คลังเอกสารความรู้
การใช้สารป้องกันกำจัดโรคทุเรียนหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อการส่งออก - printable_version

+- คลังเอกสารความรู้ (https://www.doa.go.th/share)
+-- คลังข้อมูล: การจัดการความรู้ KM (https://www.doa.go.th/share/forumdisplay.php?fid=62)
+--- คลังข้อมูล: วิจัยด้านพืชและเทคโนโลยีการเกษตร (https://www.doa.go.th/share/forumdisplay.php?fid=63)
+--- เรื่อง: การใช้สารป้องกันกำจัดโรคทุเรียนหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อการส่งออก (/showthread.php?tid=2589)



การใช้สารป้องกันกำจัดโรคทุเรียนหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อการส่งออก - doa - 05-02-2026

การใช้สารป้องกันกำจัดโรคทุเรียนหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อการส่งออก
กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร

          ทุเรียน (Durio zibethinus Murr.) ถือเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในตลาดส่งออก ซึ่งไทยครองตำแหน่งผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ของโลกโดยมีตลาดหลัก ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง และเวียดนาม การส่งออกทุเรียนผลสดคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 90 ของการส่งออกทุเรียนทั้งหมด ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 (มกราคม – มิถุนายน) มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 87,579 ล้านบาท ในปี 2568 ประเทศไทยมีพื้นที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1.26 ล้านไร่ และมีผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นกว่า 30% จากปี 2567 (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2568)

          การเพิ่มขึ้นของผลผลิตแม้จะเป็นสัญญาณบวก แต่ยังต้องคำนึงถึงระบบการจัดการคุณภาพโดยเฉพาะการจัดการทุเรียนหลังการเก็บเกี่ยวที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคผลเน่า เช่น โรคผลเน่าที่เกิดจากเชื้อรา Lasiodiplodia sp., Phytophthora palmivora, Colletotrichum sp. และ Phomopsis sp. ที่มักแสดงอาการในระหว่างการขนส่งและวางจำหน่ายส่งผลให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและกระทบต่อภาพลักษณ์ของทุเรียนไทยในตลาดต่างประเทศเกษตรกรและผู้ประกอบการจึงมีการใช้สารเคมีป้องกันกำำจัดโรคพืชมาใช้ในขั้นตอนหลังการเก็บเกี่ยวโดยนำมาชุบผลทุเรียน เพื่อยับยั้ง การเจริญเติบโตของเชื้อราและลดความเสียหายระหว่างการขนส่ง อย่างไรก็ตาม การใช้สารเคมีดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินการภายใต้หลักการ “การใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย” หมายถึงการใช้ในอัตราและระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ปริมาณสารเคมีตกค้างในผลผลิตไม่เกินค่ามาตรฐานที่ประเทศปลายทางกำหนด

          นอกจากประเด็นการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคหลังการเก็บเกี่ยวผู้นำเข้าหลักอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เพิ่มมาตรการตรวจสอบอย่างเข้มงวดตั้งแต่ปลายปี 2567 หลังตรวจพบการปนเปื้อนของโลหะหนัก “แคดเมียม” (cadmium) รวมถึงการพบสารต้องห้าม “บีวายทู” (Basic Yellow 2: BY2) ที่ใช้ย้อมสีเปลือกทุเรียนซึ่งเป็นสารต้องห้ามที่จัดอยู่ในกลุ่มสารที่มีความเสี่ยงก่อมะเร็ง ส่งผลให้จีนระงับการนนำเข้าทุเรียนชั่วคราวจากโรงคัดบรรจุและสวนบางแห่ง

          อีกหนึ่งปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของทุเรียนไทยในตลาดส่งออก คือ “ทุเรียนอ่อน” ที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ความแก่ต่ำมาตรฐาน ซึ่งปรากฏชัดตั้งแต่ต้นฤดูกาล โดยมีสัดส่วนสูงถึงกว่า 30% จากการสุ่มตรวจของกรมวิชาการเกษตรสาเหตุหลักมาจากการเร่งเก็บผลผลิตเพื่อให้ทันรอบการส่งออกและราคาทีจู่งใจรวมถึงการขาดเครื่องมือวัดความสุกที่แม่นยำและระบบคัดแยกที่มีประสิทธิภาพปัญหานี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการลดการรับซื้อหรือกดราคา และกระทบต่อภาพลักษณ์ของทุเรียนไทยในตลาดส่งออกโดยตรง

          ขณะเดียวกันประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในตลาดจีน โดยเฉพาะเวียดนามที่มีข้อได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ และมาเลเซียที่มีทุเรียนสายพันธุ์พรีเมียมอย่างมูซานคิง ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง

          สถานการณ์ในปี 2568 จึงสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับมาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยอาหารอย่างจริงจัง ทั้งในด้านการควบคุมคุณภาพ การตรวจสอบย้อนกลับ และการบริหารจัดการเชิงนโยบาย โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ป ระกอบการ สหกรณ์ และภาครัฐ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของตลาดส่งออก กระจายความเสี่ยงจากการพึงพาตลาดของสาธารณรัฐประชาชนจีน และสร้างความยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรมทุเรียนไทยในระยะยาว