<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
	<channel>
		<title><![CDATA[คลังเอกสารความรู้ - วิจัยด้านพืชและเทคโนโลยีการเกษตร]]></title>
		<link>https://www.doa.go.th/share/</link>
		<description><![CDATA[คลังเอกสารความรู้ - https://www.doa.go.th/share]]></description>
		<pubDate>Sun, 19 Apr 2026 13:04:40 +0000</pubDate>
		<generator>MyBB</generator>
		<item>
			<title><![CDATA[การใช้สารป้องกันกำจัดโรคทุเรียนหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อการส่งออก]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2589</link>
			<pubDate>Thu, 05 Feb 2026 03:28:19 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2589</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การใช้สารป้องกันกำจัดโรคทุเรียนหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อการส่งออก</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ทุเรียน (Durio zibethinus Murr.) ถือเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในตลาดส่งออก ซึ่งไทยครองตำแหน่งผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ของโลกโดยมีตลาดหลัก ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง และเวียดนาม การส่งออกทุเรียนผลสดคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 90 ของการส่งออกทุเรียนทั้งหมด ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 (มกราคม – มิถุนายน) มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 87,579 ล้านบาท ในปี 2568 ประเทศไทยมีพื้นที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1.26 ล้านไร่ และมีผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นกว่า 30% จากปี 2567 (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2568)<br />
<br />
          การเพิ่มขึ้นของผลผลิตแม้จะเป็นสัญญาณบวก แต่ยังต้องคำนึงถึงระบบการจัดการคุณภาพโดยเฉพาะการจัดการทุเรียนหลังการเก็บเกี่ยวที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคผลเน่า เช่น โรคผลเน่าที่เกิดจากเชื้อรา Lasiodiplodia sp., Phytophthora palmivora, Colletotrichum sp. และ Phomopsis sp. ที่มักแสดงอาการในระหว่างการขนส่งและวางจำหน่ายส่งผลให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและกระทบต่อภาพลักษณ์ของทุเรียนไทยในตลาดต่างประเทศเกษตรกรและผู้ประกอบการจึงมีการใช้สารเคมีป้องกันกำำจัดโรคพืชมาใช้ในขั้นตอนหลังการเก็บเกี่ยวโดยนำมาชุบผลทุเรียน เพื่อยับยั้ง การเจริญเติบโตของเชื้อราและลดความเสียหายระหว่างการขนส่ง อย่างไรก็ตาม การใช้สารเคมีดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินการภายใต้หลักการ “การใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย” หมายถึงการใช้ในอัตราและระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ปริมาณสารเคมีตกค้างในผลผลิตไม่เกินค่ามาตรฐานที่ประเทศปลายทางกำหนด<br />
<br />
          นอกจากประเด็นการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคหลังการเก็บเกี่ยวผู้นำเข้าหลักอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เพิ่มมาตรการตรวจสอบอย่างเข้มงวดตั้งแต่ปลายปี 2567 หลังตรวจพบการปนเปื้อนของโลหะหนัก “แคดเมียม” (cadmium) รวมถึงการพบสารต้องห้าม “บีวายทู” (Basic Yellow 2: BY2) ที่ใช้ย้อมสีเปลือกทุเรียนซึ่งเป็นสารต้องห้ามที่จัดอยู่ในกลุ่มสารที่มีความเสี่ยงก่อมะเร็ง ส่งผลให้จีนระงับการนนำเข้าทุเรียนชั่วคราวจากโรงคัดบรรจุและสวนบางแห่ง<br />
<br />
          อีกหนึ่งปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของทุเรียนไทยในตลาดส่งออก คือ “ทุเรียนอ่อน” ที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ความแก่ต่ำมาตรฐาน ซึ่งปรากฏชัดตั้งแต่ต้นฤดูกาล โดยมีสัดส่วนสูงถึงกว่า 30% จากการสุ่มตรวจของกรมวิชาการเกษตรสาเหตุหลักมาจากการเร่งเก็บผลผลิตเพื่อให้ทันรอบการส่งออกและราคาทีจู่งใจรวมถึงการขาดเครื่องมือวัดความสุกที่แม่นยำและระบบคัดแยกที่มีประสิทธิภาพปัญหานี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการลดการรับซื้อหรือกดราคา และกระทบต่อภาพลักษณ์ของทุเรียนไทยในตลาดส่งออกโดยตรง<br />
<br />
          ขณะเดียวกันประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในตลาดจีน โดยเฉพาะเวียดนามที่มีข้อได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ และมาเลเซียที่มีทุเรียนสายพันธุ์พรีเมียมอย่างมูซานคิง ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง</div>
<br />
          สถานการณ์ในปี 2568 จึงสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับมาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยอาหารอย่างจริงจัง ทั้งในด้านการควบคุมคุณภาพ การตรวจสอบย้อนกลับ และการบริหารจัดการเชิงนโยบาย โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ป ระกอบการ สหกรณ์ และภาครัฐ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของตลาดส่งออก กระจายความเสี่ยงจากการพึงพาตลาดของสาธารณรัฐประชาชนจีน และสร้างความยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรมทุเรียนไทยในระยะยาว<br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3201" target="_blank" title="">การใช้สารป้องกันกำจัดโรคทุเรียนหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อการส่งออก.pdf</a> (ขนาด: 41.02 MB / ดาวน์โหลด: 549)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การใช้สารป้องกันกำจัดโรคทุเรียนหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อการส่งออก</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ทุเรียน (Durio zibethinus Murr.) ถือเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในตลาดส่งออก ซึ่งไทยครองตำแหน่งผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ของโลกโดยมีตลาดหลัก ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง และเวียดนาม การส่งออกทุเรียนผลสดคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 90 ของการส่งออกทุเรียนทั้งหมด ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 (มกราคม – มิถุนายน) มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 87,579 ล้านบาท ในปี 2568 ประเทศไทยมีพื้นที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1.26 ล้านไร่ และมีผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นกว่า 30% จากปี 2567 (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2568)<br />
<br />
          การเพิ่มขึ้นของผลผลิตแม้จะเป็นสัญญาณบวก แต่ยังต้องคำนึงถึงระบบการจัดการคุณภาพโดยเฉพาะการจัดการทุเรียนหลังการเก็บเกี่ยวที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคผลเน่า เช่น โรคผลเน่าที่เกิดจากเชื้อรา Lasiodiplodia sp., Phytophthora palmivora, Colletotrichum sp. และ Phomopsis sp. ที่มักแสดงอาการในระหว่างการขนส่งและวางจำหน่ายส่งผลให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและกระทบต่อภาพลักษณ์ของทุเรียนไทยในตลาดต่างประเทศเกษตรกรและผู้ประกอบการจึงมีการใช้สารเคมีป้องกันกำำจัดโรคพืชมาใช้ในขั้นตอนหลังการเก็บเกี่ยวโดยนำมาชุบผลทุเรียน เพื่อยับยั้ง การเจริญเติบโตของเชื้อราและลดความเสียหายระหว่างการขนส่ง อย่างไรก็ตาม การใช้สารเคมีดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินการภายใต้หลักการ “การใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย” หมายถึงการใช้ในอัตราและระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ปริมาณสารเคมีตกค้างในผลผลิตไม่เกินค่ามาตรฐานที่ประเทศปลายทางกำหนด<br />
<br />
          นอกจากประเด็นการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคหลังการเก็บเกี่ยวผู้นำเข้าหลักอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เพิ่มมาตรการตรวจสอบอย่างเข้มงวดตั้งแต่ปลายปี 2567 หลังตรวจพบการปนเปื้อนของโลหะหนัก “แคดเมียม” (cadmium) รวมถึงการพบสารต้องห้าม “บีวายทู” (Basic Yellow 2: BY2) ที่ใช้ย้อมสีเปลือกทุเรียนซึ่งเป็นสารต้องห้ามที่จัดอยู่ในกลุ่มสารที่มีความเสี่ยงก่อมะเร็ง ส่งผลให้จีนระงับการนนำเข้าทุเรียนชั่วคราวจากโรงคัดบรรจุและสวนบางแห่ง<br />
<br />
          อีกหนึ่งปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของทุเรียนไทยในตลาดส่งออก คือ “ทุเรียนอ่อน” ที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ความแก่ต่ำมาตรฐาน ซึ่งปรากฏชัดตั้งแต่ต้นฤดูกาล โดยมีสัดส่วนสูงถึงกว่า 30% จากการสุ่มตรวจของกรมวิชาการเกษตรสาเหตุหลักมาจากการเร่งเก็บผลผลิตเพื่อให้ทันรอบการส่งออกและราคาทีจู่งใจรวมถึงการขาดเครื่องมือวัดความสุกที่แม่นยำและระบบคัดแยกที่มีประสิทธิภาพปัญหานี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการลดการรับซื้อหรือกดราคา และกระทบต่อภาพลักษณ์ของทุเรียนไทยในตลาดส่งออกโดยตรง<br />
<br />
          ขณะเดียวกันประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในตลาดจีน โดยเฉพาะเวียดนามที่มีข้อได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ และมาเลเซียที่มีทุเรียนสายพันธุ์พรีเมียมอย่างมูซานคิง ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง</div>
<br />
          สถานการณ์ในปี 2568 จึงสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับมาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยอาหารอย่างจริงจัง ทั้งในด้านการควบคุมคุณภาพ การตรวจสอบย้อนกลับ และการบริหารจัดการเชิงนโยบาย โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ป ระกอบการ สหกรณ์ และภาครัฐ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของตลาดส่งออก กระจายความเสี่ยงจากการพึงพาตลาดของสาธารณรัฐประชาชนจีน และสร้างความยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรมทุเรียนไทยในระยะยาว<br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3201" target="_blank" title="">การใช้สารป้องกันกำจัดโรคทุเรียนหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อการส่งออก.pdf</a> (ขนาด: 41.02 MB / ดาวน์โหลด: 549)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[การจัดการเพลี้ยแป้งลำไยเพื่อการส่งออก]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2587</link>
			<pubDate>Mon, 26 Jan 2026 04:01:24 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2587</guid>
			<description><![CDATA[<div style="text-align: justify;" class="mycode_align"><span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การจัดการเพลี้ยแป้งลำไยเพื่อการส่งออก</span></div>
