม
11 ผลงานฉบับนี้ขอนำเสนอประเภทงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์คิดค้น 3 ผลงาน และประเภทงานบริการวิชาการ 1 ผลงาน ก็เป็นอันเสร็จสิ้น

ประเภทงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์คิดค้น

          ระดับดีเด่น

          ออกแบบและพัฒนาระบบปรับอากาศและระบบทำความเย็นสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช                    ดำเนินการวิจัยโดย
อานนท์ สายคำฟู  วิชัย โอภานุกุล  ตฤณสิษฐ์ ไกรสินบุรศักดิ์  พิชญพงศ์ เมืองมูล   ธีรศักดิ์ โกเมฆ  บัณฑิต จิตรจำนง  นิภาภรณ์ พรรณรา 
ดนัย ศาลทูลพิทักษ์  บาลฑิตย์ ทองแดง  สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม  กัณทิมา ทองศรี ศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชพิษณุโลก

   

          ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์พืชที่มีศักยภาพของภูมิภาคอาเซียน     เนื่องจากประเทศไทยมีภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อ
อำนวยต่อการผลิต ภัยธรรมชาติที่มีผลกระทบต่อการผลิตค่อนข้างน้อย   ตลอดจนมีมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์เพื่อการส่งออกที่มี
คุณภาพ เกษตรกรมีศักยภาพ และความสามารถเพียงพอในการเพาะปลูกพืชเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์พืช

          วิธีการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง    หากเก็บรักษาไม่เหมาะสมและไม่มีประสิทธิภาพ   อาจก่อให้เกิดความเสียหาย
ต่อเมล็ดพันธุ์ทั้งคุณภาพและปริมาณ    ปัจจุบันเกษตรกรที่ทำการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชยังไม่มีห้องเย็นสำหรับการเก็บรักษา      เนื่องจากเทคโนโลยี
การควบคุมความชื้นสัมพัทธ์และระบบทำความเย็นสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชมีต้นทุนสูง และยังใช้พลังงานไฟฟ้าที่สูงอีกด้วย

 

          สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรมจึงได้ออกแบบ และพัฒนาระบบปรับอากาศและระบบทำความเย็นเพื่อลดต้นทุนในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช
ให้มีคุณภาพที่ดี ซึ่งระบบทำความเย็นที่ออกแบบนี้สามารถควบคุมได้ทั้งอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์  โดยใช้วิธีทำความเย็นเพื่อควบแน่นแล้วอุ่น
อากาศให้ร้อนขึ้นโดยการใช้พลังงานความร้อนจากสารทำความเย็นเพื่อปรับสภาวะอากาศให้เหมาะกับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช ต้นแบบห้องเย็น
เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชมีขนาดกว้าง 2.2 เมตร ยาว 4 เมตร สูง 2.2 เมตร ใช้โฟมโพลียูรีเทนหนา 50 มิลลิเมตร   เป็นฉนวนห้องเย็น ระบบทำความ
เย็นประกอบด้วยสารทำความเย็น R-22 มอเตอร์คอมเพรสเซอร์ขนาด 4 hp มีความสามารถในการทำความเย็น 5.85 kW  พัดลมคอล์ยเย็นมีอัตรา
การไหลเชิงมวลของอากาศเท่ากับ 0.6 kg.sec-1และติดตั้งคอล์ยร้อนสำหรับลดความชื้นสัมพัทธ์ขนาด 6 kW

          จากการทดสอบพบว่าแรงดันด้านสูงของสารทำความเย็นในช่วง 190 - 220 psi    เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุด               โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ย
14.95±0.55 ˚C  และความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ย 45.81±0.82 %RH  ต้นแบบห้องเย็นเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชนี้สามารถลดต้นทุนเครื่องจักรและลดค่า
พลังงานไฟฟ้าในส่วนของเครื่องลดความชื้น   สามารถเคลื่อนย้ายไปใช้งานในพื้นที่ต่าง ๆ  ได้ตามต้องการ         เหมาะสำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน
สหกรณ์การเกษตรและภาคเอกชนที่ต้องการลดต้นทุนการผลิตด้วยการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพที่ดี

          ระดับดี

          การพัฒนาเครื่องปลูกสับปะรดแบบพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก  ดำเนินการวิจัยโดย วุฒิพล จันทร์สระคู  ศักดิ์ชัย อาษาวัง 
ขนิษฐ์ หว่านณรงค์   ธนกฤต โยธาทูล  ประยูร จันทองอ่อน สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม

          การปลูกสับปะรดในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นการใช้แรงงานคนในการดำเนินงานเกือบทุกขั้นตอน      ในขณะที่แรงงานในภาคการเกษตร
มีจำนวนลดลง ค่าแรงมีแนวโน้มสูงขึ้น       ประกอบกับในแปลงปลูกขนาดใหญ่ของผู้ประกอบการแปรรูปสับปะรดกระป๋อง มีการนำเข้าเครื่องปลูก
ขนาดใหญ่ติดรถแทรกเตอร์มาใช้งานซึ่งมีราคาสูงและมีกลไกซับซ้อน เครื่องหยุดขณะทำงานบ่อยครั้งเนื่องจากจำเป็นต้องมีการโหลดหน่อสับปะรด
ใส่เครื่องปลูกกรณีทำการเพาะปลูกสับปะรดในพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่   เกษตรกรส่วนใหญ่จึงยังคงใช้แรงงานในการเพาะปลูก    โดยมีรถบรรทุกหน่อ
มาโรยไปตามแถวปลูกและผู้ปลูกจะเดินปลูกตามแถว  ใช้เสียมเล็ก ๆ  ขุดดิ น ฝังและกลบหน่อ เฉลี่ยแล้วผู้ปลูก 1 คน         สามารถปลูกได้วันละ
5,000 - 7,000 หน่อ แต่ถ้าปลูกเป็นจำนวนพื้นที่มากขึ้นย่อมต้องใช้แรงงานจำนวนมาก  ซึ่งเป็นปัญหาตามที่กล่าวในข้างต้น

 

          สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม     จึงได้วิจัยและพัฒนาเครื่องปลูกสับปะรดแบบพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์ขนาดกลาง (39 - 50 แรงม้า) ใช้หน่อ
สับปะรดที่ตัดยอดแล้วปลูกแถวคู่ห่างกัน 50 เซนติเมตร   ระยะระหว่างต้น 35 - 45 เซนติเมตร      โดยใช้หน่อสับปะรดที่ตัดแต่งยอดให้สม่ำเสมอ
มีความยาว 30 - 50 เซนติเมตร และคัดขนาดหน่อที่มีน้ำหนักใกล้เคียงกันในช่วง 300 - 500 กรัม    กระบะบรรจุหน่อได้ข้างละประมาณ 200 หน่อ
อุปกรณ์ป้อนลำเลียงทำจากท่อพีวีซีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว     โดยใช้ล้อขับเคลื่อนส่งกำลังผ่านชุดเฟืองขับอุปกรณ์ป้อนลำเลียงหน่อ ตัวเปิด
ร่องปลูกเป็นแบบขาไถป้อนส่งหน่อสับปะรดผ่านท่อปล่อยหลังตัวเปิดร่อง และกลบดินโคนหน่อโดยใบปาดกลบดิน ใช้คนป้อนหน่อจำนวน 2 คน

          ผลการทดลองพบว่า เครื่องปลูกต้นแบบมีความสามารถในการทำงาน 0.63 ไร่ต่อชั่วโมง    ที่ความเร็วในการเคลื่อนที่ 0.28 เมตรต่อวินาที
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 2.15 ลิตรต่อไร่   ประสิทธิภาพการปลูก 96.05%    หน่อมีความเอียงราว 72.02 องศาจากแนวระนาบ ความลึก
การปลูกเฉลี่ย 16.20 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้นเฉลี่ย 38.40 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถวเฉลี่ย 105 เซนติเมตร

 

          เกษตรกรที่จะใช้เครื่องปลูกสับปะรดแบบพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์นี้    ควรมีพื้นที่การใช้งานหรือรับจ้างไม่ต่ำกว่า 58.47 ไร่ต่อปี  และใช้งาน
เป็นเวลา 7 ปี  จึงจะคุ้มค่ามากกว่าการจ้างแรงงานปลูกหากเกษตรกรมีพื้นที่การใช้งาน 150 ไร่ต่อปี    จะมีต้นทุนในการทำงาน 730.83 บาทต่อไร่ ซึ่งถูกกว่าการจ้างแรงงานปลูก 149.17 บาทต่อไร่

          จากผลการวิจัยทำให้ได้แบบแปลนของต้นแบบเครื่องปลูกสับปะรดแบบพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์           สำหรับถ่ายทอดให้แก่โรงงานผลิต
เครื่องจักรกลเกษตร หรือโรงงานผลิตสับปะรดกระป๋อง ไปพัฒนาและผลิตเชิงพาณิชย์ต่อไป

          ระดับชมเชย

          พัฒนาเครื่องปลิดฝักข้าวโพดแบบปลิด 2 แถว ดำเนินการวิจัยโดย มงคล ตุ่นเฮ้า  วิชัย โอภานุกุล  ตฤณสิษฐ์ ไกรสินบุรศักดิ์ 
อนุชา เชาว์โชติ  มานพ คันธามารัตน์  รังสิทธิ์ ศิริมาลา สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม

          พื้นที่ปลูกข้าวโพดส่วนใหญ่เป็นลักษณะแปลงใหญ่ เกษตรกรจึงใช้เครื่องจักรกลเกษตรในการเตรียมดิน การปลูก ใส่ปุ๋ย กำจัดวัชพืชและ
นวดกะเทาะ แต่ในการเก็บเกี่ยวยังคงใช้แรงงานคนในการปลิดเก็บข้าวโพดทีละฝักซึ่งต้องใช้แรงงานจำนวนมาก    ทำให้ค่าใช้จ่ายในขั้นตอนนี้สูง
กว่าขั้นตอนอื่น ๆ รวมทั้งปัญหาการขาดแคลนแรงงานทำให้เก็บเกี่ยวข้าวโพดไม่ทันฤดูกาล    ส่งผลให้ผลผลิตเสียหายจากพายุฝน หรือเตรียมดิน
ปลูกพืชไม่ทันก่อนที่ฝนจะหมดฤดู

          เครื่องเกี่ยวข้าวโพดที่นำเข้าจากต่างประเทศ และที่พัฒนามาจากเครื่องเกี่ยวนวดข้าวไทยเป็นเครื่องแบบเก็บเกี่ยวและนวด        แม้ว่าจะมี
ประสิทธิภาพดีแต่ยังคงไม่ตรงตามความต้องการของเกษตรกร     เนื่องจากขนาดเครื่องมีขนาดใหญ่ซึ่งเหมาะสำหรับแปลงขนาดใหญ่ในพื้นที่ราบ
หรือเนินเขาที่มีมุมลาดชันไม่มากนัก      แต่พื้นที่ปลูกข้าวโพดของไทยมีทั้งแปลงใหญ่และแปลงเล็ก      ประกอบกับเกษตรกรต้องการนำซังและ
เปลือกข้าวโพดไปใช้ประโยชน์ด้านพลังงานเชื้อเพลิงและอาหารสัตว์      จึงต้องการเก็บเกี่ยวข้าวโพดทั้งฝัก และขนย้ายมานวดนอกแปลงในพื้นที่
ที่สามารถเก็บซังและเปลือกข้าวโพดเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป

 

          สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม  จึงได้ออกแบบสร้างเครื่องปลิดฝักข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบสองแถวปลิด    โดยปลิดฝักจากต้นลำเลียงฝักตาม
รางลำเลียงขนาดกว้าง 0.4 เมตร ยาว 2.5 เมตร ลงถังเก็บโดยไม่ปอกเปลือก ซึ่งมีปริมาตร 2 ลูกบาศก์เมตร ใช้เครื่องยนต์ต้นกำลังเป็นเครื่องยนต์ 
ดีเซลสูบเดียว 16 แรงม้า  ที่ความเร็วการเคลื่อนที่ 1.2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง        ความเร็วรอบเครื่องยนต์ที่ใช้ในการทำงานคือ 2,400 รอบต่อนาที
มีอัตราการทำงาน 2 ไร่ต่อชั่วโมง ประสิทธิภาพการปลิด 73% อัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 2 ลิตรต่อชั่วโมง ใช้คนทำงาน 2 คน

          เครื่องปลิดฝักข้าวโพดแบบปลิด 2 แถว  เป็นเครื่องจักรกลที่อำนวยความสะดวกและลดต้นทุนการผลิต     ทดแทนแรงงานภาคการเกษตร
ที่ไม่เพียงพอ    เหมาะสำหรับการใช้งานกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ต้องการเก็บผลผลิตแบบไม่ปอกเปลือก   เป็นเครื่องปลิดที่มีขนาด
กะทัดรัด เกษตรกรสามารถสร้างได้ด้วยตัวเอง     อีกทั้งยังนำฝักที่ได้จากการปลิดไปกะเทาะกับเครื่องกะเทาะข้าวโพดทั้งเปลือกและใช้ประโยชน์
จากเปลือกและซังที่เหลือจากการกะเทาะ เพื่อเป็นรายได้เพิ่มจากการปลูกข้าวโพดได้อีกทางหนึ่ง

ประเภทงานบริการวิชาการ

          ระดับชมเชย

          ระบบควบคุมการส่งออกลำไยสดจากประเทศไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ดำเนินการวิจัยโดย รุ่งทิวา รอดจันทร์ 
เกรียงไกร สุภโตษะ  ปรียานุช ทิพยวัฒน์  กุลวิไล สุทธิลักษณวนิช  อัจฉรีย์ เตโชฬาร  ยสิศร์ อินทรสถิตย์  กองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐาน
สินค้าพืช  อุทัย นพคุณวงศ์  วิทยา อภัย  สมเพชร เจริญสุข สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1  สมเพชร พรหมเมืองดี  สุธินี สาสีลัง
สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 สุรเดช ปัจฉิมกุล  เกษสิริ ฉันทพิริยะพูน สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6

