<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
	<channel>
		<title><![CDATA[คลังเอกสารความรู้ - พันธุ์พืชและปัจจัยผลิต]]></title>
		<link>https://www.doa.go.th/share/</link>
		<description><![CDATA[คลังเอกสารความรู้ - https://www.doa.go.th/share]]></description>
		<pubDate>Sun, 19 Apr 2026 13:04:31 +0000</pubDate>
		<generator>MyBB</generator>
		<item>
			<title><![CDATA[อ้อยโรงงาน]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2588</link>
			<pubDate>Thu, 05 Feb 2026 03:14:37 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2588</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">อ้อยโรงงาน</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          อ้อยโรงงานเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของประเทศไทย สร้างรายได้ให้ประเทศมากกว่าปีละหนึ่งแสนล้านบาท และเป็นแหล่งสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรกว่า 300,000 ครัวเรือน อย่างไรก็ตาม การผลิตอ้อยในปัจจุบันยังคงพึ่งพาพันธุ์เชิงเดี่ยว โดยใช้พันธุ์ “กวก. ขอนแก่น 3” มากถึงร้อยละ 96 ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อความมั่นคงของอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          นอกจากนี้ สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อทั้งผลผลิตและคุณภาพของอ้อยอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ประเทศไทยจึงได้มีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตอ้อยให้มีความยั่งยืนและแข่งขันได้ในระยะยาว</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          กรมวิชาการเกษตรได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้รวบรวมองค์ความรู้ด้านอ้อยโรงงานอย่างครบถ้วน ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์ด้วยวิธีมาตรฐานและเทคโนโลยีสมัยใหม่ การผลิตท่อนพันธุ์ การจัดการแปลงปลูก การดูแลรักษา การใส่ปุ๋ย การจัดการดินและน้ำ การอารักขาพืช การเก็บเกี่ยว ตลอดจนการใช้เครื่องจักรกลและแนวทางการผลิตอ้อยแบบคาร์บอนต่ำ</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          เอกสารวิชาการ “อ้อยโรงงาน” ฉบับนี้ ได้รวบรวมและเรียบเรียงจากผลการวิจัยและทดลองของนักวิชาการกรมวิชาการเกษตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารฉบับนี้จะช่วยส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับการผลิตอ้อยโรงงาน และเป็นแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3200" target="_blank" title="">อ้อยโรงงาน.pdf</a> (ขนาด: 13.09 MB / ดาวน์โหลด: 78)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">อ้อยโรงงาน</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          อ้อยโรงงานเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของประเทศไทย สร้างรายได้ให้ประเทศมากกว่าปีละหนึ่งแสนล้านบาท และเป็นแหล่งสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรกว่า 300,000 ครัวเรือน อย่างไรก็ตาม การผลิตอ้อยในปัจจุบันยังคงพึ่งพาพันธุ์เชิงเดี่ยว โดยใช้พันธุ์ “กวก. ขอนแก่น 3” มากถึงร้อยละ 96 ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อความมั่นคงของอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          นอกจากนี้ สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อทั้งผลผลิตและคุณภาพของอ้อยอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ประเทศไทยจึงได้มีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตอ้อยให้มีความยั่งยืนและแข่งขันได้ในระยะยาว</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          กรมวิชาการเกษตรได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้รวบรวมองค์ความรู้ด้านอ้อยโรงงานอย่างครบถ้วน ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์ด้วยวิธีมาตรฐานและเทคโนโลยีสมัยใหม่ การผลิตท่อนพันธุ์ การจัดการแปลงปลูก การดูแลรักษา การใส่ปุ๋ย การจัดการดินและน้ำ การอารักขาพืช การเก็บเกี่ยว ตลอดจนการใช้เครื่องจักรกลและแนวทางการผลิตอ้อยแบบคาร์บอนต่ำ</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          เอกสารวิชาการ “อ้อยโรงงาน” ฉบับนี้ ได้รวบรวมและเรียบเรียงจากผลการวิจัยและทดลองของนักวิชาการกรมวิชาการเกษตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารฉบับนี้จะช่วยส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับการผลิตอ้อยโรงงาน และเป็นแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3200" target="_blank" title="">อ้อยโรงงาน.pdf</a> (ขนาด: 13.09 MB / ดาวน์โหลด: 78)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[คู่มือตรวจวิเคราะห์ปุ๋ยชีวภาพ]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2571</link>
			<pubDate>Fri, 22 Mar 2024 02:28:11 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2571</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">คู่มือตรวจวิเคราะห์ปุ๋ยชีวภาพ</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สุปรานี มั่นหมาย, ศิริลักษณ์ แก้วสุรลิขิต, ประไพ ทองระอา, นิศารัตน์ ทวีนุต, จิตรา เกาะแก้ว, กัลยกร โปร่งจันทึก, อำนาจ เอี่ยมวิจารณ์, มนต์ชัย มนัสสิลา, บุณฑริก ฉิมชาติ, กนกอร บุญพา, สนธยา ขำติ๊บ และณัฐนันท์ ไกรเลิศรัตนชัย</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          จากสถานการณ์ราคาปุ๋ยเคมีแพงและประเทศไทยต้องพึ่งพิงการนำเข้าปุ๋ยเคมี ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากโดยเฉลี่ยต้นทุนปุ๋ยเคมีคิดเป็นร้อยละ 20 ของต้นทุนการเพาะปลูกพืชทั้งหมด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ และใช้ปุ๋ยชีวภาพเพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี และใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่จะเป็นการช่วยทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร มีบทบาทสำคัญในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและการใช้ปุ๋ยชีวภาพในการผลิตพืช สำหรับเป็นแนวทางในการลดหรือทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีรวมถึงสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยชีวภาพให้แก่ภาคเอกชน นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการควบคุมคุณภาพของปุ๋ยชีวภาพให้ได้คุณภาพตามมาตรฐาน ตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยชีวภาพที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐาน</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          การจัดทำ “คู่มือตรวจวิเคราะห์ปุ๋ยชีวภาพ” ฉบับนี้เป็นการรวบรวมและเรียบเรียงหลักการ วิธีการและเทคนิคต่างๆ ในการตรวจวิเคราะห์ปุ๋ยชีวภาพ และได้มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมให้เป็นไปตามหลักสากลเพื่อให้นักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องได้เข้าใจถึงวิธีการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพชนิดต่างๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพในการผลิตปุ๋ยชีวภาพ และควบคุมกำกับปุ๋ยชีวภาพในท้องตลาดให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน ตาม พ.ร.บ. ปุ๋ย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3190" target="_blank" title="">คู่มือตรวจวิเคราะห์ปุ๋ยชีวภาพ.pdf</a> (ขนาด: 16.6 MB / ดาวน์โหลด: 268)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">คู่มือตรวจวิเคราะห์ปุ๋ยชีวภาพ</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สุปรานี มั่นหมาย, ศิริลักษณ์ แก้วสุรลิขิต, ประไพ ทองระอา, นิศารัตน์ ทวีนุต, จิตรา เกาะแก้ว, กัลยกร โปร่งจันทึก, อำนาจ เอี่ยมวิจารณ์, มนต์ชัย มนัสสิลา, บุณฑริก ฉิมชาติ, กนกอร บุญพา, สนธยา ขำติ๊บ และณัฐนันท์ ไกรเลิศรัตนชัย</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          จากสถานการณ์ราคาปุ๋ยเคมีแพงและประเทศไทยต้องพึ่งพิงการนำเข้าปุ๋ยเคมี ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากโดยเฉลี่ยต้นทุนปุ๋ยเคมีคิดเป็นร้อยละ 20 ของต้นทุนการเพาะปลูกพืชทั้งหมด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ และใช้ปุ๋ยชีวภาพเพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี และใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่จะเป็นการช่วยทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร มีบทบาทสำคัญในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและการใช้ปุ๋ยชีวภาพในการผลิตพืช สำหรับเป็นแนวทางในการลดหรือทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีรวมถึงสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยชีวภาพให้แก่ภาคเอกชน นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการควบคุมคุณภาพของปุ๋ยชีวภาพให้ได้คุณภาพตามมาตรฐาน ตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยชีวภาพที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐาน</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          การจัดทำ “คู่มือตรวจวิเคราะห์ปุ๋ยชีวภาพ” ฉบับนี้เป็นการรวบรวมและเรียบเรียงหลักการ วิธีการและเทคนิคต่างๆ ในการตรวจวิเคราะห์ปุ๋ยชีวภาพ และได้มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมให้เป็นไปตามหลักสากลเพื่อให้นักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องได้เข้าใจถึงวิธีการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพชนิดต่างๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพในการผลิตปุ๋ยชีวภาพ และควบคุมกำกับปุ๋ยชีวภาพในท้องตลาดให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน ตาม พ.ร.บ. ปุ๋ย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3190" target="_blank" title="">คู่มือตรวจวิเคราะห์ปุ๋ยชีวภาพ.pdf</a> (ขนาด: 16.6 MB / ดาวน์โหลด: 268)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[การผลิตหัวเชื้อสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินแบบใหม่ ในระดับห้องปฏิบัติการ]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2569</link>
			<pubDate>Fri, 22 Mar 2024 02:09:00 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2569</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การผลิตหัวเชื้อสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินแบบใหม่ในระดับห้องปฏิบัติการ</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">ประไพ ทองระอา, ณัฐนันท์ ไกรเลิศรัตนชัย, ศิริลักษณ์ แก้วสุรลิขิต, แววตา พลกุล, วนิดา โนบรรเทา และศุภกาญจน์ ล้วนมณี</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ประเทศไทยมีทรัพยากรชีวภาพจุลินทรีย์ที่มีความหลากหลายสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ได้ กรมวิชาการเกษตรเป็นแหล่งรวบรวมและเก็บรักษาสายพันธุ์จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ทางการเกษตรที่มีศักยภาพสูงสามารถนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ประโยชน์ในการผลิตพืชได้ เช่น ชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัดศัตรูพืช และผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพ เป็นต้น สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่สามารถตรึงไนโตรเจนได้ (Nitrogen fixing blue-green algae) สกุล Hapalosiphon มีศักยภาพในการเลี้ยงขยายเพื่อเพิ่มปริมาณชีวมวลได้ดี จัดเป็นแหล่งชีวมวลที่สำคัญที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีวันหมด (renewable biomass source) สามารถนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพสารส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช หรือสารเพิ่มประสิทธิภาพพืชได้ วิธีการผลิตหัวเชื้อสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน Hapalosiphon แบบใหม่ในระดับห้องปฏิบัติการให้มีปริมาณสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่มีชีวิตเพิ่มขึ้น ตามเกณฑ์การขึ้นทะเบียนปุ๋ยชีวภาพสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ซึ่งต้องมีปริมาณไม่น้อยกว่า 105 โคโลนีต่อน้ำหนักปุ๋ยชีวภาพ 1 กรัม จะทำให้สามารถนำไปเลี้ยงขยายเพื่อเพิ่มปริมาณชีวมวลได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3160" target="_blank" title="">การผลิตหัวเชื้อสาหร่ายสีเขียวแกมน้ําเงินแบบใหม่ในระดับห้องปฏิบัติการ.pdf</a> (ขนาด: 748.05 KB / ดาวน์โหลด: 1187)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การผลิตหัวเชื้อสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินแบบใหม่ในระดับห้องปฏิบัติการ</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">ประไพ ทองระอา, ณัฐนันท์ ไกรเลิศรัตนชัย, ศิริลักษณ์ แก้วสุรลิขิต, แววตา พลกุล, วนิดา โนบรรเทา และศุภกาญจน์ ล้วนมณี</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ประเทศไทยมีทรัพยากรชีวภาพจุลินทรีย์ที่มีความหลากหลายสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ได้ กรมวิชาการเกษตรเป็นแหล่งรวบรวมและเก็บรักษาสายพันธุ์จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ทางการเกษตรที่มีศักยภาพสูงสามารถนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ประโยชน์ในการผลิตพืชได้ เช่น ชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัดศัตรูพืช และผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพ เป็นต้น สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่สามารถตรึงไนโตรเจนได้ (Nitrogen fixing blue-green algae) สกุล Hapalosiphon มีศักยภาพในการเลี้ยงขยายเพื่อเพิ่มปริมาณชีวมวลได้ดี จัดเป็นแหล่งชีวมวลที่สำคัญที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีวันหมด (renewable biomass source) สามารถนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพสารส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช หรือสารเพิ่มประสิทธิภาพพืชได้ วิธีการผลิตหัวเชื้อสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน Hapalosiphon แบบใหม่ในระดับห้องปฏิบัติการให้มีปริมาณสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่มีชีวิตเพิ่มขึ้น ตามเกณฑ์การขึ้นทะเบียนปุ๋ยชีวภาพสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ซึ่งต้องมีปริมาณไม่น้อยกว่า 105 โคโลนีต่อน้ำหนักปุ๋ยชีวภาพ 1 กรัม จะทำให้สามารถนำไปเลี้ยงขยายเพื่อเพิ่มปริมาณชีวมวลได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3160" target="_blank" title="">การผลิตหัวเชื้อสาหร่ายสีเขียวแกมน้ําเงินแบบใหม่ในระดับห้องปฏิบัติการ.pdf</a> (ขนาด: 748.05 KB / ดาวน์โหลด: 1187)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[การใช้สารกำจัดแมลงและไรศัตรูพืช เพื่อแก้ไขปัญหาความต้านทานศัตรูพืช]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2558</link>
			<pubDate>Tue, 20 Jun 2023 06:35:37 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2558</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การใช้สารกำจัดแมลงและไรศัตรูพืช เพื่อแก้ไขปัญหาความต้านทานศัตรูพืช</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร มีหน้าที่ศึกษา ค้นคว้า วิจัย ทดลอง และพัฒนาวิชาการเกษตรด้านอารักขาพืชตามนโยบายสำคัญและแนวทางการปฏิบัติงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่องการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร นอกจากนี้กรมวิชาการเกษตรยังมีนโยบายอารักขาพืชที่มุ่งเน้นลดการใช้สารกำจัดศัตรูพืชและใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อลดปัญหาพิษตกค้างของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อเกษตรกรและผู้บริโภค และยกระดับมาตรฐานการผลิตพืชและผลผลิตสู่เกษตรปลอดภัยอย่างยั่งยืน</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          เนื่องจากเกษตรกรมีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชบ่อยครั้งโดยไม่มีการหมุนเวียนกลุ่มสารอย่างถูกต้อง ทำให้ศัตรูพืชสร้างความต้านทานต่อสารกำจัดศัตรูพืชมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เกษตรกรต้องใช้สารในปริมาณที่สูงขึ้นเพื่อควบคุมศัตรูพืชที่ต้านทาน เพื่อปกป้องผลผลิตทางการเกษตรให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชจึงได้มีการศึกษาวิจัยโดยมีเป้าหมายเพื่อหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับจัดการปัญหาศัตรูพืชต้านทาน ซึ่งจะทำให้สามารถลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่เพิ่มมากขึ้นในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชต้านทาน และยังทำให้สามารถรักษาผลผลิตทางการเกษตรให้มีคุณภาพ เพื่อเผยแพร่สู่เกษตรกรต่อไป</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          เอกสารวิชาการ การใช้สารกำจัดแมลงและไรศัตรูพืชเพื่อแก้ไขปัญหาความต้านทานศัตรูพืชเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นคู่มือในการแก้ปัญหาแมลงและไรต้านทานต่อสารกำจัดศัตรูพืชสำหรับนักวิชาการ เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป เนื้อหาในเอกสารนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลทางวิชาการและองค์ความรู้จากนักวิจัยหลายท่านที่มีประสบการณ์ทางานเกี่ยวข้องกับการบริหารศัตรูพืช ซึ่งข้อมูลและองค์ความรู้ที่รวบรวมจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาความต้านทานของแมลงและไรศัตรูพืชของประเทศไทย สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชหวังเป็นอย่างยิ่งว่ำข้อมูลในเอกสารวิชาการเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ เพื่อนำไปปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาความต้านทานของแมลงและไรศัตรูพืชอย่างมีประสิทธิภาพ และถูกต้องตามหลักวิชาการ อันจะทำให้การป้องกันกำจัดแมลงและไรศัตรูพืชทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะเป็นการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรได้อย่างยั่งยืน</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3142" target="_blank" title="">2564 การใช้สารกำจัดแมลงและไรศัตรูพืช เพื่อแก้ไขปัญหาความต้านทานศัตรูพืช.pdf</a> (ขนาด: 24.3 MB / ดาวน์โหลด: 1411)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การใช้สารกำจัดแมลงและไรศัตรูพืช เพื่อแก้ไขปัญหาความต้านทานศัตรูพืช</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร มีหน้าที่ศึกษา ค้นคว้า วิจัย ทดลอง และพัฒนาวิชาการเกษตรด้านอารักขาพืชตามนโยบายสำคัญและแนวทางการปฏิบัติงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่องการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร นอกจากนี้กรมวิชาการเกษตรยังมีนโยบายอารักขาพืชที่มุ่งเน้นลดการใช้สารกำจัดศัตรูพืชและใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อลดปัญหาพิษตกค้างของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อเกษตรกรและผู้บริโภค และยกระดับมาตรฐานการผลิตพืชและผลผลิตสู่เกษตรปลอดภัยอย่างยั่งยืน</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          เนื่องจากเกษตรกรมีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชบ่อยครั้งโดยไม่มีการหมุนเวียนกลุ่มสารอย่างถูกต้อง ทำให้ศัตรูพืชสร้างความต้านทานต่อสารกำจัดศัตรูพืชมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เกษตรกรต้องใช้สารในปริมาณที่สูงขึ้นเพื่อควบคุมศัตรูพืชที่ต้านทาน เพื่อปกป้องผลผลิตทางการเกษตรให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชจึงได้มีการศึกษาวิจัยโดยมีเป้าหมายเพื่อหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับจัดการปัญหาศัตรูพืชต้านทาน ซึ่งจะทำให้สามารถลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่เพิ่มมากขึ้นในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชต้านทาน และยังทำให้สามารถรักษาผลผลิตทางการเกษตรให้มีคุณภาพ เพื่อเผยแพร่สู่เกษตรกรต่อไป</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          เอกสารวิชาการ การใช้สารกำจัดแมลงและไรศัตรูพืชเพื่อแก้ไขปัญหาความต้านทานศัตรูพืชเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นคู่มือในการแก้ปัญหาแมลงและไรต้านทานต่อสารกำจัดศัตรูพืชสำหรับนักวิชาการ เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป เนื้อหาในเอกสารนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลทางวิชาการและองค์ความรู้จากนักวิจัยหลายท่านที่มีประสบการณ์ทางานเกี่ยวข้องกับการบริหารศัตรูพืช ซึ่งข้อมูลและองค์ความรู้ที่รวบรวมจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาความต้านทานของแมลงและไรศัตรูพืชของประเทศไทย สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชหวังเป็นอย่างยิ่งว่ำข้อมูลในเอกสารวิชาการเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ เพื่อนำไปปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาความต้านทานของแมลงและไรศัตรูพืชอย่างมีประสิทธิภาพ และถูกต้องตามหลักวิชาการ อันจะทำให้การป้องกันกำจัดแมลงและไรศัตรูพืชทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะเป็นการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรได้อย่างยั่งยืน</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3142" target="_blank" title="">2564 การใช้สารกำจัดแมลงและไรศัตรูพืช เพื่อแก้ไขปัญหาความต้านทานศัตรูพืช.pdf</a> (ขนาด: 24.3 MB / ดาวน์โหลด: 1411)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[โรคทุเรียน]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2557</link>
			<pubDate>Tue, 20 Jun 2023 04:38:56 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2557</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">โรคทุเรียน</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          การจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า KM) นั้นก็ คือ แนวทางการบริหารการทำงานภายในองค์กรเพื่อทำให้เกิดการนิยาม ความรู้ขององค์กรขึ้น โดยทำการรวบรวมสร้าง และกระจายความรู้ขององค์กร เพื่อให้เกิดการต่อยอดของความรู้ โดยนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ พัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ และนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการในสังกัดให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ และมีการเรียนรู้ร่วมกัน</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ในปีงบประมาณ 2562 สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร เล็งเห็นถึงความสำคัญของการผลิตทุเรียน เพราะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การส่งออกทุเรียนของไทยได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะจากตลาดการนำเข้าของจีนที่เพิ่มขึ้นซึ่งได้ส่งผลต่อการปรับตัวของราคาทุเรียนทั้ง ในตลาดส่งออกและตลาดภายในประเทศ ราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นได้สร้างแรงจูงใจต่อการขยายพื้นที่การเพาะปลูกทุเรียนเป็นจำนวนมากเกษตรกรจึงต้องมีการดูแลรักษาให้ต้นทุเรียนมีความอุดมสมบูรณ์เพื่อให้พร้อมสำหรับการออกดอกติดผลและมีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพื่อป้องกันผลผลิตเสียหาย แต่เนื่องจากทุเรียนมีศัตรูหลายชนิด และพบระบาดเป็นประจำในพื้นที่ปลูกทุเรียนทั่วไป บางชนิดมีการระบาดรุนแรงเฉพาะในบางพื้นที่ และบางชนิดมีความรุนแรงถึงขั้นทำให้ต้นทุเรียนตายได้ ปัญหาที่สำคัญของทุเรียนอย่างหนึ่ง คือ ปัญหาโรครากเน่าและโคนเน่าทุเรียน สาเหตุเกิดจากเชื้อรา <span style="font-style: italic;" class="mycode_i">Phytophthora palmivora</span> ระบาดได้ดีในช่วงที่มีฝนตกหนักและมีความชื้นสูง แม้จะมีการศึกษาวิจัยแก้ปัญหานี้มากกว่า 50 ปีแล้วก็ตาม ทั้งนักวิชาการของภาครัฐและเอกชนต่างช่วยกันระดมความคิดในการแก้ปัญหาและเกษตรกรพยายามดำเนินการทุกวิถีทางที่จะปราบโรคร้ายให้หมดไป นอกจากปัญหาการระบาดของโรครากเน่าและโคนเน่า และยังมีโรคที่สำคัญอีกหลายชนิดได้แก่ โรคใบติด โรคราสีชมพู โรคราแป้งโรคแอนแทรคโนส โรคใบจุด และอาการที่เกิดจากการขาดธาตุอาหาร รวมทั้งความสับสนของเกษตรกรเกี่ยวกับโรคราสีชมพูของทุเรียนกับโรครากเน่าและโคนเน่า ที่ทำให้เกษตรกรใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดโรคพืชไม่ถูกต้อง ทำให้ต้นทุนในการผลิตสูง และป้องกันกำจัดโรคไม่ได้</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">           จากประเด็นปัญหาดังกล่าว สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร จึงจัดทำเอกสารวิชาการองค์ความรู้เรื่อง “โรคทุเรียน” โดยรวบรวม ทบทวน ปรับปรุงและเพิ่มเติมข้อมูลทางวิชาการที่ได้จากผลงานวิจัยของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งนำมาประมวลและกลั่นกรองให้ถูกต้องโดยผู้รู้ ผู้ทรงคุณวุฒิ และคณะทำงานเพื่อจัดเป็นองค์ความรู้ที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ถูกต้อง เหมาะสม และสามารถนำไปปฏิบัติได้ ซึ่งสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารวิชาการเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ ให้แก่นักวิชาการของกรมวิชาการเกษตรซึ่งจะนำไปปรับใช้และให้คำแนะนำกับเกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาด้านโรคทุเรียนให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3141" target="_blank" title="">2562 โรคทุเรียน.pdf</a> (ขนาด: 92.26 MB / ดาวน์โหลด: 5608)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">โรคทุเรียน</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          การจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า KM) นั้นก็ คือ แนวทางการบริหารการทำงานภายในองค์กรเพื่อทำให้เกิดการนิยาม ความรู้ขององค์กรขึ้น โดยทำการรวบรวมสร้าง