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 กรมวิชาการเกษตร</span><br />
  <br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ลำไยเป็นไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทยและมีบทบาทโดดเด่นในฐานะสินค้าเกษตร เพื่อการส่งออก ในปี 2567 ประเทศไทยมีพื้นที่ให้ผลผลิตลำไยจำนวน 1,662,899 ไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 864 กิโลกรัมต่อไร่ โดยมีปริมาณการส่งออกลำไยสด 527,927 ตัน คิดเป็นมูลค่า 19,687 ล้านบาท ลำไยอบแห้ง 118,701 ต้น มูลค่า 7,806 ล้านบาท ลำไยบรรจุภาชนะอัดลม 15,269 ตัน มูลค่า 1,148 ล้านบาท และลำไยแช่แข็ง 40 ตัน มูลค่า 5 ล้านบาท ประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม<br />
<br />
          แหล่งผลิตลำไยที่สำคัญของประเทศ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่และลำพูนในภาคเหนือตอนบน รวมถึงจังหวัดจันทบุรีในภาคตะวันออก ซึ่งมีสภาพพื้นที่และภูมิอากาศเหมาะสมต่อการปลูกลำไย สามารถผลิตลำไยนอกฤดูได้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกพันธุ์ดอ ซึ่งมีความเหมาะสมทั้งสำหรับการบริโภคสดและการแปรรูปอบแห้ง อีกทั้งยังสามารถผลิตได้ทั้งในฤดูและนอกฤดูให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานตลาดทั้งในและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่กระทบต่อคุณภาพ ผลผลิตและความปลอดภัยด้านการส่งออก คือ การระบาดของเพลี้ยแป้งซึ่งเป็นศัตรูพืชที่สร้างความเสียหายต่อผลผลิตและมีผลต่อมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ <br />
<br />
          เอกสารวิชาการเรื่อง “การจัดการเพลี้ยแป้งลำไยเพื่อการส่งออก” ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ด้านการผลิตและการส่งออกลำไย ครอบคลุมสถานการณ์การผลิตลำไยและสถานการณ์การส่งออก ลักษณะและความสำคัญของเพลี้ยแป้งศัตรูลำไย แนวทางการจัดการเพลี้ยแป้งทั้งในแปลงปลูกและโรงคัดบรรจุ ก่อนการส่งออก กระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงการประเมินความเสี่ยงในกระบวนการผลิตลำไยส่งออก นอกจากนี้ยังนำเสนอการบูรณาการแก้ปัญหาเพลี้ยแป้งในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออก เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนาคุณภาพผลผลิตลำไยให้ได้มาตรฐานปลอดภัย และตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3199" target="_blank" title="">การจัดการเพลี้ยแป้งลำไยเพื่อการส่งออก.pdf</a> (ขนาด: 32.2 MB / ดาวน์โหลด: 151)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="text-align: justify;" class="mycode_align"><span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การจัดการเพลี้ยแป้งลำไยเพื่อการส่งออก</span></div>
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 กรมวิชาการเกษตร</span><br />
  <br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ลำไยเป็นไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทยและมีบทบาทโดดเด่นในฐานะสินค้าเกษตร เพื่อการส่งออก ในปี 2567 ประเทศไทยมีพื้นที่ให้ผลผลิตลำไยจำนวน 1,662,899 ไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 864 กิโลกรัมต่อไร่ โดยมีปริมาณการส่งออกลำไยสด 527,927 ตัน คิดเป็นมูลค่า 19,687 ล้านบาท ลำไยอบแห้ง 118,701 ต้น มูลค่า 7,806 ล้านบาท ลำไยบรรจุภาชนะอัดลม 15,269 ตัน มูลค่า 1,148 ล้านบาท และลำไยแช่แข็ง 40 ตัน มูลค่า 5 ล้านบาท ประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม<br />
<br />
          แหล่งผลิตลำไยที่สำคัญของประเทศ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่และลำพูนในภาคเหนือตอนบน รวมถึงจังหวัดจันทบุรีในภาคตะวันออก ซึ่งมีสภาพพื้นที่และภูมิอากาศเหมาะสมต่อการปลูกลำไย สามารถผลิตลำไยนอกฤดูได้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกพันธุ์ดอ ซึ่งมีความเหมาะสมทั้งสำหรับการบริโภคสดและการแปรรูปอบแห้ง อีกทั้งยังสามารถผลิตได้ทั้งในฤดูและนอกฤดูให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานตลาดทั้งในและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่กระทบต่อคุณภาพ ผลผลิตและความปลอดภัยด้านการส่งออก คือ การระบาดของเพลี้ยแป้งซึ่งเป็นศัตรูพืชที่สร้างความเสียหายต่อผลผลิตและมีผลต่อมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ <br />
<br />
          เอกสารวิชาการเรื่อง “การจัดการเพลี้ยแป้งลำไยเพื่อการส่งออก” ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ด้านการผลิตและการส่งออกลำไย ครอบคลุมสถานการณ์การผลิตลำไยและสถานการณ์การส่งออก ลักษณะและความสำคัญของเพลี้ยแป้งศัตรูลำไย แนวทางการจัดการเพลี้ยแป้งทั้งในแปลงปลูกและโรงคัดบรรจุ ก่อนการส่งออก กระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงการประเมินความเสี่ยงในกระบวนการผลิตลำไยส่งออก นอกจากนี้ยังนำเสนอการบูรณาการแก้ปัญหาเพลี้ยแป้งในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออก เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนาคุณภาพผลผลิตลำไยให้ได้มาตรฐานปลอดภัย และตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3199" target="_blank" title="">การจัดการเพลี้ยแป้งลำไยเพื่อการส่งออก.pdf</a> (ขนาด: 32.2 MB / ดาวน์โหลด: 151)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[การจัดการมันสำปะหลังในการป้องกันกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบครบวงจร (ทั้งระบบ)]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2583</link>
			<pubDate>Mon, 18 Aug 2025 04:03:02 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2583</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การจัดการมันสำปะหลังในการป้องกันกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบครบวงจร (ทั้งระบบ) <br />
</span><span style="font-style: italic;" class="mycode_i"> สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">           โรคใบด่างมันสำปะหลังเป็นโรคที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจในการผลิตมันสำปะหลัง ทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังลดลง 10 - 80 เปอร์เซ็นต์ หรือทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมันสำปะหลัง โรคใบด่างมันสำปะหลังมีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Cassava mosaic geminiviruses (CMGs) ที่มีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นแมลงพาหะในการถ่ายทอดโรค ในปัจจุบันมีการพบการแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางในพื้นที่ที่มีการปลูกมันสำปะหลังในทวีปแอฟริกาและบริเวณเกาะที่ตั้งอยู่รอบๆ แอฟริกา สำหรับในทวีปเอเชียมีการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในประเทศอินเดียและประเทศศรีลังกาที่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส Indian cassava mosaic virus (ICMV) และ Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) จนกระทั่งในปี 2558 ได้พบรายงานการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อไวรัส SLCMV ในจังหวัดรัตนคีรี บริเวณภาคตะวันออกของประเทศกัมพูชา ต่อมาได้มีการแพร่ระบาดไปยังประเทศเวียดนาม จีน ไทย และลาว</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          เอกสารวิชาการการจัดการมันสำปะหลังในการป้องกันกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบครบวงจร (ทั้งระบบ) เล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในการป้องกันกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อไวรัส SLCMV การตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลัง แมลงหวี่ขาวยาสูบพาหะของโรค การจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลังในประเทศไทย พันธุ์มันสำปะหลังที่ต้านทานต่อโรคใบด่างมันสำปะหลัง รวมถึงเครื่องหมายโมเลกุลเพื่อช่วยคัดเลือกลักษณะต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง คณะทำงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารวิชาการฉบับนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับท่านเพื่อนำไปปฏิบัติ หรือใช้ประโยชน์ ในการป้องกันกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป </div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3179" target="_blank" title="">การจัดการมันสำปะหลังในการป้องกันโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบครงวงจร (ทั้งระบบ).pdf</a> (ขนาด: 9.44 MB / ดาวน์โหลด: 1079)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การจัดการมันสำปะหลังในการป้องกันกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบครบวงจร (ทั้งระบบ) <br />
</span><span style="font-style: italic;" class="mycode_i"> สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">           โรคใบด่างมันสำปะหลังเป็นโรคที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจในการผลิตมันสำปะหลัง ทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังลดลง 10 - 80 เปอร์เซ็นต์ หรือทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมันสำปะหลัง โรคใบด่างมันสำปะหลังมีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Cassava mosaic geminiviruses (CMGs) ที่มีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นแมลงพาหะในการถ่ายทอดโรค ในปัจจุบันมีการพบการแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางในพื้นที่ที่มีการปลูกมันสำปะหลังในทวีปแอฟริกาและบริเวณเกาะที่ตั้งอยู่รอบๆ แอฟริกา สำหรับในทวีปเอเชียมีการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในประเทศอินเดียและประเทศศรีลังกาที่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส Indian cassava mosaic virus (ICMV) และ Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) จนกระทั่งในปี 2558 ได้พบรายงานการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อไวรัส SLCMV ในจังหวัดรัตนคีรี บริเวณภาคตะวันออกของประเทศกัมพูชา ต่อมาได้มีการแพร่ระบาดไปยังประเทศเวียดนาม จีน ไทย และลาว</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          เอกสารวิชาการการจัดการมันสำปะหลังในการป้องกันกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบครบวงจร (ทั้งระบบ) เล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในการป้องกันกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อไวรัส SLCMV การตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลัง แมลงหวี่ขาวยาสูบพาหะของโรค การจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลังในประเทศไทย พันธุ์มันสำปะหลังที่ต้านทานต่อโรคใบด่างมันสำปะหลัง รวมถึงเครื่องหมายโมเลกุลเพื่อช่วยคัดเลือกลักษณะต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง คณะทำงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารวิชาการฉบับนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับท่านเพื่อนำไปปฏิบัติ หรือใช้ประโยชน์ ในการป้องกันกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป </div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3179" target="_blank" title="">การจัดการมันสำปะหลังในการป้องกันโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบครงวงจร (ทั้งระบบ).pdf</a> (ขนาด: 9.44 MB / ดาวน์โหลด: 1079)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[การผลิตพืชหลังนา]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2582</link>
