วิจัยและพัฒนาการผลิตพืชไร่และพืชทดแทนพลังงานในภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
#1
วิจัยและพัฒนาการผลิตพืชไร่และพืชทดแทนพลังงานในภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
พรพรรณ สุทธิแย้ม

โครงการวิจัยที่ 1 การศึกษาผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศต่อการผลิตพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน
พรพรรณ สุทธิแย้ม, โสพิศ ใจปาละ, สุพรรณณี เป็งคำ, อารดา มาสริ, ปวีณา ไชยวรรณ์, เชาวนาถ พฤทธิเทพ, ชูชาติ บุญศักดิ์, จิราลักษณ์ ภูมิไธสง, อัจฉรา จอมสง่าวงศ์, วลัยพร ศะศิประภา, ศิวิไล ลาภบรรจบ, วรกานต์ ยอดชมภู, บุญเหลือ ศรีมุงคุณ, อรอนงค์ วรรณวงษ์, ประภาพร แพงดา, ลักขณา ร่มเย็น, ศิริรัตน์ กริชจนรัช, ภานุวัฒน์ มูลจันทะ, ศิริลักษณ์ ล้านแก้ว, จิณณจาร์ หาญเศรษฐสุข, ประพิศ วองเทียม, รุ่งระวี บุญทั่ง, กุลชาต นาคจันทึก, รวีวรรณ เชื้อกิตติศักดิ์, กัณทิมา ทองศรี และภภัสสร วัฒนกุลภาคิน