          ลำไย เป็นพืชเศรษฐกิจของไทยที่มีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 9,000 ล้านบาทต่อปี   โดยมีสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐสังคมนิยม
เวียดนาม และสาธารณรัฐอินโดนีเซีย  เป็นประเทศนำเข้าลำไยที่สำคัญ แต่เมื่อปี 2556    สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ระงับการนำเข้าลำไยสดจาก
ผู้ส่งออกของไทย  เนื่องจากตรวจพบซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินค่าที่กำหนด ซึ่งเป็นผลมาจากผู้ประกอบการต้องการให้ลำไยสดมีอายุการเก็บรักษา
ที่นานขึ้น สีผิวของเปลือกลำไยมีสีเหลืองนวลเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคและยืดระยะเวลาวางจำหน่ายและขนส่งไปยังเมืองต่าง ๆ

          กรมวิชาการเกษตรได้มีการทบทวนระบบควบคุมการส่งออกลำไยสดเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตลำไยสดส่งออกของไทย     และการ
ควบคุมกำกับดูแลให้มีคุณภาพและความปลอดภัยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า    รวมถึงการแก้ไขปัญหาผู้ส่งออกที่ถูกแจ้งระงับการนำเข้า
โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงความสำคัญในการผลิตอาหารให้มีคุณภาพ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค       รับทราบปัญหา
และผลกระทบต่อภาพรวมการส่งออกลำไยสดของไทย       กระทั่งได้ข้อสรุปร่วมกันในการพัฒนาความสามารถของผู้ประกอบการให้ควบคุมการ
รมลำไยและจัดทำเป็นเอกสารให้สอดคล้องกับมาตรฐานสินค้าเกษตร        หลักปฏิบัติสำหรับกระบวนการรมผลไม้ด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์
(มกษ.1004-2557)    และการพัฒนาเทคนิคการตรวจประเมินให้กับผู้ตรวจประเมินให้มีความรู้ความสามารถและทักษะการตรวจประเมินให้เป็นไป
ในทิศทางเดียวกันสอดคล้องกับมาตรฐาน รวมถึงการเพิ่มระดับการควบคุม ติดตามและการบังคับใช้กฎหมาย

          จากการดำเนินงานพบว่าตัวอย่างลำไยสดที่มีค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินค่าที่กำหนดมีจำนวนลดลง        และไม่มีการแจ้งระงับการนำเข้า
ลำไยสดของผู้ส่งออกไทยเพิ่มเติม    ทั้งยังได้แนวทางปฏิบัติควบคุม กำกับ ดูแล การผลิตลำไยสดให้สอดคล้องตามมาตรฐาน มกษ.1004-2557
สามารถยกระดับการผลิตลำไยสดส่งออกบนพื้นฐานมาตรฐานสุขอนามัย       และสุขอนามัยพืชเพื่อให้มั่นใจได้ว่าลำไยสดส่งออกจากไทยเป็นที่
ยอมรับของประเทศคู่ค้าและนำไปประยุกต์ใช้กับการผลิตสินค้าผักผลไม้ชนิดอื่นได้ นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้เป็นที่ยอมรับและ
เรียกคืนความเชื่อมั่นจากตลาดต่างประเทศ

          งานวิจัยนี้เป็นการกระตุ้น  และสร้างความรับผิดชอบร่วมกันในการผลิตอาหารให้ปลอดภัยต่อผู้บริโภคให้เกิดขึ้นในกลุ่มเกษตรกรเครือข่าย
และผู้ประกอบการโรงรมฯ ที่ผลิตลำไยสดจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลดีกับผู้บริโภคที่จะได้บริโภคลำไยสดที่มีคุณภาพและความ
ปลอดภัย

          ทั้งหมดนี้เป็นงานวิจัยดีเด่น ประจำปี 2558 ที่ได้รับรางวัลดีเด่น ดี  ชมเชย ในแต่ละประเภทงานวิจัย             นั่นหมายความว่างานวิจัยของ
กรมวิชาการเกษตรไม่ได้มีเพียงเท่าที่จดหมายข่าวผลิใบฯ  นำเสนอ  หากแต่มีอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับรางวัล    ซึ่งนักวิจัยแต่ละท่านก็มิได้ย่อท้อ
ยังคงมุ่งมั่นทำงานวิจัยต่อไป เพื่อให้ภาคการเกษตรก้าวทันกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป

 

 

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406