และกระจายความรู้ขององค์กร เพื่อให้เกิดการต่อยอดของความรู้ โดยนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ พัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ และนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการในสังกัดให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ และมีการเรียนรู้ร่วมกัน</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ในปีงบประมาณ 2562 สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร เล็งเห็นถึงความสำคัญของการผลิตทุเรียน เพราะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การส่งออกทุเรียนของไทยได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะจากตลาดการนำเข้าของจีนที่เพิ่มขึ้นซึ่งได้ส่งผลต่อการปรับตัวของราคาทุเรียนทั้ง ในตลาดส่งออกและตลาดภายในประเทศ ราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นได้สร้างแรงจูงใจต่อการขยายพื้นที่การเพาะปลูกทุเรียนเป็นจำนวนมากเกษตรกรจึงต้องมีการดูแลรักษาให้ต้นทุเรียนมีความอุดมสมบูรณ์เพื่อให้พร้อมสำหรับการออกดอกติดผลและมีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพื่อป้องกันผลผลิตเสียหาย แต่เนื่องจากทุเรียนมีศัตรูหลายชนิด และพบระบาดเป็นประจำในพื้นที่ปลูกทุเรียนทั่วไป บางชนิดมีการระบาดรุนแรงเฉพาะในบางพื้นที่ และบางชนิดมีความรุนแรงถึงขั้นทำให้ต้นทุเรียนตายได้ ปัญหาที่สำคัญของทุเรียนอย่างหนึ่ง คือ ปัญหาโรครากเน่าและโคนเน่าทุเรียน สาเหตุเกิดจากเชื้อรา <span style="font-style: italic;" class="mycode_i">Phytophthora palmivora</span> ระบาดได้ดีในช่วงที่มีฝนตกหนักและมีความชื้นสูง แม้จะมีการศึกษาวิจัยแก้ปัญหานี้มากกว่า 50 ปีแล้วก็ตาม ทั้งนักวิชาการของภาครัฐและเอกชนต่างช่วยกันระดมความคิดในการแก้ปัญหาและเกษตรกรพยายามดำเนินการทุกวิถีทางที่จะปราบโรคร้ายให้หมดไป นอกจากปัญหาการระบาดของโรครากเน่าและโคนเน่า และยังมีโรคที่สำคัญอีกหลายชนิดได้แก่ โรคใบติด โรคราสีชมพู โรคราแป้งโรคแอนแทรคโนส โรคใบจุด และอาการที่เกิดจากการขาดธาตุอาหาร รวมทั้งความสับสนของเกษตรกรเกี่ยวกับโรคราสีชมพูของทุเรียนกับโรครากเน่าและโคนเน่า ที่ทำให้เกษตรกรใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดโรคพืชไม่ถูกต้อง ทำให้ต้นทุนในการผลิตสูง และป้องกันกำจัดโรคไม่ได้</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">           จากประเด็นปัญหาดังกล่าว สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร จึงจัดทำเอกสารวิชาการองค์ความรู้เรื่อง “โรคทุเรียน” โดยรวบรวม ทบทวน ปรับปรุงและเพิ่มเติมข้อมูลทางวิชาการที่ได้จากผลงานวิจัยของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งนำมาประมวลและกลั่นกรองให้ถูกต้องโดยผู้รู้ ผู้ทรงคุณวุฒิ และคณะทำงานเพื่อจัดเป็นองค์ความรู้ที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ถูกต้อง เหมาะสม และสามารถนำไปปฏิบัติได้ ซึ่งสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารวิชาการเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ ให้แก่นักวิชาการของกรมวิชาการเกษตรซึ่งจะนำไปปรับใช้และให้คำแนะนำกับเกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาด้านโรคทุเรียนให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3141" target="_blank" title="">2562 โรคทุเรียน.pdf</a> (ขนาด: 92.26 MB / ดาวน์โหลด: 5608)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[จอกหูหนูยักษ์ วัชพืชน้ำต่างถิ่นที่รุกราน]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2556</link>
			<pubDate>Tue, 20 Jun 2023 04:31:26 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2556</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">จอกหูหนูยักษ์ วัชพืชน้ำต่างถิ่นที่รุกราน</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          จอกหูหนูยักษ์ เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกาใต้ เช่นเดียวกับผักตบชวาที่ถูกจัดเป็นพืชรุกรานที่สุดชนิดหนึ่งของโลก จอกหูหนูยักษ์ ถูกนำออกจากแหล่งกำเนิดครั้งแรกในปี 1939 ต่อมาไม่นาน 2 ปี พืชนี้ได้กลายเป็นวัชพืชที่ก่อให้เกิดผลกระทบในประเทศที่มีการชักนำพืชนี้เข้าไป ระดับความรุนแรงของผลกระทบแตกต่างกันไปตามสภาพนิเวศนั้นๆ ว่าเหมาะสมกับการเจริญเติบโต และการควบคุมหรือไม่ หลายประเทศในเขตร้อนของทวีปเอเชีย เช่น ศรีลังกา อินเดีย อินโดนีเชีย ฟิลิปปินส์ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพื้นที่การเกษตร ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำ การใช้ประโยชน์แหล่งน้ำ รวมไปถึงสุขอนามัยของมนุษย์ด้วย</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          สำหรับประเทศไทยได้มีการกำหนดให้จอกหูหนูยักษ์เป็นสิ่งต้องห้าม เนื่องจากเป็นศัตรูพืชกักกัน เพื่อป้องกันไม่ให้พืชนี้เข้ามาระบาดก่อให้เกิดปัญหา อย่างไรก็ตามจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ทำให้มีการนำเข้ามาปลูกเป็นไม้ประดับ จำหน่าย จ่ายแจก และหลุดลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้เกิดการระบาดในบางพื้นที่ของประเทศไทย</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติงานวิจัยเกี่ยวกับศัตรูพืช และการจัดการ ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากปล่อยให้จอกหูหนูยักษ์เข้ามาระบาดในประเทศไทย จึงได้รวบรวมข้อมูลความรู้ด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับจอกหูหนูยักษ์ที่มีการศึกษามาแล้วจากต่างประเทศ และบางส่วนที่มีการศึกษาในประเทศไทย เพื่อเป็นองค์ความรู้เผยแพร่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ โดยสามารถตรวจสอบชนิด ทราบถึงผลกระทบ แนวทางป้องกัน และวิธีการจัดการหากเกิดการระบาดในพื้นที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3140" target="_blank" title="">2560 จอกหูหนูยักษ์ วัชพืชน้ำต่างถิ่นที่รุกราน.pdf</a> (ขนาด: 138.58 MB / ดาวน์โหลด: 3502)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">จอกหูหนูยักษ์ วัชพืชน้ำต่างถิ่นที่รุกราน</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          จอกหูหนูยักษ์ เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกาใต้ เช่นเดียวกับผักตบชวาที่ถูกจัดเป็นพืชรุกรานที่สุดชนิดหนึ่งของโลก จอกหูหนูยักษ์ ถูกนำออกจากแหล่งกำเนิดครั้งแรกในปี 1939 ต่อมาไม่นาน 2 ปี พืชนี้ได้กลายเป็นวัชพืชที่ก่อให้เกิดผลกระทบในประเทศที่มีการชักนำพืชนี้เข้าไป ระดับความรุนแรงของผลกระทบแตกต่างกันไปตามสภาพนิเวศนั้นๆ ว่าเหมาะสมกับการเจริญเติบโต และการควบคุมหรือไม่ หลายประเทศในเขตร้อนของทวีปเอเชีย เช่น ศรีลังกา อินเดีย อินโดนีเชีย ฟิลิปปินส์ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพื้นที่การเกษตร ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำ การใช้ประโยชน์แหล่งน้ำ รวมไปถึงสุขอนามัยของมนุษย์ด้วย</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          สำหรับประเทศไทยได้มีการกำหนดให้จอกหูหนูยักษ์เป็นสิ่งต้องห้าม เนื่องจากเป็นศัตรูพืชกักกัน เพื่อป้องกันไม่ให้พืชนี้เข้ามาระบาดก่อให้เกิดปัญหา อย่างไรก็ตามจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ทำให้มีการนำเข้ามาปลูกเป็นไม้ประดับ จำหน่าย จ่ายแจก และหลุดลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้เกิดการระบาดในบางพื้นที่ของประเทศไทย</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติงานวิจัยเกี่ยวกับศัตรูพืช และการจัดการ ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากปล่อยให้จอกหูหนูยักษ์เข้ามาระบาดในประเทศไทย จึงได้รวบรวมข้อมูลความรู้ด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับจอกหูหนูยักษ์ที่มีการศึกษามาแล้วจากต่างประเทศ และบางส่วนที่มีการศึกษาในประเทศไทย เพื่อเป็นองค์ความรู้เผยแพร่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ โดยสามารถตรวจสอบชนิด ทราบถึงผลกระทบ แนวทางป้องกัน และวิธีการจัดการหากเกิดการระบาดในพื้นที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3140" target="_blank" title="">2560 จอกหูหนูยักษ์ วัชพืชน้ำต่างถิ่นที่รุกราน.pdf</a> (ขนาด: 138.58 MB / ดาวน์โหลด: 3502)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[ปัญจขันธ์]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2553</link>
			<pubDate>Tue, 20 Jun 2023 04:18:05 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2553</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">ปัญจขันธ์</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ปัญจขันธ์เป็นพืชสมุนไพรที่มีประวัติการพบในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2465 สารสาคัญที่พบในต้นคือ ซาโปนิน สามารถนำไปแปรรูปเป็นชาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ได้หลายรูปแบบ มีคุณสมบัติในการใช้ประโยชน์หลากหลายได้แก่ ลดน้าตาลในเลือด ลดคอเลสเตอรอล ลดการอักเสบและอื่นๆ ในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 พืชสมุนไพรโดยเฉพาะปัญจขันธ์มีความต้องการผลผลิตมากขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการป้องกันตนเอง แต่การผลิตยังอยู่ในวงจากัด กรมวิชาการเกษตรได้เล็งเห็นถึงความสาคัญ ประโยชน์ และการพัฒนาพืชสมุนไพร จึงได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยพืชสวนโดยศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงรายได้รวบรวมบุคลากรและองค์ความรู้จากงานวิจัยที่ดาเนินมาตั้งแต่ปี 2549 จัดทำเอกสารวิชาการ ปัญจขันธ์ ซึ่งมีรายละเอียดตั้งแต่ความสาคัญของปัญจขันธ์และสถานการณ์การผลิต พันธุ์ปัญจขันธ์ วิธีการปลูกภายใต้โรงเรือนพรางแสง การทำค้าง การใส่ปุ๋ยในแปลงปลูกและการปลูกในระบบแอโรโพนิกส์ โรคแมลงศัตรูพืชรวมทั้งการป้องกันกำจัด การเก็บเกี่ยว และการแปรรูปสมุนไพรปัญจขันธ์ โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาบุคลากรในองค์กร ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงรายและศูนย์วิจัยพืชสวนอื่นๆ ที่ทางานวิจัยปัญจขันธ์ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในเรื่องพันธุ์ การปลูก และการแปรรูป ลดความเสี่ยงในการวิจัยให้ประสพผลสาเร็จเป็นการเพิ่มการผลิตวัตถุดิบเพื่อการใช้ประโยชน์ รวมถึงถ่ายทอดผลงานสู่เกษตรกรผู้ผลิตและผู้ประกอบการต่อไป</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3137" target="_blank" title="">2565 ปัญจขันธ์.pdf</a> (ขนาด: 20.41 MB / ดาวน์โหลด: 1777)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">ปัญจขันธ์</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ปัญจขันธ์เป็นพืชสมุนไพรที่มีประวัติการพบในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2465 สารสาคัญที่พบในต้นคือ ซาโปนิน สามารถนำไปแปรรูปเป็นชาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ได้หลายรูปแบบ มีคุณสมบัติในการใช้ประโยชน์หลากหลายได้แก่ ลดน้าตาลในเลือด ลดคอเลสเตอรอล ลดการอักเสบและอื่นๆ ในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 พืชสมุนไพรโดยเฉพาะปัญจขันธ์มีความต้องการผลผลิตมากขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการป้องกันตนเอง แต่การผลิตยังอยู่ในวงจากัด กรมวิชาการเกษตรได้เล็งเห็นถึงความสาคัญ ประโยชน์ และการพัฒนาพืชสมุนไพร จึงได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยพืชสวนโดยศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงรายได้รวบรวมบุคลากรและองค์ความรู้จากงานวิจัยที่ดาเนินมาตั้งแต่ปี 2549 จัดทำเอกสารวิชาการ ปัญจขันธ์ ซึ่งมีรายละเอียดตั้งแต่ความสาคัญของปัญจขันธ์และสถานการณ์การผลิต พันธุ์ปัญจขันธ์ วิธีการปลูกภายใต้โรงเรือนพรางแสง การทำค้าง การใส่ปุ๋ยในแปลงปลูกและการปลูกในระบบแอโรโพนิกส์ โรคแมลงศัตรูพืชรวมทั้งการป้องกันกำจัด การเก็บเกี่ยว และการแปรรูปสมุนไพรปัญจขันธ์ โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาบุคลากรในองค์กร ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงรายและศูนย์วิจัยพืชสวนอื่นๆ ที่ทางานวิจัยปัญจขันธ์ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในเรื่องพันธุ์ การปลูก และการแปรรูป ลดความเสี่ยงในการวิจัยให้ประสพผลสาเร็จเป็นการเพิ่มการผลิตวัตถุดิบเพื่อการใช้ประโยชน์ รวมถึงถ่ายทอดผลงานสู่เกษตรกรผู้ผลิตและผู้ประกอบการต่อไป</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3137" target="_blank" title="">2565 ปัญจขันธ์.pdf</a> (ขนาด: 20.41 MB / ดาวน์โหลด: 1777)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[มะพร้าวกะทิ]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2547</link>
