โบว์แสดงความอาลัย

พลิกเขาไร่เลื่อนลอยเป็นสวนกาแฟ! เชียงรายลุยแจกกล้าพันธุ์ดี 3.8 หมื่นต้น ตัดวงจรเผาข้าวโพด แก้ PM 2.5

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 นายนิสิต บุญเพ็ง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้า “โครงการลดการเผาอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานการผลิตพืชในพื้นที่ภาคเหนือ โดยการปรับเปลี่ยนพืชปลูกและเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ ปีที่ 2” ณ จังหวัดเชียงราย โครงการดังกล่าวขับเคลื่อนภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ ววน. “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM 2.5” ประจำปีงบประมาณ 2569

เป้าหมายสำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้ คือการติดตามผลการดำเนินงานปรับเปลี่ยนระบบการปลูกพืชเพื่อทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พร้อมกันนี้ได้เป็นตัวแทนส่งมอบต้นกล้ากาแฟอาราบิกา พันธุ์ กวก. เชียงใหม่ 80 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมวิชาการเกษตร จำนวน 38,000 ต้น ให้แก่กลุ่มเกษตรกรบ้านจะหาและบ้านห้วยสะลัก ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

การส่งเสริมการปลูกกาแฟทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในครั้งนี้ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและส่งผลดีต่อเกษตรกรในหลายมิติ ดังนี้

  • พลิกฟื้นเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงทางรายได้: ต้นกล้ากาแฟอาราบิกา พันธุ์ กวก. เชียงใหม่ 80 เป็นสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง ต้านทานโรค และเป็นที่ต้องการของตลาด การเปลี่ยนมาปลูกกาแฟซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง จะช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกรให้มั่นคงกว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มักประสบปัญหาราคาผันผวน
  • ยกระดับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของชุมชน: การปลูกกาแฟช่วยลดความจำเป็นในการแผ้วถางและทำลายซากพืช เมื่อเกษตรกรหยุดการเผาวัสดุทางการเกษตร ปัญหาฝุ่นควันและมลพิษ PM 2.5 ในพื้นที่จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้คนในชุมชนมีอากาศที่บริสุทธิ์ขึ้นและลดความเสี่ยงจากโรคระบบทางเดินหายใจ
  • เปลี่ยนของเหลือทิ้งเป็นการลดต้นทุน: โครงการนี้สนับสนุนให้เกษตรกรนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเพิ่มมูลค่า เช่น การทำปุ๋ยหมักบำรุงดิน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการเผาแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนในการซื้อปุ๋ยเคมี ทำให้เกษตรกรมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น
  • สร้างระบบนิเวศการเกษตรที่ยั่งยืน: กาแฟเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ การส่งเสริมให้ปลูกกาแฟจึงเป็นการกระตุ้นให้เกษตรกรรักษาต้นไม้และปลูกป่าร่วมด้วย (Agroforestry) ช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน ป้องกันหน้าดินพังทลาย และคืนความสมดุลให้กับระบบนิเวศบนพื้นที่สูง

การขับเคลื่อนโครงการนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศระดับชาติ แต่ยังเป็นการมอบโอกาสใหม่ให้กลุ่มเกษตรกรบนพื้นที่สูงได้ก้าวสู่วิถีเกษตรกรรมที่เกื้อกูลธรรมชาติ มีรายได้หล่อเลี้ยงครอบครัวอย่างยั่งยืน และเป็นชุมชนต้นแบบในการสู้ภัย PM 2.5 อย่างเป็นรูปธรรม