การประเมินชีวมวลและการกักเก็บคาร์บอนของมันสำปะหลังในระดับแปลง
#1
การประเมินชีวมวลและการกักเก็บคาร์บอนของมันสำปะหลังในระดับแปลง
นุชนาฏ ตันวรรณ, สายน้ำ อุดพ้วย, ปรีชา กาเพ็ชร, วลัยพร ศะศิประภา, อานนท์ มลิพันธ์ และธนพันธ์ พงษ์ไทย
กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร, ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่, ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, ศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชพิษณุโลก และศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชสุราษฎร์ธานี

          การเพิ่มศักยภาพการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยการกักเก็บคาร์บอนในพืช เป็นแนวทางปฏิบัติอย่างหนึ่งที่ช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อน จึงได้ทำการศึกษาถึงผลการจัดการธาตุอาหารพืชที่เหมาะสมต่อมวลชีวภาพและการกักเก็บคาร์บอนของมันสำปะหลัง ในพื้นที่ดินทรายร่วน ดำเนินการที่แปลงทดลอง ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ระหว่างปี พ.ศ. 2563 - 2564 วางแผนการทดลองแบบ Split plot มี 4 ซ้ำ ปัจจัยหลักประกอบด้วย 1) สายพันธุ์ CMR-57-83-180 2) สายพันธุ์ CMR-57-83-69 และ 3) พันธุ์ระยอง 72 และปัจจัยรอง คือ อัตราปุ๋ย ได้แก่ 16-8-8 16-8-12 และ 16-8-16 กิโลกรัม N-P2O5-K2O/ไร่ ผลการทดลองพบว่า ดินทรายร่วน ชุดดินจันทึกมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ-ปานกลาง ที่อายุ 4 เดือนหลังปลูก อัตราการสังเคราะห์แสงสุทธิของใบมันสำปะหลังตรึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด ช่วงเวลา 09.00 - 12.00 น. ประสิทธิภาพสูงสุด เฉลี่ย 23.076 μmol CO2 m-2 s-1 เมื่อมีการปลูกมันสำปะหลัง 1 ฤดูปลูก มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 72 สามารถกักเก็บคาร์บอนมากที่สุด เฉลี่ย 1,514 กิโลกรัม C/ไร่ รองลงเป็นกว่าสายพันธุ์ CMR 57-83-69 และ CMR 57-83-180 เฉลี่ย 1,441 และ 1,380 กิโลกรัม C/ไร่ ตามลำดับ จากการใส่ปุ๋ยอัตราต่างๆ สามารถสรุปได้ว่า การปลูกมันสำปะหลังในดินทรายร่วน จังหวัดนครสวรรค์ ให้การกักเก็บคาร์บอนมากที่สุด เมื่อปลูกมันสำปะหลังสายพันธุ์ CMR 57-83-180 และใส่ปุ๋ย อัตรา 16-8-12 กิโลกรัม N-P2O5-K2O/ไร่ ดังนั้นควรใส่ปุ๋ยและเลือกใช้พันธุ์ที่เหมาะสม จึงเป็นแนวทางปฏิบัติที่สำคัญในการเพิ่มชีวมวลและศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนของมันสำปะหลัง

คำหลัก: การกักเก็บคาร์บอน มันสำปะหลัง การจัดการธาตุอาหาร ดินทรายร่วน


ไฟล์แนบ
.pdf   14. การประเมินชีวมวลและการกักเก็บคาร์บอนของมันสำปะหลังในระดับแปลง.pdf (ขนาด: 565.87 KB / ดาวน์โหลด: 119)
ตอบกลับ




ผู้ที่กำลังดูเรื่องนี้: 1 ผู้เยี่ยมชม