          โครงการวิจัยทำขึ้นเพื่อศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการผลิตพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน ส่วนใหญ่พบว่าพืชให้ผลผลิตลดลง สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ได้แก่ อุณหภูมิสูงขึ้น ความแห้งแล้งหรือฝนทิ้งช่วง โดยเฉพาะในฤดูฝน ฝนตกมากเกินไปในช่วงที่พืชไม่ต้องการ การเริ่มต้น และการสิ้นสุดของฤดูฝนมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ส่งผลให้ฤดูปลูกและพื้นที่ปลูกพืชไร่เปลี่ยนไปจากเดิม ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่เกี่ยวข้องนับวันจะรุนแรงมากขึ้น คาดการณ์ได้ยากขึ้น จึงทำการศึกษาการตอบสนองของพืชไร่ในสภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และในสภาพไร่เกษตรกร ด้านเทคโนโลยีการผลิต การระบาด และการจัดการศัตรูพืช (แมลงศัตรู โรคพืช และวัชพืช) คุณภาพผลผลิต การวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง การประเมินวัฏจักรชีวิตเพื่อศึกษาผลกระทบจากการปลูกพืชต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และศึกษาหาเทคโนโลยีการผลิตที่ช่วยในการปรับตัว รวมทั้งบรรเทาสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้มีเป้าหมายว่าจะได้ข้อมูลเป็นแนวทางประกอบการพิจารณาปรับเทคโนโลยีการผลิตพืชไร่ให้เหมาะสม วิธีการดำเนินการในกิจกรรมวิจัยที่ 1 ประกอบด้วยการสำรวจ เก็บตัวอย่าง สัมภาษณ์เกษตรกรในไร่นาที่เป็นเขตปลูกพืชไร่เศรษฐกิจสำคัญ ให้ได้ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการผลิตพืชของเกษตรกร ศัตรูพืช สภาพภูมิอากาศ (ข้อมูลมือหนึ่ง และข้อมูลมือสอง) นำมาวิเคราะห์หาสาเหตุ และแนวทางแก้ปัญหา โดยศึกษาในถั่วเขียว ถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวาน และงา ส่วนกิจกรรมวิจัยที่ 2 เป็นการหาวิธีการปรับตัวของการปลูกพืชไร่ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทำในศูนย์วิจัย ได้แก่ การศึกษาช่วงปลูกที่เหมาะสม และการทนต่อการขาดน้ำของข้าวโพดหวาน และงา และการระบาดของโรคมันสำปะหลังช่วงต่างๆ ของปี และในกิจกรรมที่ 3 เป็นการศึกษาการใช้ดินขาวเกาลินซึ่งเป็นสารจากธรรมชาติพ่นบนต้นมันสำปะหลัง เพื่อการป้องกันโรคและแมลงศัตรู รวมทั้งความเป็นไปได้ในการเพิ่มผลผลิต ผลการศึกษาพบว่า การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตของเกษตรกร เน้นในเรื่องความชื้นในดิน การเลื่อนช่วงปลูก และการป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยช่วงปลูกในฤดูฝนของถั่วเขียว จะปลูกก่อนเก็บเกี่ยวข้าวโพดที่ปลูกก่อน เพื่อใช้ความชื้นในดิน หลังการปลูกจะทำการคราดกลบเมล็ดที่หยอดไว้เพื่อรักษาความชื้น ซึ่งเป็นวิธีการที่เกษตรกรไม่ได้ทำมาก่อน การปลูกงาในสภาพนาก่อนการปลูกข้าวจะปลูกในเดือนกุมภาพันธ์ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเคยมีฝนหล่อเลี้ยงพอให้โตได้ แต่ปัจจุบันมักไม่มีฝนตกทำให้เมล็ดงาที่ปลูกไม่งอก พื้นที่ปลูกงาจึงลดลง หรือในบางเขตปลูก เช่น ภาคกลาง เลื่อนการปลูกออกไปเป็นเดือนมีนาคม แมลงศัตรูมีการระบาดมากขึ้นในช่วงที่แล้งหรือฝนทิ้งช่วง ทำให้เกษตรกรต้องใช้สารเคมีกำจัดหลายชนิด และบ่อยครั้งขึ้น หรือเข้มข้นขึ้น แมลงศัตรูที่พบระบาด มีทั้งที่เป็นแมลงศัตรูหลัก (key pest) ของพืชนั้นๆ และไม่ใช่แมลงศัตรูหลัก เช่น ในถั่วเหลืองพบการทำลายของแมลงหวี่ขาว ซึ่งเป็น key pest รวมทั้งหนอนกระทู้ผัก และหนอนม้วนใบ ซึ่งเข้าทำลายถั่วเหลืองไม่บ่อยนัก แต่พบทุกปีในช่วงอากาศแห้งแล้ง ทั้งในฤดูฝน และฤดูแล้ง ซึ่งอาจทำให้มีคำแนะนำการป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้น แมลงศัตรูบางชนิดเคยทำลายที่ระยะกล้าระยะเดียว แต่ปัจจุบันตรวจพบการทำลายในระยะติดดอกด้วย เช่น หนอนแมลงวันเจาะลำต้นในถั่วเหลือง ด้านโรคพืชพบว่า สภาพภูมิอากาศบางช่วงมีความเหมาะสมกับการเป็นโรคสำคัญในระดับเกษตรกร โดยพบเป็นหลายโรค เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในช่วงฝนตกหนักติดต่อกัน พบโรคใบจุด โรคจุดสีน้ำตาล โรคกาบและใบไหม้อย่างรุนแรง แต่ในช่วงที่มีอุณหภูมิสูง โรคสำคัญเช่น โรคราสนิม และโรคใบไหม้แผลใหญ่จะพบระบาดน้อย แม้จะไม่กระทบกระเทือนผลผลิตข้าวโพดมากนัก แต่การศึกษานี้จะช่วยให้นักวิจัยสามารถปรับการป้องกันโรคได้โดยการเลือกใช้และผลิตพันธุ์ต้านทานโรคต่างๆให้ดีขึ้น ในพืชงาพบว่า มีการระบาดของโรคใบจุดที่เกิดจากเชื้อรา Curvularia sp. ซึ่งไม่เคยเข้าทำลายงามาก่อน โดยพบในสภาพที่มีอุณหภูมิระหว่าง 23 – 37 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศ 73 - 89% ส่วนการระบาดของวัชพืชในพืชไร่ ยังไม่เห็นชัดว่ามีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหรือไม่พบการระบาดของวัชพืชใบแคบ ใบกว้าง และกก มากน้อยตามสภาพพื้นที่ ความชื้นดินในฤดูปลูก และการป้องกันกำจัดในระยะสำคัญของเกษตรกร แต่ถ้าแยกเป็นวัชพืชประเภท C3 และ C4 พบว่า ประเภท C4 พบมากกว่า (ในสภาพความเข้มข้นของ CO2 สูงขึ้น พืช C4 จะเจริญเติบโตได้ดีกว่าพืช C3) สำหรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในการปลูกพืชไร่พบว่า ช่วงปลูกที่เหมาะสมสำหรับข้าวโพดหวานในฤดูแล้ง คือ กลางเดือนมกราคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ หากข้าวโพดหวานขาดน้ำในช่วงอายุ 14 - 35 วัน การใส่ปุ๋ย N หรือ N + P เมื่ออายุ 37 วันหลังงอกซึ่งเป็นระยะฟื้นตัว จะให้ผลผลิตได้คุ้มค่ากับการลงทุน ช่วงปลูกงาฤดูแล้งที่เหมาะสม อยู่ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงปลายเดือนมีนาคม (ผลผลิต 94 - 103 กก./ไร่) ส่วนฤดูฝน ปลูกงาช่วงกลางเดือนเมษายนให้ผลผลิตสูงสุด 69 กก./ไร่ ปลายฤดูฝนมีความเสี่ยงเพราะให้ผลผลิตต่ำและไม่อาจคาดการณ์ได้ ฝนมักจะทิ้งช่วง สำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์งา ในฤดูแล้งควรปลูกช่วงปลายเดือนมกราคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ และฤดูฝน ควรปลูกช่วงกลางเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคม การใช้ดินขาวเกาลินพ่นต้นมันสำปะหลังในอัตรา 20 40 60 และ 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทุกเดือน เป็นเวลา 6 เดือน ไม่มีผลต่อการควบคุมโรค แมลงศัตรู แต่มีแนวโน้มเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของมันสำปะหลัง โดยเฉพาะในพันธุ์ระยอง 5 ที่พิษณุโลก และสุโขทัย ส่วนในพันธุ์ระยอง 9 เห็นผลไม่ชัดเจน

โครงการวิจัยที่ 2 การสร้างธนาคารคาร์บอนในพื้นที่ปลูกพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน
ศุภกาญจน์ ล้วนมณี, วนิดา โนบรรเทา, ดาวรุ่ง คงเทียน, สุทัศนีย์ วงศ์ศุปไทย, ศรีสุดา ทิพยรักษ์, ชยันต์ ภักดีไทย, พรพรรณ สุทธิแย้ม, ปรีชา กาเพ็ชร, วัลลีย์ อมรพล, สมควร คล้องช้าง, กอบเกียรติ ไพศาลเจริญ, นงลักษ์ ปั้นลาย, แววตา พลกุล, ณัฐพงศ์ ศรีสมบัติ, จำนงค์ ชัญถาวร, ทัศนีย์ บุตรทอง, อนันต์ ทองภู, เนติรัฐ ชุมสุวรรณ, เกษม ชูสอน, เจิม จาประโคน, นภาพร คำนวณทิพย์ และสุพรรณณี เป็งคำ

กิจกรรมที่ 1 การสร้างธนาคารคาร์บอนในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
          การติดตามการกักเก็บคาร์บอนไว้ในดินในแปลงทดลองระยะยาวที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในดินร่วนเหนียวชุดดินสมอทอดพบว่า การใส่มูลไก่ 1 ตันต่อไร่ ทำให้สมดุลของคาร์บอนในพื้นที่มีค่าเกินดุล 113 กิโลกรัม C ต่อไร่ ในขณะที่การใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับมูลไก่ 1 ตันต่อไร่ สมดุลของคาร์บอนมีค่าเกินดุล 55 กิโลกรัม C ต่อไร่ อย่างไรก็ตาม คาร์บอนที่ถูกกักเก็บไว้ในดินยังคงมีการสลายตัวได้ตลอดเวลา และจากการติดตามการเปลี่ยนแปลงของคาร์บอนจากปี พ.ศ. 2527 ถึงปี พ.ศ. 2558 พบว่า การใส่มูลไก่ 1 ตันต่อไร่ คาร์บอนในดินลดลงในอัตราต่ำ 1 กิโลกรัม C ต่อไร่ต่อปี ในขณะที่การใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน คาร์บอนในดินลดลงในอัตรา 53 กิโลกรัม C ต่อไร่ต่อปี แต่หากไม่ใส่ปุ๋ยจะทำให้คาร์บอนในดินลดลงในอัตราสูงสุด 72 กิโลกรัม C ต่อไร่ต่อปี ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการใส่ปุ๋ยอินทรีย์นั้นทำให้สามารถรักษาระดับอินทรีย์คาร์บอนในดินได้ ซึ่งจะส่งผลให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์และมีศักยภาพในการผลิตพืชได้อย่างยั่งยืน ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินในการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในดินร่วนเหนียวชุดดินสมอทอดซึ่งมีระดับความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถือว่าเพียงพอต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแต่อาจเกิดความไม่ยั่งยืนในระยะยาวเนื่องจากทำให้อินทรีย์คาร์บอนลดน้อยถอยลงและจะส่งผลกระทบต่อระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินในที่สุด ดังนั้นวิธีการจัดการปุ๋ยที่เหมาะสมในการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในดินร่วนเหนียวชุดดินสมอทอดควรใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับการปลูกพืชหมุนเวียนตระกูลถั่วและไถกลบเศษซากพืชซึ่งจะช่วยเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนและลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ดีที่สุด

          1) ผลของการจัดการปุ๋ยและระบบปลูกพืชต่อการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากผิวดินพบว่า การจัดการปุ๋ยมีผลต่อการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากผิวดินสู่บรรยากาศมากกว่าการจัดการระบบปลูกพืช โดยพบว่าการใส่มูลไก่ หรือใส่ปุ๋ยเคมีร่วมกับมูลไก่ มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 2.16 และ 2.12 กิโลกรัม CO2 ต่อตารางเมตรต่อปี ตามลำดับ ในขณะที่การใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน (10-5-5 กิโลกรัม N-P2O5-K2O ต่อไร่) มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 1.90 กิโลกรัม CO2 ต่อตารางเมตรต่อปี ระบบที่ปลูกข้าวโพดตามด้วยข้าวฟ่าง ข้าวโพดตามด้วยถั่วเขียว และข้าวโพดตามด้วยถั่วแปบปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากผิวดินเฉลี่ย 1.93 - 2.03 กิโลกรัม CO2 ต่อตารางเมตรต่อปี ในขณะที่พื้นที่ว่างเปล่ามีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปลดปล่อยจากผิวดินเฉลี่ย 1.69 กิโลกรัม CO2 ต่อตารางเมตรต่อปี การใส่มูลไก่ 1 ตันต่อไร่

          2) การจัดการดินแบบไถพรวนมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 3.1 กิโลกรัม CO2 ต่อตารางเมตรต่อปี ในขณะที่วิธีการไม่ไถพรวนดินมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 3.0 กิโลกรัม CO2 ต่อตารางเมตรต่อปี สำหรับการใช้ปุ๋ยเคมีพบว่ามีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 3.00 กิโลกรัม CO2 ต่อตารางเมตรต่อปี และหากไม่ใส่ปุ๋ยเคมีพบว่ามีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 3.2 กิโลกรัม CO2 ต่อตารางเมตรต่อปี ส่วนการใช้ฟางข้าวคลุมดินมีแนวโน้มทำให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากผิวดินสูงกว่าการไม่ใช้ฟางข้าวคลุมดิน โดยวิธีการที่ใช้ฟางข้าวคลุมดินมีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 3.3 กิโลกรัม CO2 ต่อตารางเมตรต่อปี แต่หากไม่มีการคลุมดินด้วยฟางข้าวพบว่ามีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 2.9 กิโลกรัม CO2 ต่อตารางเมตรต่อปี อย่างไรก็ตาม การจัดการดินแบบไถพรวนดินร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมีและใช้ฟางข้าวคลุมดิน พบว่ามีอัตราการกักเก็บคาร์บอนในดิน 159 กิโลกรัม C ต่อไร่ต่อปี สูงกว่าวิธีการที่ไม่ไถพรวนดิน ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และไม่ใช้ฟางข้าวคลุมดิน ซึ่งทำให้ดินมีคาร์บอนลดลงมากถึง 9.2 กิโลกรัม C ต่อไร่ต่อปี

          3) การจัดการน้ำในพื้นที่ปลูกข้าวโพดที่เป็นดินเหนียวโดยการให้น้ำเสริมตามความต้องการของพืชทำให้ดินมีอุณหภูมิลดลง จึงทำให้ปริมาณการปลดปล่อยก๊าซ CO2 ลดน้อยลงกว่าระบบที่อาศัยน้ำฝน

กิจกรรมที่ 2 การสร้างธนาคารคาร์บอนในพื้นที่ปลูกอ้อย
          จากการศึกษาผลของการจัดการน้ำต่อการกักเก็บคาร์บอนไว้ในดินและการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากผิวดินในพื้นที่ปลูกอ้อยในดินร่วนปนทรายจังหวัดขอนแก่นพบว่า การให้น้ำที่ระดับ 12.5 เปอร์เซ็นต์ของความจุความชื้นดิน (AWC) ทำให้อินทรีย์คาร์บอนในดินเพิ่มขึ้นจาก 0.26 เปอร์เซ็นต์ เป็น 0.33 เปอร์เซ็นต์ ถ้าให้น้ำที่ระดับ 25.0 และ 37.5 เปอร์เซ็นต์ของ AWC อินทรีย์คาร์บอนในดินเพิ่มขึ้นเป็น 0.31 เปอรเซ็นต์ ในขณะที่สภาพที่อาศัยน้ำฝนหรือมีการให้น้ำในปริมาณมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของ AWC ทำให้ดินมีอินทรีย์คาร์บอนต่ำ ในขณะที่การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากผิวดินในพื้นที่ปลูกอ้อยในดินร่วนปนทรายขึ้นอยู่กับอัตราการเจริญเติบโตของอ้อยมากกว่าปัจจัยอื่น โดยการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากผิวดินเกิดขึ้นมากในช่วงระยะที่อ้อยมีอายุ 196 - 285 วันหลังปลูก หรือในระยะสร้างน้ำตาลซึ่งอ้อยมีอัตราการเจริญเติบโตสูงสุด