			<pubDate>Mon, 24 Mar 2025 04:14:39 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2582</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">องค์ความรู้ ด้านการผลิตพืชหลังนา</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สุรกิตติ ศรีกุล </span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ประเทศไทยมีการผลิตข้าวที่ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุด ข้าวถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักและในหลายพื้นที่ที่มีระบบชลประทานสามารถปลูกข้าวได้ 2 - 3 ครั้งต่อปี ข้าวยังเป็นพืชที่ใช้ทรัพยากรน้ำในการผลิตที่สูงหากเปรียบกับพืชไร่ และในพื้นที่นาปรังที่ใช้ระบบชลประทานบางพื้นที่ปริมาณน้ำไม่เพียงพอจนมีการปล่อยพื้นที่ว่างเปล่าเกิดการใช้พื้นที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นการเลือกชนิดพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่หลังนาจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการจัดการพื้นที่ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับกรมวิชาการเกษตรมีองค์ความรู้ด้านการผลิตพืชทั้งพืชไร่และพืชสวน และได้มีการทดสอบการผลิตพืชหลังนาในพื้นที่ศูนย์และสํานักวิจัยและพัฒนาในพื้นที่หลายชนิด จึงได้มีการรวบรวมองค์ความรู้เพื่อจัดทําเป็นหนังสือ “องค์ความรู้ด้านการผลิตพืชหลังนา” ซึ่งมีข้อมูลทางวิชาการและทางปฏิบัติโดยเนื้อหาส่วนใหญ่เกิดจาก งานวิจัย การสั่งสมองค์ความรู้และประสบการณ์จากนักวิจัย เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการผลิตพืชให้กับบุคคลในหน่วยงาน เกษตรกร ในแต่ละพื้นที่จนประสบความสําเร็จและเป็นแบบอย่างที่ดี พร้อมเป็นแนวทางให้แก่บุคคลทั่วไปที่สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้ เพื่อเป็นแนวทางในการผลิตพืชหลังนาต่อไป</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3183" target="_blank" title="">องค์ความรู้ ด้านการผลิตพืชหลังนา.pdf</a> (ขนาด: 5.2 MB / ดาวน์โหลด: 186)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">องค์ความรู้ ด้านการผลิตพืชหลังนา</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สุรกิตติ ศรีกุล </span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ประเทศไทยมีการผลิตข้าวที่ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุด ข้าวถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักและในหลายพื้นที่ที่มีระบบชลประทานสามารถปลูกข้าวได้ 2 - 3 ครั้งต่อปี ข้าวยังเป็นพืชที่ใช้ทรัพยากรน้ำในการผลิตที่สูงหากเปรียบกับพืชไร่ และในพื้นที่นาปรังที่ใช้ระบบชลประทานบางพื้นที่ปริมาณน้ำไม่เพียงพอจนมีการปล่อยพื้นที่ว่างเปล่าเกิดการใช้พื้นที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นการเลือกชนิดพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่หลังนาจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการจัดการพื้นที่ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับกรมวิชาการเกษตรมีองค์ความรู้ด้านการผลิตพืชทั้งพืชไร่และพืชสวน และได้มีการทดสอบการผลิตพืชหลังนาในพื้นที่ศูนย์และสํานักวิจัยและพัฒนาในพื้นที่หลายชนิด จึงได้มีการรวบรวมองค์ความรู้เพื่อจัดทําเป็นหนังสือ “องค์ความรู้ด้านการผลิตพืชหลังนา” ซึ่งมีข้อมูลทางวิชาการและทางปฏิบัติโดยเนื้อหาส่วนใหญ่เกิดจาก งานวิจัย การสั่งสมองค์ความรู้และประสบการณ์จากนักวิจัย เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการผลิตพืชให้กับบุคคลในหน่วยงาน เกษตรกร ในแต่ละพื้นที่จนประสบความสําเร็จและเป็นแบบอย่างที่ดี พร้อมเป็นแนวทางให้แก่บุคคลทั่วไปที่สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้ เพื่อเป็นแนวทางในการผลิตพืชหลังนาต่อไป</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3183" target="_blank" title="">องค์ความรู้ ด้านการผลิตพืชหลังนา.pdf</a> (ขนาด: 5.2 MB / ดาวน์โหลด: 186)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[การจัดการผลิตพืชเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำ]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2581</link>
			<pubDate>Mon, 27 Jan 2025 04:10:59 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2581</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การจัดการผลิตพืชเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำ</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">กองวิจัยพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่และการจัดการก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคเกษตร กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ด้วยสถานการณ์ที่อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เป็นเหตุให้เกิดสภาวะอากาศแปรปรวนส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนโดยเฉพาะในภาคการเกษตรหรือการผลิตพืช กรมวิชาการเกษตรจึงได้จัดทำเอกสารวิชาการการจัดการผลิตพืชเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำฉบับนี้ ขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางในการผลิตพืชเศรษฐกิจที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของการผลิตพืชเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้ผู้ผลิตพืชเศรษฐกิจตระหนักถึงความสำคัญของการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและใช้เป็นข้อมูลประกอบสำหรับการส่งออก รองรับข้อกำหนดหรือมาตรการต่างๆ ที่จะมีขึ้นในอนาคต ตัวอย่างเช่น ข้อกำหนดหรือภาษาคาร์บอนข้ามแดนของสหภาพยุโรปและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกพืชเศรษฐกิจเหล่านี้ และเป็นทางเลือกหนึ่งให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3188" target="_blank" title="">การจัดการผลิตพืชเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำ.pdf</a> (ขนาด: 33.22 MB / ดาวน์โหลด: 353)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การจัดการผลิตพืชเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำ</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">กองวิจัยพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่และการจัดการก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคเกษตร กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ด้วยสถานการณ์ที่อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เป็นเหตุให้เกิดสภาวะอากาศแปรปรวนส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนโดยเฉพาะในภาคการเกษตรหรือการผลิตพืช กรมวิชาการเกษตรจึงได้จัดทำเอกสารวิชาการการจัดการผลิตพืชเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำฉบับนี้ ขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางในการผลิตพืชเศรษฐกิจที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของการผลิตพืชเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้ผู้ผลิตพืชเศรษฐกิจตระหนักถึงความสำคัญของการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและใช้เป็นข้อมูลประกอบสำหรับการส่งออก รองรับข้อกำหนดหรือมาตรการต่างๆ ที่จะมีขึ้นในอนาคต ตัวอย่างเช่น ข้อกำหนดหรือภาษาคาร์บอนข้ามแดนของสหภาพยุโรปและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกพืชเศรษฐกิจเหล่านี้ และเป็นทางเลือกหนึ่งให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3188" target="_blank" title="">การจัดการผลิตพืชเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำ.pdf</a> (ขนาด: 33.22 MB / ดาวน์โหลด: 353)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[การจัดการทุเรียนเพื่อการส่งออกตลอดห่วงโซ่อุปทาน]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2579</link>
			<pubDate>Fri, 11 Oct 2024 08:12:06 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2579</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การจัดการทุเรียนเพื่อการส่งออกตลอดห่วงโซ่อุปทาน</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ตามที่กรมวิชาการเกษตรได้มีนโยบายในการจัดการองค์ความรู้ของกรมวิชาการเกษตร เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติราชการตามประเด็นยุทธศาสตร์ของส่วนราชการ คณะกรรมการจัดการความรู้ กรมวิชาการเกษตรได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานจัดการองค์ความรู้ การจัดการทุเรียนเพื่อการส่งออกตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อดำเนินการจัดการความรู้ของกรมวิชาการเกษตรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมตามแผนการจัดการองค์ความรู้ให้บรรลุเป้าหมาย เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด ซึ่งการจัดการความรู้สามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการบรรลุเป้าหมายของงาน การพัฒนาคน การพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้</div>
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ทุเรียนเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่มีความสำคัญและมีมูลค่าการส่งออกสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ โดยส่งออกเป็นทุเรียนสดมากกว่าร้อยละ 90 ของการส่งออกทั้งหมด ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบประเทศคู่แข่งในเรื่องปริมาณผลผลิตที่มีจำนวนมาก คุณภาพทุเรียนเป็นที่ยอมรับ และมีประสบการณ์การส่งออกที่ยาวนาน การผลิตทุเรียนเพื่อให้ได้คุณภาพนั้น จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่ดีตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการค้าของประเทศ กรมวิชาการเกษตร มีการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำตลอดจนถึงปลายน้ำ จึงได้รวบรวมองค์ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (tacit knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซึ่งเป็นนามธรรม และความรู้ที่ชัดแจ้ง (explicit knowledge) เป็นความรู้แบบรูปธรรมที่สามารถรวบรวม เพื่อถ่ายทอดโดยผ่านวิธีต่างๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่างๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาคนและองค์กร<br />
          กรมวิชาการเกษตร ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของทุเรียนจึงได้ดำเนินการรวบรวมความรู้ที่มีอยู่ในหน่วยงาน ทั้งในตัวบุคคลหรือเอกสารวิชาการ เพื่อจัดทำเอกสารการจัดการองค์ความรู้ เรื่อง “การจัดการทุเรียนเพื่อการส่งออกตลอดห่วงโซ่อุปทาน” โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่บุคคลากรในกรมวิชาการเกษตร เกษตรกร บุคคลทั่วไปที่มีความสนใจในการจัดการทุเรียน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3187" target="_blank" title="">การจัดการทุเรียนเพื่อการส่งออกตลอดห่วงโซ่อุปทาน.pdf</a> (ขนาด: 16.18 MB / ดาวน์โหลด: 268)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การจัดการทุเรียนเพื่อการส่งออกตลอดห่วงโซ่อุปทาน</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ตามที่กรมวิชาการเกษตรได้มีนโยบายในการจัดการองค์ความรู้ของกรมวิชาการเกษตร เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติราชการตามประเด็นยุทธศาสตร์ของส่วนราชการ คณะกรรมการจัดการความรู้ กรมวิชาการเกษตรได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานจัดการองค์ความรู้ การจัดการทุเรียนเพื่อการส่งออกตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อดำเนินการจัดการความรู้ของกรมวิชาการเกษตรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมตามแผนการจัดการองค์ความรู้ให้บรรลุเป้าหมาย เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด ซึ่งการจัดการความรู้สามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการบรรลุเป้าหมายของงาน การพัฒนาคน การพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้</div>
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ทุเรียนเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่มีความสำคัญและมีมูลค่าการส่งออกสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ โดยส่งออกเป็นทุเรียนสดมากกว่าร้อยละ 90 ของการส่งออกทั้งหมด ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบประเทศคู่แข่งในเรื่องปริมาณผลผลิตที่มีจำนวนมาก คุณภาพทุเรียนเป็นที่ยอมรับ และมีประสบการณ์การส่งออกที่ยาวนาน การผลิตทุเรียนเพื่อให้ได้คุณภาพนั้น จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่ดีตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการค้าของประเทศ กรมวิชาการเกษตร มีการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำตลอดจนถึงปลายน้ำ จึงได้รวบรวมองค์ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (tacit knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซึ่งเป็นนามธรรม และความรู้ที่ชัดแจ้ง (explicit knowledge) เป็นความรู้แบบรูปธรรมที่สามารถรวบรวม เพื่อถ่ายทอดโดยผ่านวิธีต่างๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่างๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาคนและองค์กร<br />
          กรมวิชาการเกษตร ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของทุเรียนจึงได้ดำเนินการรวบรวมความรู้ที่มีอยู่ในหน่วยงาน ทั้งในตัวบุคคลหรือเอกสารวิชาการ เพื่อจัดทำเอกสารการจัดการองค์ความรู้ เรื่อง “การจัดการทุเรียนเพื่อการส่งออกตลอดห่วงโซ่อุปทาน” โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่บุคคลากรในกรมวิชาการเกษตร เกษตรกร บุคคลทั่วไปที่มีความสนใจในการจัดการทุเรียน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3187" target="_blank" title="">การจัดการทุเรียนเพื่อการส่งออกตลอดห่วงโซ่อุปทาน.pdf</a> (ขนาด: 16.18 MB / ดาวน์โหลด: 268)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[คำแนะนำการทำแปลงทดลองการสลายตัวของสารพิษตกค้างจากการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรในผัก]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2578</link>
			<pubDate>Mon, 30 Sep 2024 02:54:02 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2578</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">คำแนะนำการทำแปลงทดลองการสลายตัวของสารพิษตกค้างจากการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรในผัก ผลไม้ และธัญพืช</span><br />
กลุ่มวิจัยวัตถุมีพิษการเกษตร กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร<br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ข้อมูลสารพิษตกค้างของวัตถุอันตรายทางการเกษตรมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับการพิจารณาระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตหลังการพ่นสารครั้งสุดท้าย (Pre-Harvest Interval หรือ PHI) ในพืชอาหาร โดยจะต้องเป็นข้อมูลที่ได้จากการทำแปลงทดลองสารพิษตกค้างที่เป็นตามหลักวิชาการและสอดคล้องกับมาตรฐานกำหนด ได้แก่ สถานที่ทำแปลง ขนาดพื้นที่ อัตราการใช้ จำนวนครั้ง ช่วงการพ่น วิธีการสุ่มเก็บ และปริมาณตัวอย่างที่สุ่มเก็บ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลสารพิษตกค้างจากการทดลองวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผลตรงตามวัตถุประสงค์</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ปัจจุบันการทำแปลงทดลองการสลายตัวของสารพิษตกค้างจากการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรเพื่อให้ได้ข้อมูลสารพิษตกค้างนั้น จะดำเนินการโดยผู้ที่ประสงค์จะขอขึ้นทะเบียนหรือต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายในพืชอาหาร ก่อนเริ่มดำเนินการทดลองจะยื่นเอกสารขออนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตร ตามรายละเอียดการจัดทำแผนการทดลองสารพิษตกค้างที่กรมวิชาการเกษตรกำหนด ได้แก่ สถานที่ทำแปลงทดลอง การวางแผนการทดลอง จำนวนการทดลอง จำนวนซ้ำ ขนาดแปลง ระยะปลูก การใส่ปุ๋ย และกรรมวิธีการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรต้องสอดคล้องกับผลการทดลองประสิทธิภาพ โดยให้ระบุวิธีการใช้ อัตราการใช้ จำนวนครั้ง ช่วงการพ่น (Interval) การใช้วัตถุอันตรายชนิดอื่น และระยะเก็บเกี่ยวหลังการใช้วัตถุอันตรายครั้งสุดท้าย วิธีการสุ่มตัวอย่าง และขนาดของตัวอย่างที่สุ่มเก็บจากแปลงทดลอง</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          คำแนะนำการทำแปลงทดลองการสลายตัวของสารพิษตกค้างจากการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรในผัก ผลไม้ และธัญพืช ฉบับนี้ เป็นฉบับปรับปรุงจากเอกสารคำแนะนำการทดลองสารพิษตกค้างของวัตถุอันตรายทางการเกษตร ซึ่งเป็นเอกสารวิชาการของกลุ่มงานวิจัยสารพิษตกค้าง กลุ่มวิจัยวัตถุมีพิษการเกษตร กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการทำแปลงทดลองสารพิษตกค้างในพืชอาหารสำหรับผู้ขึ้นทะเบียนหรือต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร ครอบคลุมพืชผัก ผลไม้ และธัญพืช ในประเทศไทยที่เป็นปัจจุบันให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน และถูกต้องตามหลักวิชาการ</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3186" target="_blank" title="">คำแนะนำการทำแปลงทดลองการสลายตัวของสารพิษตกค้างจากการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรในผัก ผลไม้ และธัญพืช.pdf</a> (ขนาด: 1.4 MB / ดาวน์โหลด: 141)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">คำแนะนำการทำแปลงทดลองการสลายตัวของสารพิษตกค้างจากการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรในผัก ผลไม้ และธัญพืช</span><br />
กลุ่มวิจัยวัตถุมีพิษการเกษตร กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร<br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ข้อมูลสารพิษตกค้างของวัตถุอันตรายทางการเกษตรมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับการพิจารณาระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตหลังการพ่นสารครั้งสุดท้าย (Pre-Harvest Interval หรือ PHI) ในพืชอาหาร โดยจะต้องเป็นข้อมูลที่ได้จากการทำแปลงทดลองสารพิษตกค้างที่เป็นตามหลักวิชาการและสอดคล้องกับมาตรฐานกำหนด ได้แก่ สถานที่ทำแปลง ขนาดพื้นที่ อัตราการใช้ จำนวนครั้ง ช่วงการพ่น วิธีการสุ่มเก็บ และปริมาณตัวอย่างที่สุ่มเก็บ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลสารพิษตกค้างจากการทดลองวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผลตรงตามวัตถุประสงค์</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ปัจจุบันการทำแปลงทดลองการสลายตัวของสารพิษตกค้างจากการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรเพื่อให้ได้ข้อมูลสารพิษตกค้างนั้น จะดำเนินการโดยผู้ที่ประสงค์จะขอขึ้นทะเบียนหรือต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายในพืชอาหาร ก่อนเริ่มดำเนินการทดลองจะยื่นเอกสารขออนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตร ตามรายละเอียดการจัดทำแผนการทดลองสารพิษตกค้างที่กรมวิชาการเกษตรกำหนด ได้แก่ สถานที่ทำแปลงทดลอง การวางแผนการทดลอง จำนวนการทดลอง จำนวนซ้ำ ขนาดแปลง ระยะปลูก การใส่ปุ๋ย และกรรมวิธีการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรต้องสอดคล้องกับผลการทดลองประสิทธิภาพ โดยให้ระบุวิธีการใช้ อัตราการใช้ จำนวนครั้ง ช่วงการพ่น (Interval) การใช้วัตถุอันตรายชนิดอื่น และระยะเก็บเกี่ยวหลังการใช้วัตถุอันตรายครั้งสุดท้าย วิธีการสุ่มตัวอย่าง และขนาดของตัวอย่างที่สุ่มเก็บจากแปลงทดลอง</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          คำแนะนำการทำแปลงทดลองการสลายตัวของสารพิษตกค้างจากการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรในผัก ผลไม้ และธัญพืช ฉบับนี้ เป็นฉบับปรับปรุงจากเอกสารคำแนะนำการทดลองสารพิษตกค้างของวัตถุอันตรายทางการเกษตร ซึ่งเป็นเอกสารวิชาการของกลุ่มงานวิจัยสารพิษตกค้าง กลุ่มวิจัยวัตถุมีพิษการเกษตร กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการทำแปลงทดลองสารพิษตกค้างในพืชอาหารสำหรับผู้ขึ้นทะเบียนหรือต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร ครอบคลุมพืชผัก ผลไม้ และธัญพืช ในประเทศไทยที่เป็นปัจจุบันให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน และถูกต้องตามหลักวิชาการ</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3186" target="_blank" title="">คำแนะนำการทำแปลงทดลองการสลายตัวของสารพิษตกค้างจากการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรในผัก ผลไม้ และธัญพืช.pdf</a> (ขนาด: 1.4 MB / ดาวน์โหลด: 141)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[การจัดการมะพร้าวน้ำหอมเพื่อการส่งออก]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2573</link>
			<pubDate>Wed, 11 Sep 2024 03:26:19 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2573</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การจัดการมะพร้าวน้ำหอมเพื่อการส่งออก</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ตามที่กรมวิชาการเกษตรได้มีนโยบายในการจัดการองค์ความรู้ของกรมวิชาการเกษตร เพื่อสนับสนุนต่อการปฏิบัติราชการตามประเด็นยุทธศาสตร์ของส่วนราชการ คณะกรรมการจัดการความรู้กรมวิชาการเกษตร ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานจัดการองค์ความรู้ องค์ความรู้ที่ 5 การจัดการมะพร้าวน้ำหอมเพื่อการส่งออก เพื่อดำเนินการจัดการความรู้ของกรมวิชาการเกษตรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม โดยศึกษา วิเคราะห์และดำเนินการจัดการองค์ความรู้ ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมตามแผนการจัดการองค์ความรู้ให้บรรลุเป้าหมาย ดังนั้นการรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด ซึ่งการจัดการความรู้สามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการบรรลุเป้าหมายของงานการพัฒนาคน และการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้</div>
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          เนื่องจากมะพร้าวน้ำหอมเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถสร้างมูลค่าและรายได้ให้กับเกษตรกรมะพร้าวมีลักษณะความหอมหวานที่โดดเด่นเฉพาะตัว จึงได้รับความนิยม และมีความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ กรมวิชาการเกษตรมีการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำตลอดจนถึงปลายน้ำ การรวบรวมองค์ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซึ่งเป็นนามธรรม และความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้แบบรูปธรรมที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่างๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาคนและองค์กร</div>
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          กรมวิชาการเกษตร ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของมะพร้าวน้ำหอม จึงได้ดำเนินการรวบรวมความรู้ที่มีอยู่ในหน่วยงาน ทั้งในตัวบุคคลหรือเอกสารวิชาการ จัดทำเอกสาร เรื่อง “การจัดการความรู้เรื่อง การจัดการมะพร้าวน้ำหอมเพื่อการส่งออก” เพื่อดำเนินการจัดทำองค์ความรู้ดังกล่าว โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่บุคคลากรในกรมวิชาการเกษตร เกษตรกร และบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจในการจัดการมะพร้าวน้ำหอมเพื่อการส่งออก สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3185" target="_blank" title="">การจัดการมะพร้าวน้ำหอมเพื่อการส่งออก.pdf</a> (ขนาด: 31.84 MB / ดาวน์โหลด: 424)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การจัดการมะพร้าวน้ำหอมเพื่อการส่งออก</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ตามที่กรมวิชาการเกษตรได้มีนโยบายในการจัดการองค์ความรู้ของกรมวิชาการเกษตร เพื่อสนับสนุนต่อการปฏิบัติราชการตามประเด็นยุทธศาสตร์ของส่วนราชการ คณะกรรมการจัดการความรู้กรมวิชาการเกษตร ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานจัดการองค์ความรู้ องค์ความรู้ที่ 5 การจัดการมะพร้าวน้ำหอมเพื่อการส่งออก เพื่อดำเนินการจัดการความรู้ของกรมวิชาการเกษตรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม โดยศึกษา วิเคราะห์และดำเนินการจัดการองค์ความรู้ ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมตามแผนการจัดการองค์ความรู้ให้บรรลุเป้าหมาย ดังนั้นการรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด ซึ่งการจัดการความรู้สามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการบรรลุเป้าหมายของงานการพัฒนาคน และการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้</div>
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          เนื่องจากมะพร้าวน้ำหอมเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถสร้างมูลค่าและรายได้ให้กับเกษตรกรมะพร้าวมีลักษณะความหอมหวานที่โดดเด่นเฉพาะตัว จึงได้รับความนิยม และมีความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ กรมวิชาการเกษตรมีการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำตลอดจนถึงปลายน้ำ การรวบรวมองค์ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซึ่งเป็นนามธรรม และความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้แบบรูปธรรมที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่างๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาคนและองค์กร</div>
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          กรมวิชาการเกษตร ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของมะพร้าวน้ำหอม จึงได้ดำเนินการรวบรวมความรู้ที่มีอยู่ในหน่วยงาน ทั้งในตัวบุคคลหรือเอกสารวิชาการ จัดทำเอกสาร เรื่อง “การจัดการความรู้เรื่อง การจัดการมะพร้าวน้ำหอมเพื่อการส่งออก” เพื่อดำเนินการจัดทำองค์ความรู้ดังกล่าว โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่บุคคลากรในกรมวิชาการเกษตร เกษตรกร และบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจในการจัดการมะพร้าวน้ำหอมเพื่อการส่งออก สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3185" target="_blank" title="">การจัดการมะพร้าวน้ำหอมเพื่อการส่งออก.pdf</a> (ขนาด: 31.84 MB / ดาวน์โหลด: 424)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[ยกระดับอัตลักษณ์กาแฟไทยด้วยนวัตกรรมกาแฟสู่ตลาดสากล]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2572</link>
			<pubDate>Wed, 11 Sep 2024 03:20:35 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2572</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">ยกระดับอัตลักษณ์กาแฟไทยด้วยนวัตกรรมกาแฟสู่ตลาดสากล</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ตามที่กรมวิชาการเกษตรได้มีนโยบายในการจัดการองค์ความรู้ของกรมวิชาการเกษตร เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติราชการตามประเด็นยุทธศาสตร์ของส่วนราชการ คณะกรรมการจัดการความรู้ กรมวิชาการเกษตร ได้มีการแต่งตั้งคณะทางานจัดการองค์ความรู้ องค์ความรู้ที่ 2 ยกระดับอัตลักษณ์กาแฟไทย ด้วยนวัตกรรมกาแฟ สู่ตลาดสากล เพื่อดำเนินการจัดการความรู้ของกรมวิชาการเกษตรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม โดยศึกษา วิเคราะห์และดำเนินการจัดการองค์ความรู้ ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมตามแผนการจัดการองค์ความรู้ให้บรรลุเป้าหมาย ดังนั้นการรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสารมาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด ซึ่งการจัดการความรู้สามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการบรรลุเป้าหมายของงาน การพัฒนาคน และการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้</div>
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          เนื่องจากกาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถสร้างมูลค่าและรายได้ให้กับเกษตรกร กรมวิชาการเกษตรมีการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ ในการพัฒนาพันธุ์ในกาแฟอะราบิกาและโรบัสตา ส่วนกลางน้ำในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ตลอดจนถึงปลายน้ำ ในการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม จึงได้รวบรวมองค์ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซึ่งเป็นนามธรรม และความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้แบบรูปธรรมที่สามารถรวบรวม เพื่อถ่ายทอดโดยผ่านวิธีต่างๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่างๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาคนและองค์กร</div>
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          กรมวิชาการเกษตรได้เล็งเห็นถึงความสาคัญของกาแฟจึงได้ดำเนินการรวบรวมความรู้ที่มีอยู่ในหน่วยงานทั้งในตัวบุคคลหรือเอกสารวิชาการเพื่อจัดทำเอกสารการจัดการองค์ความรู้เรื่อง “ยกระดับอัตลักษณ์กาแฟไทยด้วยนวัตกรรมกาแฟสู่ตลาดสากล” โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่บุคคลากรในกรมวิชาการเกษตรเกษตรกรบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจในการจัดการพัฒนาด้านกาแฟสามารถนาไปใช้ประโยชน์ต่อไป</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3184" target="_blank" title="">ยกระดับอัตลักษณ์กาแฟไทยด้วยนวัตกรรมกาแฟสู่ตลาดสากล.pdf</a> (ขนาด: 26.53 MB / ดาวน์โหลด: 172)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">ยกระดับอัตลักษณ์กาแฟไทยด้วยนวัตกรรมกาแฟสู่ตลาดสากล</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ตามที่กรมวิชาการเกษตรได้มีนโยบายในการจัดการองค์ความรู้ของกรมวิชาการเกษตร เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติราชการตามประเด็นยุทธศาสตร์ของส่วนราชการ คณะกรรมการจัดการความรู้ กรมวิชาการเกษตร ได้มีการแต่งตั้งคณะทางานจัดการองค์ความรู้ องค์ความรู้ที่ 2 ยกระดับอัตลักษณ์กาแฟไทย ด้วยนวัตกรรมกาแฟ สู่ตลาดสากล เพื่อดำเนินการจัดการความรู้ของกรมวิชาการเกษตรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม โดยศึกษา วิเคราะห์และดำเนินการจัดการองค์ความรู้ ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมตามแผนการจัดการองค์ความรู้ให้บรรลุเป้าหมาย ดังนั้นการรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสารมาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด ซึ่งการจัดการความรู้สามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการบรรลุเป้าหมายของงาน การพัฒนาคน และการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้</div>
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          เนื่องจากกาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถสร้างมูลค่าและรายได้ให้กับเกษตรกร กรมวิชาการเกษตรมีการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ ในการพัฒนาพันธุ์ในกาแฟอะราบิกาและโรบัสตา ส่วนกลางน้ำในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ตลอดจนถึงปลายน้ำ ในการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม จึงได้รวบรวมองค์ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซึ่งเป็นนามธรรม และความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้แบบรูปธรรมที่สามารถรวบรวม เพื่อถ่ายทอดโดยผ่านวิธีต่างๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่างๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาคนและองค์กร</div>
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          กรมวิชาการเกษตรได้เล็งเห็นถึงความสาคัญของกาแฟจึงได้ดำเนินการรวบรวมความรู้ที่มีอยู่ในหน่วยงานทั้งในตัวบุคคลหรือเอกสารวิชาการเพื่อจัดทำเอกสารการจัดการองค์ความรู้เรื่อง “ยกระดับอัตลักษณ์กาแฟไทยด้วยนวัตกรรมกาแฟสู่ตลาดสากล” โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่บุคคลากรในกรมวิชาการเกษตรเกษตรกรบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจในการจัดการพัฒนาด้านกาแฟสามารถนาไปใช้ประโยชน์ต่อไป</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3184" target="_blank" title="">ยกระดับอัตลักษณ์กาแฟไทยด้วยนวัตกรรมกาแฟสู่ตลาดสากล.pdf</a> (ขนาด: 26.53 MB / ดาวน์โหลด: 172)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[คำแนะนำการใช้ปุ๋ยสำหรับไม้ผล]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2570</link>
			<pubDate>Fri, 22 Mar 2024 02:13:00 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2570</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">คำแนะนำการใช้ปุ๋ยสำหรับไม้ผล</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สมฤทัย ตันเจริญ, ชัชธนพร เกื้อหนุน, ปิยะนันท์ วิวัฒน์วิทยา, สายน้ำ อุดพ้วย, รมิดา ขันตรีกรม, นุชนาฏ ตันวรรณ และภิญญาลักษณ์ รัตนวิระกุล</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ปุ๋ยเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของพืช ซึ่งพืชแต่ละชนิดหรือแต่ละพันธุ์มีความต้องการธาตุอาหารที่แตกต่างกัน นอกจากนี้สมบัติของดินทั้งกายภาพ เคมี และระดับธาตุอาหารในดินในแต่ละพื้นที่ล้วนส่งผลต่อปริมาณการใช้ปุ๋ย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องวิเคราะห์ดินเพื่อทราบถึงแนวทางการจัดการดินและปุ๋ยอย่างเหมาะสม</div>
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          การพัฒนาคำแนะนำการใช้ปุ๋ยสำหรับไม้ผล ต้องอาศัยองค์ความรู้เกี่ยวกับความต้องการธาตุอาหารของไม้ผลแต่ละชนิดในแต่ละระยะการเจริญเติบโต ปริมาณธาตุอาหารที่สูญหายไปกับผลผลิต การตัดแต่งกิ่ง ปริมาณธาตุอาหารที่พืชดูดใช้เพื่อสร้างการเจริญเติบโตด้านกิ่งก้านและใบ รวมทั้งองค์ความรู้เกี่ยวกับระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน การปลดปล่อยธาตุอาหารจากดินและปุ๋ย เป็นต้น ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้กระจัดกระจายอยู่หลายแหล่ง ดังนั้นจึงเห็นสมควรรวบรวมองค์ความรู้ดังกล่าว เพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาคำแนะนำการใช้ปุ๋ยสำหรับไม้ผลต่อไป โดยดำเนินการภายใต้กระบวนการของการจัดการความรู้</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3161" target="_blank" title="">คําแนะนําการใช้ปุ๋ยสําหรับไม้ผล.pdf</a> (ขนาด: 17.22 MB / ดาวน์โหลด: 787)
<!-- end: postbit_attachments_attachment --><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3202" target="_blank" title="">คำแนะนำการใช้ปุ๋ยสำหรับไม้ V.2.pdf</a> (ขนาด: 27.98 MB / ดาวน์โหลด: 14)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">คำแนะนำการใช้ปุ๋ยสำหรับไม้ผล</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สมฤทัย ตันเจริญ, ชัชธนพร เกื้อหนุน, ปิยะนันท์ วิวัฒน์วิทยา, สายน้ำ อุดพ้วย, รมิดา ขันตรีกรม, นุชนาฏ ตันวรรณ และภิญญาลักษณ์ รัตนวิระกุล</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ปุ๋ยเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของพืช ซึ่งพืชแต่ละชนิดหรือแต่ละพันธุ์มีความต้องการธาตุอาหารที่แตกต่างกัน นอกจากนี้สมบัติของดินทั้งกายภาพ เคมี และระดับธาตุอาหารในดินในแต่ละพื้นที่ล้วนส่งผลต่อปริมาณการใช้ปุ๋ย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องวิเคราะห์ดินเพื่อทราบถึงแนวทางการจัดการดินและปุ๋ยอย่างเหมาะสม</div>
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          การพัฒนาคำแนะนำการใช้ปุ๋ยสำหรับไม้ผล ต้องอาศัยองค์ความรู้เกี่ยวกับความต้องการธาตุอาหารของไม้ผลแต่ละชนิดในแต่ละระยะการเจริญเติบโต ปริมาณธาตุอาหารที่สูญหายไปกับผลผลิต การตัดแต่งกิ่ง ปริมาณธาตุอาหารที่พืชดูดใช้เพื่อสร้างการเจริญเติบโตด้านกิ่งก้านและใบ รวมทั้งองค์ความรู้เกี่ยวกับระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน การปลดปล่อยธาตุอาหารจากดินและปุ๋ย เป็นต้น ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้กระจัดกระจายอยู่หลายแหล่ง ดังนั้นจึงเห็นสมควรรวบรวมองค์ความรู้ดังกล่าว เพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาคำแนะนำการใช้ปุ๋ยสำหรับไม้ผลต่อไป โดยดำเนินการภายใต้กระบวนการของการจัดการความรู้</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3161" target="_blank" title="">คําแนะนําการใช้ปุ๋ยสําหรับไม้ผล.pdf</a> (ขนาด: 17.22 MB / ดาวน์โหลด: 787)
<!-- end: postbit_attachments_attachment --><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3202" target="_blank" title="">คำแนะนำการใช้ปุ๋ยสำหรับไม้ V.2.pdf</a> (ขนาด: 27.98 MB / ดาวน์โหลด: 14)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[การจัดการดิน ปุ๋ย และน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2568</link>
			<pubDate>Fri, 22 Mar 2024 02:05:30 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2568</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การจัดการดิน ปุ๋ย และน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">ศุภกาญจน์ ล้วนมณี<br />
กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          การปลูกอ้อยของประเทศไทยส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝนเป็นหลักจึงมีความเสี่ยงต่อการขาดน้ำในช่วงฤดูปลูกค่อนข้างสูงจากฝนแล้งและฝนทิ้งช่วงยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศค่อนข้างรุนแรงมากขึ้น ประกอบกับการใช้ที่ดินในการเพาะปลูกโดยไม่มีการปรับปรุงบำรุงดินและการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องเหมาะสมก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของดินทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง ซึ่งเกษตรกรชาวไร่อ้อยส่วนใหญ่นิยมใช้ปุ๋ยเคมีเป็นหลักและมักใช้เกรดปุ๋ยและอัตราปุ๋ยเดิมๆ โดยไม่มีการตรวจวิเคราะห์ดิน และไม่เข้าใจในบทบาทความสำคัญของธาตุอาหารพืช จึงทำให้ประสิทธิภาพการผลิตอ้อยค่อนข้างต่ำ ในขณะที่เกษตรกรต้องจ่ายค่าปุ๋ยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 14.56 เปอร์เซ็นต์ มากเป็นอันดับ 2 รองจากค่าจ้างแรงงานในการเก็บเกี่ยวอ้อย ดังนั้นหากเกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดการดิน ปุ๋ย และน้ำ ในการผลิตอ้อย นอกจากสามารถยกระดับผลผลิตต่อไร่แล้ว ยังสามารถลดผลกระทบต่อคุณภาพดินและสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          เอกสารวิชาการฉบับนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการจัดการดิน ปุ๋ย และน้ำในการผลิตอ้อย ได้แก่ ข้อมูลทางสถิติเกี่ยวกับการผลิตอ้อยของประเทศไทย สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการผลิตอ้อย บทบาทของธาตุอาหารและความต้องการธาตุอาหารของอ้อย การจัดการดิน การปรับปรุงบำรุงดิน คำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ความต้องการน้ำของอ้อยและการจัดการน้ำในการผลิตอ้อย เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับนักวิชาการที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจทั่วไปสามารถนำไปใช้ในการศึกษา ค้นคว้า และเป็นแนวทางในการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับการจัดการดิน ปุ๋ย และน้ำในการผลิตอ้อยต่อไป</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3159" target="_blank" title="">การจัดการดิน ปุ๋ย และน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย.pdf</a> (ขนาด: 2.96 MB / ดาวน์โหลด: 1125)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การจัดการดิน ปุ๋ย และน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">ศุภกาญจน์ ล้วนมณี<br />
กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          การปลูกอ้อยของประเทศไทยส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝนเป็นหลักจึงมีความเสี่ยงต่อการขาดน้ำในช่วงฤดูปลูกค่อนข้างสูงจากฝนแล้งและฝนทิ้งช่วงยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศค่อนข้างรุนแรงมากขึ้น ประกอบกับการใช้ที่ดินในการเพาะปลูกโดยไม่มีการปรับปรุงบำรุงดินและการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องเหมาะสมก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของดินทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง ซึ่งเกษตรกรชาวไร่อ้อยส่วนใหญ่นิยมใช้ปุ๋ยเคมีเป็นหลักและมักใช้เกรดปุ๋ยและอัตราปุ๋ยเดิมๆ โดยไม่มีการตรวจวิเคราะห์ดิน และไม่เข้าใจในบทบาทความสำคัญของธาตุอาหารพืช จึงทำให้ประสิทธิภาพการผลิตอ้อยค่อนข้างต่ำ ในขณะที่เกษตรกรต้องจ่ายค่าปุ๋ยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 14.56 เปอร์เซ็นต์ มากเป็นอันดับ 2 รองจากค่าจ้างแรงงานในการเก็บเกี่ยวอ้อย ดังนั้นหากเกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดการดิน ปุ๋ย และน้ำ ในการผลิตอ้อย นอกจากสามารถยกระดับผลผลิตต่อไร่แล้ว ยังสามารถลดผลกระทบต่อคุณภาพดินและสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          เอกสารวิชาการฉบับนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการจัดการดิน ปุ๋ย และน้ำในการผลิตอ้อย ได้แก่ ข้อมูลทางสถิติเกี่ยวกับการผลิตอ้อยของประเทศไทย สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการผลิตอ้อย บทบาทของธาตุอาหารและความต้องการธาตุอาหารของอ้อย การจัดการดิน การปรับปรุงบำรุงดิน คำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ความต้องการน้ำของอ้อยและการจัดการน้ำในการผลิตอ้อย เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับนักวิชาการที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจทั่วไปสามารถนำไปใช้ในการศึกษา ค้นคว้า และเป็นแนวทางในการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับการจัดการดิน ปุ๋ย และน้ำในการผลิตอ้อยต่อไป</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3159" target="_blank" title="">การจัดการดิน ปุ๋ย และน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย.pdf</a> (ขนาด: 2.96 MB / ดาวน์โหลด: 1125)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[เทคโนโลยีการผลิตโกโก้]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2552</link>
			<pubDate>Tue, 20 Jun 2023 03:32:29 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2552</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">เทคโนโลยีการผลิตโกโก้</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          โกโก้เป็นพืชอุตสาหกรรมที่สามารถนำไปแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้หลากหลาย นิยมนำไปเป็นส่วนประกอบในเครื่องดื่ม อาหารและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้มีความต้องการผลิตภัณฑ์โกโก้อย่างมากทั้งในและต่างประเทศ จึงนับเป็นพืชที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจพืชหนึ่ง ปัจจุบันมีการขยายพื้นที่ปลูกไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย กรมวิชาการเกษตรได้เล็งเห็นความสำคัญของโกโก้ จึงได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยพืชสวนโดยศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพรเชิญบุคลากรที่ทำงานและมีประสบการณ์เกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาพืชโกโก้ ทั้งผู้เกษียณอายุราชการและผู้ที่ทำงานปัจจุบันมาร่วมให้ข้อมูล วิเคราะห์ตามกระบวนการจัดการองค์ความรู้และนำมาเรียบเรียงจัดทำเป็นเอกสารวิชาการ การจัดการความรู้ "เทคโนโลยีการผลิตโกโก้" เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อสังคมที่มีความต้องการข้อมูลโกโก้มาพัฒนาการผลิตโกโก้ให้ได้คุณภาพตามความต้องการของตลาด ซึ่งเนื้อหาสาระในเอกสารกล่าวถึงที่มาและความสำคัญ สถานการณ์การผลิตและการตลาด พันธุ์โกโก้ เทคโนโลยีการผลิตโกโก้ การจัดการศัตรูพืชและการป้องกันกำจัด การเก็บเกี่ยวและวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว เครื่องจักรกลทางการเกษตร และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากโกโก้ โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาบุคคลากรในองค์กร ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร และศูนย์วิจัยพืชสวนอื่น ๆ ที่ทำงานวิจัยโกโก้ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในการปลูกดูแลรักษา ลดความเสี่ยงในการวิจัย เพื่อให้งานวิจัยและพัฒนาประสบความสำเร็จ สามารถต่อยอด</div>
การพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้และขยายฐานองค์ความรู้ไปสู่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ภาคเอกชน ที่สนใจในการพัฒนาการผลิตโกโก้คุณภาพต่อไป<br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3136" target="_blank" title="">2564 เทคโนโลยีการผลิตโกโก้.pdf</a> (ขนาด: 12.08 MB / ดาวน์โหลด: 4902)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">เทคโนโลยีการผลิตโกโก้</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          โกโก้เป็นพืชอุตสาหกรรมที่สามารถนำไปแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้หลากหลาย นิยมนำไปเป็นส่วนประกอบในเครื่องดื่ม อาหารและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้มีความต้องการผลิตภัณฑ์โกโก้อย่างมากทั้งในและต่างประเทศ จึงนับเป็นพืชที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจพืชหนึ่ง ปัจจุบันมีการขยายพื้นที่ปลูกไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย กรมวิชาการเกษตรได้เล็งเห็นความสำคัญของโกโก้ จึงได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยพืชสวนโดยศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพรเชิญบุคลากรที่ทำงานและมีประสบการณ์เกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาพืชโกโก้ ทั้งผู้เกษียณอายุราชการและผู้ที่ทำงานปัจจุบันมาร่วมให้ข้อมูล วิเคราะห์ตามกระบวนการจัดการองค์ความรู้และนำมาเรียบเรียงจัดทำเป็นเอกสารวิชาการ การจัดการความรู้ "เทคโนโลยีการผลิตโกโก้" เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อสังคมที่มีความต้องการข้อมูลโกโก้มาพัฒนาการผลิตโกโก้ให้ได้คุณภาพตามความต้องการของตลาด ซึ่งเนื้อหาสาระในเอกสารกล่าวถึงที่มาและความสำคัญ สถานการณ์การผลิตและการตลาด พันธุ์โกโก้ เทคโนโลยีการผลิตโกโก้ การจัดการศัตรูพืชและการป้องกันกำจัด การเก็บเกี่ยวและวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว เครื่องจักรกลทางการเกษตร และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากโกโก้ โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาบุคคลากรในองค์กร ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร และศูนย์วิจัยพืชสวนอื่น ๆ ที่ทำงานวิจัยโกโก้ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในการปลูกดูแลรักษา ลดความเสี่ยงในการวิจัย เพื่อให้งานวิจัยและพัฒนาประสบความสำเร็จ สามารถต่อยอด</div>
การพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้และขยายฐานองค์ความรู้ไปสู่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ภาคเอกชน ที่สนใจในการพัฒนาการผลิตโกโก้คุณภาพต่อไป<br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3136" target="_blank" title="">2564 เทคโนโลยีการผลิตโกโก้.pdf</a> (ขนาด: 12.08 MB / ดาวน์โหลด: 4902)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[เทคโนโลยีการผลิตมะคาเดเมีย]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2551</link>
			<pubDate>Mon, 19 Jun 2023 08:41:46 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2551</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">เทคโนโลยีการผลิตมะคาเดเมีย</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">ศูนย์วิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">         มะคาเดเมีย เป็นไม้ผลยืนต้นขนาดใหญ่ใบมีสีเขียวตลอดปี จัดเป็นพืชสวนอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ และเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วโลก มีราคาสูง สามารถใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายชนิด เช่น เนื้อในมะคาเดเมียอบรสชาติต่าง ๆ คุกกี้มะคาเดเมีย มะคาเดเมียเคลือบช็อกโกแลต ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เช่น สบู่ ครีมบำรุงผิว แชมพู และถ่านอัดแท่งจากกะลามะคาเดเมีย เป็นต้น</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">         มะคาเดเมีย เริ่มนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2496 โดยกรมกสิกรรม (เดิม) ในสมัยนั้นและมีการติดต่อนำพันธุ์ กิ่งพันธุ์ และเมล็ดพันธุ์ เข้ามาปลูกศึกษาอย่างต่อเนื่อง และในปี 2527 สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ได้สนับสนุนงบประมาณในการสั่งซื้อพันธุ์เข้ามาให้ทดลองศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงประทานให้แก่กรมวิชาการเกษตรและทรงเล็งเห็นความสำคัญของพืชนี้ ซึ่งศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ สถาบันวิจัยพืชสวน ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง มีบุคลากรเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์และถ่ายทอดองค์ความรู้มาสู่รุ่นต่อรุ่นประกอบกับในปัจจุบันบุคลากรที่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับมะคาเดเมียในด้านต่างๆ บางท่านก็เกษียณอายุราชการ บางท่านก็ใกล้เกษียณอายุราชการ ดังนั้น ในปี 2563 สถาบันวิจัยพืชสวน และ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ จึงได้เลือกและจัดทำองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตมะคาเดเมีย และได้เชิญบุคลากรที่ทำงานและมีประสบการณ์เกี่ยวกับมะคาเดเมียทั้งจากอดีตและปัจจุบันมาให้ข้อมูล และร่วมวิเคราะห์กระบวนการในขั้นตอนที่เป็นงานประจำหรือเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่อยู่ในตัวบุคคลและนำมาเรียบเรียงจัดทำเป็นเอกสารวิชาการ การจัดการความรู้ “เทคโนโลยีการผลิตมะคาเดเมีย” ซึ่งเนื้อหาสาระในเอกสารวิชาการดังกล่าว เป็นการรวบรวมสถานการณ์การผลิตและการตลาด ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของมะคาเดเมีย ประวัติและการพัฒนาพันธุ์ พันธุ์และการพัฒนาพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตร เทคโนโลยีการผลิต เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว และการแปรรูป จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารวิชาการฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการ นักวิชาการ และผู้ที่สนใจทั่วไปสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการผลิตให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพได้มาตรฐานสร้างความมั่นคงและรายได้เพิ่มขึ้นแก่ทุกภาคส่วน รวมถึงช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3135" target="_blank" title="">2563 เทคโนโลยีการผลิตมะคาเดเมีย.pdf</a> (ขนาด: 28.69 MB / ดาวน์โหลด: 1271)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">เทคโนโลยีการผลิตมะคาเดเมีย</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">ศูนย์วิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">         มะคาเดเมีย เป็นไม้ผลยืนต้นขนาดใหญ่ใบมีสีเขียวตลอดปี จัดเป็นพืชสวนอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ และเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วโลก มีราคาสูง สามารถใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายชนิด เช่น เนื้อในมะคาเดเมียอบรสชาติต่าง ๆ คุกกี้มะคาเดเมีย มะคาเดเมียเคลือบช็อกโกแลต ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เช่น สบู่ ครีมบำรุงผิว แชมพู และถ่านอัดแท่งจากกะลามะคาเดเมีย เป็นต้น</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">         มะคาเดเมีย