          การให้น้ำในการผลิตอ้อยในดินร่วนปนทรายทำให้ดินมีอุณหภูมิต่ำกว่ากรรมวิธีที่อาศัยน้ำฝน และส่งผลให้การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากผิวดินลดลง และการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับการให้น้ำเสริมตามความต้องการของอ้อย ทำให้ดินมีการปลดปล่อยก๊าซ CO2 น้อยกว่าในสภาพน้ำฝน แต่หากมีการใช้กากตะกอนหม้อกรองอ้อยพบว่า ในสภาพที่มีการให้น้ำ ส่งเสริมให้เกิดการสลายตัวของกากตะกอนหม้อกรองและทำให้มีการปลดปล่อยก๊าซ CO2 มากกว่าในสภาพอาศัยน้ำฝน

กิจกรรมที่ 3 การสร้างธนาคารคาร์บอนในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง
          จากการศึกษาผลของระบบปลูกพืช การจัดการปุ๋ยและเศษซากพืช ต่อการกักเก็บคาร์บอนไว้ในดินและการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากผิวดินในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังจากแปลงทดลองระยะยาวจังหวัดระยองและจังหวัดขอนแก่น สามารถสรุปได้ว่า การใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับการใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัตรา 1 ตันต่อไร่ มีประสิทธิภาพในการกักเก็บคาร์บอนไว้ในดินได้ดีที่สุด แต่การใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือการไถกลบเศษซากพืชในการปรับปรุงดินนั้นจะทำให้มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากผิวดินมากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวเล็กน้อย ดังนั้นในการพิจารณาวิธีการจัดการดินปุ๋ยที่เหมาะสมในการผลิตมันสำปะหลังต้องพิจารณาถึงประสิทธิภาพการผลิตที่สามารถรักษาคุณภาพดินและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจากการวิจัยสามารถสรุปได้ว่าการจัดการดินและปุ๋ยที่เหมาะสมสำหรับการผลิตมันสำปะหลังต้องมีการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน และควรมีการไถกลบเศษซากพืชหรือใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนไว้ในดิน

กิจกรรมที่ 4 การสร้างธนาคารคาร์บอนในพื้นที่ปลูกถั่วเหลือง
          จากการศึกษาการจัดการดินและปุ๋ยต่อการกักเก็บคาร์บอนไว้ในดินในระบบการผลิตถั่วเหลืองในสภาพนาและสภาพไร่ สามารถสรุปได้ว่า การใส่ปุ๋ยหมักอัตรา 2 ตันต่อไร่ ร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมี และ/หรือ ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม สามารถเพิ่มเติมปริมาณคาร์บอนกลับลงไปในดินได้มากกว่าการจัดการดินและปุ๋ยรูปแบบอื่นๆ โดยกรรมวิธีที่มีการไถพรวนดิน ใส่ปุ๋ยหมักอัตรา 2 ตันต่อไร่ ใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมและน้ำหมักจากผลไม้และสมุนไพรตามระบบเกษตรอินทรีย์ ทำให้ดินมีการสะสมอินทรีย์คาร์บอนสูงสุด อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการจัดการดินและปุ๋ยตามระบบเกษตรอินทรีย์พบว่า มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากผิวดินมากกว่าการจัดการดินและปุ๋ยในระบบที่ใช้ปุ๋ยเคมีอีกทั้งยังให้ผลผลิตค่อนข้างต่ำ ดังนั้นหากต้องการปลูกถั่วเหลืองในระบบเกษตรอินทรีย์ต้องใส่ปุ๋ยหมักในอัตราสูงกว่า 2 ตันต่อไร่ เพื่อให้มีปริมาณธาตุอาหารที่เพียงพอแก่ความต้องการของพืช


ไฟล์แนบ
.pdf   40_2559.pdf (ขนาด: 1.02 MB / ดาวน์โหลด: 514)
ตอบกลับ


ข้อความในเรื่องนี้
วิจัยและพัฒนาการผลิตพืชไร่และพืชทดแทนพลังงานในภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ - โดย doa - 06-13-2017, 03:15 PM

ไปยังหัวข้อ:


ผู้ที่กำลังดูเรื่องนี้: 1 ผู้เยี่ยมชม