เริ่มนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2496 โดยกรมกสิกรรม (เดิม) ในสมัยนั้นและมีการติดต่อนำพันธุ์ กิ่งพันธุ์ และเมล็ดพันธุ์ เข้ามาปลูกศึกษาอย่างต่อเนื่อง และในปี 2527 สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ได้สนับสนุนงบประมาณในการสั่งซื้อพันธุ์เข้ามาให้ทดลองศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงประทานให้แก่กรมวิชาการเกษตรและทรงเล็งเห็นความสำคัญของพืชนี้ ซึ่งศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ สถาบันวิจัยพืชสวน ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง มีบุคลากรเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์และถ่ายทอดองค์ความรู้มาสู่รุ่นต่อรุ่นประกอบกับในปัจจุบันบุคลากรที่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับมะคาเดเมียในด้านต่างๆ บางท่านก็เกษียณอายุราชการ บางท่านก็ใกล้เกษียณอายุราชการ ดังนั้น ในปี 2563 สถาบันวิจัยพืชสวน และ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ จึงได้เลือกและจัดทำองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตมะคาเดเมีย และได้เชิญบุคลากรที่ทำงานและมีประสบการณ์เกี่ยวกับมะคาเดเมียทั้งจากอดีตและปัจจุบันมาให้ข้อมูล และร่วมวิเคราะห์กระบวนการในขั้นตอนที่เป็นงานประจำหรือเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่อยู่ในตัวบุคคลและนำมาเรียบเรียงจัดทำเป็นเอกสารวิชาการ การจัดการความรู้ “เทคโนโลยีการผลิตมะคาเดเมีย” ซึ่งเนื้อหาสาระในเอกสารวิชาการดังกล่าว เป็นการรวบรวมสถานการณ์การผลิตและการตลาด ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของมะคาเดเมีย ประวัติและการพัฒนาพันธุ์ พันธุ์และการพัฒนาพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตร เทคโนโลยีการผลิต เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว และการแปรรูป จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารวิชาการฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการ นักวิชาการ และผู้ที่สนใจทั่วไปสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการผลิตให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพได้มาตรฐานสร้างความมั่นคงและรายได้เพิ่มขึ้นแก่ทุกภาคส่วน รวมถึงช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3135" target="_blank" title="">2563 เทคโนโลยีการผลิตมะคาเดเมีย.pdf</a> (ขนาด: 28.69 MB / ดาวน์โหลด: 1271)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[เทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอม]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2550</link>
			<pubDate>Mon, 19 Jun 2023 08:35:40 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2550</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">เทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอม</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">ศูนย์วิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          สถาบันวิจัยพืชสวน ได้เล็งเห็นถึงความสาคัญของการรวบรวมความรู้ที่มีอยู่ในหน่วยงาน ทั้งที่มีในตัวบุคคลหรือเอกสารเพื่อจัดทำให้มีรูปแบบที่ชัดเจน เป็นระบบการจัดการองค์ความรู้ เพื่อง่ายต่อการถ่ายทอดและเผยแพร่ความรู้ให้บุคคลากรในหน่วยงาน สามารถเข้าถึงได้ และนำไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการจัดทำการจัดการความรู้ (Knowledge Management; KM) ยังเป็นการพัฒนาหน่วยงานเข้าสู่รูปแบบขององค์การแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ในปี 2562 สถาบันวิจัยพืชสวนจึงได้พิจารณาคัดเลือกการจัดการองค์ความรู้ โดยนากระบวนงานหลักของหน่วยงานด้านการวิจัยและพัฒนาในเรื่อง “เทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอม” และได้แต่งตั้งคณะทำงานระดับความสำเร็จของการจัดการความรู้ สถาบันวิจัยพืชสวน เพื่อดำเนินการจัดทำองค์ความรู้ดังกล่าว ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้สถาบันวิจัยพืชสวนได้รับความกรุณาและความร่วมมืออย่างดียิ่งจากแหล่งองค์ความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นายบุญประเสริฐ ทรัพย์มา เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้าหอมพันธุ์ดีบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และนายวิลาศ กำเนิดโทน เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม จังหวัดชุมพร รวมถึงนักวิชาการรุ่นพี่ที่เกษียณอายุราชการ และนักวิชาการด้านมะพร้าวที่มีความรู้และประสบการณ์ทุกสาขาวิชา จากศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม และกองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ในการประมวล และกลั่นกรองความรู้ จนกระทั่งได้เป็นตำราวิชาการองค์ความรู้ในเรื่อง “เทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอม” และสามารถนำความรู้ที่ได้มา ส่งเสริมการเรียนรู้ให้บุคลากร นักวิจัยของกรมวิชาการเกษตร ให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้เพิ่มขึ้น สามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานวิจัยพืชมะพร้าวน้ำหอม รวมถึงเผยแพร่และถ่ายทอดแก่บุคคลที่มีความสนใจในเทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอมนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3134" target="_blank" title="">2562 เทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอม.pdf</a> (ขนาด: 28.41 MB / ดาวน์โหลด: 1375)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">เทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอม</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">ศูนย์วิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          สถาบันวิจัยพืชสวน ได้เล็งเห็นถึงความสาคัญของการรวบรวมความรู้ที่มีอยู่ในหน่วยงาน ทั้งที่มีในตัวบุคคลหรือเอกสารเพื่อจัดทำให้มีรูปแบบที่ชัดเจน เป็นระบบการจัดการองค์ความรู้ เพื่อง่ายต่อการถ่ายทอดและเผยแพร่ความรู้ให้บุคคลากรในหน่วยงาน สามารถเข้าถึงได้ และนำไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการจัดทำการจัดการความรู้ (Knowledge Management; KM) ยังเป็นการพัฒนาหน่วยงานเข้าสู่รูปแบบขององค์การแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ในปี 2562 สถาบันวิจัยพืชสวนจึงได้พิจารณาคัดเลือกการจัดการองค์ความรู้ โดยนากระบวนงานหลักของหน่วยงานด้านการวิจัยและพัฒนาในเรื่อง “เทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอม” และได้แต่งตั้งคณะทำงานระดับความสำเร็จของการจัดการความรู้ สถาบันวิจัยพืชสวน เพื่อดำเนินการจัดทำองค์ความรู้ดังกล่าว ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้สถาบันวิจัยพืชสวนได้รับความกรุณาและความร่วมมืออย่างดียิ่งจากแหล่งองค์ความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นายบุญประเสริฐ ทรัพย์มา เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้าหอมพันธุ์ดีบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และนายวิลาศ กำเนิดโทน เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม จังหวัดชุมพร รวมถึงนักวิชาการรุ่นพี่ที่เกษียณอายุราชการ และนักวิชาการด้านมะพร้าวที่มีความรู้และประสบการณ์ทุกสาขาวิชา จากศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม และกองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ในการประมวล และกลั่นกรองความรู้ จนกระทั่งได้เป็นตำราวิชาการองค์ความรู้ในเรื่อง “เทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอม” และสามารถนำความรู้ที่ได้มา ส่งเสริมการเรียนรู้ให้บุคลากร นักวิจัยของกรมวิชาการเกษตร ให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้เพิ่มขึ้น สามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานวิจัยพืชมะพร้าวน้ำหอม รวมถึงเผยแพร่และถ่ายทอดแก่บุคคลที่มีความสนใจในเทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอมนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3134" target="_blank" title="">2562 เทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอม.pdf</a> (ขนาด: 28.41 MB / ดาวน์โหลด: 1375)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชสวนพันธุ์ดีโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในระบบจมชั่วครา]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2549</link>
			<pubDate>Mon, 19 Jun 2023 08:30:59 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2549</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชสวนพันธุ์ดีโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในระบบจมชั่วคราว</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">ศูนย์วิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชระบบจมชั่วคราว (Temporary Immersion Bioreacter System : TIBs) เป็นเทคนิคใหม่ มีประโยชน์อย่างมากทางด้านการเกษตร สามารถใช้ในการขยายพันธุ์ดีได้ในปริมาณมาก รวดเร็ว และตรงตามพันธุ์ ช่วยลดต้นทุนด้านแรงงานที่ต้องใช้ในการถ่ายเนื้อเยื่อลงในอาหารใหม่ (Substrate) และประหยัดพื้นที่ที่ใช้ในการผลิตพืช เมื่อเปรียบเทียบกับการเพาะเนื้อเยื่อในรูปแบบเดิม</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3133" target="_blank" title="">2560 การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชสวนพันธุ์ดีโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในระบบจมชั่วคราว.pdf</a> (ขนาด: 7.85 MB / ดาวน์โหลด: 685)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชสวนพันธุ์ดีโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในระบบจมชั่วคราว</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">ศูนย์วิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชระบบจมชั่วคราว (Temporary Immersion Bioreacter System : TIBs) เป็นเทคนิคใหม่ มีประโยชน์อย่างมากทางด้านการเกษตร สามารถใช้ในการขยายพันธุ์ดีได้ในปริมาณมาก รวดเร็ว และตรงตามพันธุ์ ช่วยลดต้นทุนด้านแรงงานที่ต้องใช้ในการถ่ายเนื้อเยื่อลงในอาหารใหม่ (Substrate) และประหยัดพื้นที่ที่ใช้ในการผลิตพืช เมื่อเปรียบเทียบกับการเพาะเนื้อเยื่อในรูปแบบเดิม</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3133" target="_blank" title="">2560 การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชสวนพันธุ์ดีโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในระบบจมชั่วคราว.pdf</a> (ขนาด: 7.85 MB / ดาวน์โหลด: 685)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
	</channel>
</rss>