			<pubDate>Mon, 19 Jun 2023 08:10:09 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2547</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">มะพร้าวกะทิ</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">ศูนย์วิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          มะพร้าวกะทิเป็นที่นิยมบริโภคเป็นของหวาน มีเนื้อหนาฟู อ่อนนุ่ม และหวานมัน อร่อยและมีราคาแพง สำหรับประเทศไทยผลผลิตยังไม่พอเพียงที่จะบริโภคภายในประเทศ จึงยังไม่มีการส่งออกทั้งๆ ที่ตลาดต่างประเทศยังมีความต้องการ มะพร้าวกะทิไม่ได้จัดเป็นมะพร้าวพันธุ์หนึ่ง ในธรรมชาติไม่มีต้นมะพร้าวกะทิพันธุ์แท้ แต่ผลมะพร้าวกะทิจะเกิดรวมกับผลปกติในมะพร้าวธรรมดาทั่วไปบางต้นเท่านั้น และไม่ได้เกิดจากทุกผลในต้นนั้น มะพร้าวกะทิถูกควบคุมโดยยีนเพียงคู่เดียว และลักษณะกะทิเป็นลักษณะด้อย (recessive) ส่วนลักษณะธรรมดาเป็นลักษณะขม (dominance) ต้นมะพร้าวลูกผสมกะทิ ถ้าปลูกในที่ปลอดจากมะพร้าวพันธุ์ธรรมดาผลผลิตที่ได้จะเป็นไปตามกฎของเมนเดล จะได้ผลมะพร้าวเป็นกะทิ 25% แต่ในสภาพโดยทั่วไปที่พบต้นมะพร้าวลูกผสมกะทิจะขึ้นปะปนกับมะพร้าวธรรมดา จึงทำให้ผลผลิตจะเป็นกะทิ ในบางทลายและปริมาณผลที่เป็นกะทิจะได้ไม่ถึง 25%</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          จากการศึกษาค้นคว้าการปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวกะทิของกรมวิชาการเกษตร จึงทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวในโลก ที่ศึกษาเรื่องการปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวกะทิ จนกระทั่งได้พันธุ์มะพร้าวกะทิลูกผสม 84 - 1 และ 84 - 2 ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นการค้าเพื่อเพิ่มรายได้ในการทำสวนมะพร้าว ซึ่งจะได้รายได้สูงกว่าการทำสวนมะพร้าวธรรมดา 3 - 4 เท่า นอกจากนั้นยังได้พันธุ์มะพร้าวกะทิพันธุ์แท้มีความหลากหลาย ได้แก่ มะพร้าวกะทิพันธุ์ต้นสูง กึ่งสูง และต้นเตี้ย ซึ่งมีสีต่างๆ ได้แก่ เขียว เหลือง น้ำตาล และแดง สามารถสร้างเป็นสวนแม่พันธุ์ผลิตพันธุ์มะพร้าวกะทิพันธุ์แท้เป็นพันธุ์การค้า </div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3131" target="_blank" title="">2555 มะพร้าวกะทิ.pdf</a> (ขนาด: 5.75 MB / ดาวน์โหลด: 1092)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">มะพร้าวกะทิ</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">ศูนย์วิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          มะพร้าวกะทิเป็นที่นิยมบริโภคเป็นของหวาน มีเนื้อหนาฟู อ่อนนุ่ม และหวานมัน อร่อยและมีราคาแพง สำหรับประเทศไทยผลผลิตยังไม่พอเพียงที่จะบริโภคภายในประเทศ จึงยังไม่มีการส่งออกทั้งๆ ที่ตลาดต่างประเทศยังมีความต้องการ มะพร้าวกะทิไม่ได้จัดเป็นมะพร้าวพันธุ์หนึ่ง ในธรรมชาติไม่มีต้นมะพร้าวกะทิพันธุ์แท้ แต่ผลมะพร้าวกะทิจะเกิดรวมกับผลปกติในมะพร้าวธรรมดาทั่วไปบางต้นเท่านั้น และไม่ได้เกิดจากทุกผลในต้นนั้น มะพร้าวกะทิถูกควบคุมโดยยีนเพียงคู่เดียว และลักษณะกะทิเป็นลักษณะด้อย (recessive) ส่วนลักษณะธรรมดาเป็นลักษณะขม (dominance) ต้นมะพร้าวลูกผสมกะทิ ถ้าปลูกในที่ปลอดจากมะพร้าวพันธุ์ธรรมดาผลผลิตที่ได้จะเป็นไปตามกฎของเมนเดล จะได้ผลมะพร้าวเป็นกะทิ 25% แต่ในสภาพโดยทั่วไปที่พบต้นมะพร้าวลูกผสมกะทิจะขึ้นปะปนกับมะพร้าวธรรมดา จึงทำให้ผลผลิตจะเป็นกะทิ ในบางทลายและปริมาณผลที่เป็นกะทิจะได้ไม่ถึง 25%</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          จากการศึกษาค้นคว้าการปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวกะทิของกรมวิชาการเกษตร จึงทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวในโลก ที่ศึกษาเรื่องการปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวกะทิ จนกระทั่งได้พันธุ์มะพร้าวกะทิลูกผสม 84 - 1 และ 84 - 2 ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นการค้าเพื่อเพิ่มรายได้ในการทำสวนมะพร้าว ซึ่งจะได้รายได้สูงกว่าการทำสวนมะพร้าวธรรมดา 3 - 4 เท่า นอกจากนั้นยังได้พันธุ์มะพร้าวกะทิพันธุ์แท้มีความหลากหลาย ได้แก่ มะพร้าวกะทิพันธุ์ต้นสูง กึ่งสูง และต้นเตี้ย ซึ่งมีสีต่างๆ ได้แก่ เขียว เหลือง น้ำตาล และแดง สามารถสร้างเป็นสวนแม่พันธุ์ผลิตพันธุ์มะพร้าวกะทิพันธุ์แท้เป็นพันธุ์การค้า </div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3131" target="_blank" title="">2555 มะพร้าวกะทิ.pdf</a> (ขนาด: 5.75 MB / ดาวน์โหลด: 1092)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[ห้อม พืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพในเขตภาคเหนือตอนบน]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2537</link>
			<pubDate>Mon, 19 Jun 2023 07:09:59 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2537</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">ห้อม พืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพในเขตภาคเหนือตอนบน</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ห้อมเป็นพืชที่ขึ้นทั่วไปในป่าธรรมชาติที่มีความชุ่มชื้น เกษตรกรเก็บส่วนยอดและใบห้อมจากป่ามาใช้ประโยชน์ ในการย้อมผ้าหม้อห้อมตามวิธีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ผ้าห้อมที่ย้อมสีธรรมชาติมีจุดเด่น คือ ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้สารเคมีสำหรับผู็ที่เป็ฯโรคภูมิแพ้ ใช้ได้นานระบายอากาศได้ดีไม่ร้อนเกินไป ไม่เปื้อนง่าย จึงเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางทั้งภายในประเทศ และตลาดต่างประเทศ แต่ในปัจจุบันห้อมที่พบในธรรมชาติเหือน้อยลงหรืออาจสูญพันธุ์ในอนาคต แต่ความต้องการในการผลิตเสื้อผ้าหม้อห้อมมากขึ้น ทำให้ขาดวัตถุดิบสำหรับย้อมผ้าจนต้องนำห้อมสดจากแหล่งอื่นหรือใช้สารเคมีย้อมผ้าทดแทนทำให้สูญเสียภาพลักษณ์ของผ้าหม้อห้อม กลุ่มผู้ผลิตผ้าหม้อห้อมจึงต้องการให้เกษตรกรปลูกห้อมในเชิงการค้าเพิ่มมากขึ้น แต่การผลิตของเกษตรกรยังมีข้อจำกัด เช่น ขาดพันธุ์ และเทคโนโลยีการผลิตห้อมที่เหมาะสม</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          การจัดการความรู้ (Knowledge management) ในห้อมพืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพเขตภาคเหนือตอนบน มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้ของบุคลากรของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 ให้มีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องของการจัดการความรู็ร่วมกัน มีการเรียนรู้ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ และนำความรู้ที่ได้รับมาเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงานต่อไป จึงได้จัดทำเอกสารวิชาการฉบับบนี้มีเนื้อหาและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับห้อม ได้แก่ ประวัติความเป็นมา ความสำคัญ ลักษณะพฤกษศาสตร์ พันธุ์ วิธีการปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว และการนำไปใช้ประโยชน์ หวังว่าหนังสือเล่มนี้คงจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจในการที่จะนำไปใช้เป็นแนวทางในการผลิตห้อมอย่างยั่งยืน และสร้างมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ผ้าหม้อห้อม รวมถึงการส่งเสริมการสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเกษตรทำให้สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3120" target="_blank" title="">2562 ห้อม พืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพ.pdf</a> (ขนาด: 10.78 MB / ดาวน์โหลด: 1406)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">ห้อม พืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพในเขตภาคเหนือตอนบน</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ห้อมเป็นพืชที่ขึ้นทั่วไปในป่าธรรมชาติที่มีความชุ่มชื้น เกษตรกรเก็บส่วนยอดและใบห้อมจากป่ามาใช้ประโยชน์ ในการย้อมผ้าหม้อห้อมตามวิธีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ผ้าห้อมที่ย้อมสีธรรมชาติมีจุดเด่น คือ ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้สารเคมีสำหรับผู็ที่เป็ฯโรคภูมิแพ้ ใช้ได้นานระบายอากาศได้ดีไม่ร้อนเกินไป ไม่เปื้อนง่าย จึงเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางทั้งภายในประเทศ และตลาดต่างประเทศ แต่ในปัจจุบันห้อมที่พบในธรรมชาติเหือน้อยลงหรืออาจสูญพันธุ์ในอนาคต แต่ความต้องการในการผลิตเสื้อผ้าหม้อห้อมมากขึ้น ทำให้ขาดวัตถุดิบสำหรับย้อมผ้าจนต้องนำห้อมสดจากแหล่งอื่นหรือใช้สารเคมีย้อมผ้าทดแทนทำให้สูญเสียภาพลักษณ์ของผ้าหม้อห้อม กลุ่มผู้ผลิตผ้าหม้อห้อมจึงต้องการให้เกษตรกรปลูกห้อมในเชิงการค้าเพิ่มมากขึ้น แต่การผลิตของเกษตรกรยังมีข้อจำกัด เช่น ขาดพันธุ์ และเทคโนโลยีการผลิตห้อมที่เหมาะสม</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          การจัดการความรู้ (Knowledge management) ในห้อมพืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพเขตภาคเหนือตอนบน มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้ของบุคลากรของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 ให้มีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องของการจัดการความรู็ร่วมกัน มีการเรียนรู้ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ และนำความรู้ที่ได้รับมาเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงานต่อไป จึงได้จัดทำเอกสารวิชาการฉบับบนี้มีเนื้อหาและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับห้อม ได้แก่ ประวัติความเป็นมา ความสำคัญ ลักษณะพฤกษศาสตร์ พันธุ์ วิธีการปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว และการนำไปใช้ประโยชน์ หวังว่าหนังสือเล่มนี้คงจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจในการที่จะนำไปใช้เป็นแนวทางในการผลิตห้อมอย่างยั่งยืน และสร้างมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ผ้าหม้อห้อม รวมถึงการส่งเสริมการสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเกษตรทำให้สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3120" target="_blank" title="">2562 ห้อม พืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพ.pdf</a> (ขนาด: 10.78 MB / ดาวน์โหลด: 1406)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[โรคและแมลงไร - ศัตรูสำคัญของส้มเปลือกล่อน]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2536</link>
			<pubDate>Mon, 19 Jun 2023 06:53:45 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2536</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">โรคและแมลงไร - ศัตรูสำคัญของส้มเปลือกล่อน</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ส้มเปลือกล่อนเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย พื้นที่ปลูกทั้งประเทศปี 2557 เท่ากับ 86,837 ไร่ ผลผลิต 137,726 ตัน แหล่งปลูกที่สำคัญอยู่ในจังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ สุโขทัย แพร่ และเชียงราย ซึ่งมีพื้นที่ปลูก 27,824 26,296 12,422 และ 3,797 ไร่ ตามลำดับ มีผลผลิต 63,142, 34,066 7,454 และ 5,832 ตัน ตามลำดับ ประเด็นปัญหาการผลิตส้มเปลือกล่อนที่สำคัญคือ มีโรค - แมลงระบาดและจัดการดินปุ๋ยน้ำอย่างไม่ถูกต้องเหมาะสม ทำให้เกษตรกรใช้สารเคมีและปัจจัยการผลิตมากหรือเกินความจำเป็น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงและอาจมีสารพิษตกค้างจนไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ตลอดจนกระทบต่อสภาพแวดล้อม</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          การจัดการความรู้ (knowledge management) ด้านโรคและแมลงไร - ศัตรูสำคัญของส้มเปลือกล่อน มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้ของบุคลากรของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 ให้มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการจัดการความรู้ร่วมกัน มีการเรียนรู้ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ และนำความรู้ที่ได้รับมาเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงานต่อไป ซึ่งตามขั้นตอนการเผยแพร่องค์ความรู้จึงได้จัดทำเอกสารวิชาการ เรื่อง โรคและแมลง - ไรศัตรูสำคัญของส้มเปลือกล่อน สวพ.1 ขอขอบคุณคณะผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่ให้ควาอนุเคราะห์แก้ไขปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์และถูกต้องมากขึ้น สวพ. 1 หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารวิชาการฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรของ สวพ.1 เกษตรกร และผู้สนใจ</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3119" target="_blank" title="">2560 โรคและแมลงไรศัตรูส้มเปลือก.pdf</a> (ขนาด: 7.29 MB / ดาวน์โหลด: 1584)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">โรคและแมลงไร - ศัตรูสำคัญของส้มเปลือกล่อน</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ส้มเปลือกล่อนเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย พื้นที่ปลูกทั้งประเทศปี 2557 เท่ากับ 86,837 ไร่ ผลผลิต 137,726 ตัน แหล่งปลูกที่สำคัญอยู่ในจังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ สุโขทัย แพร่ และเชียงราย ซึ่งมีพื้นที่ปลูก 27,824 26,296 12,422 และ 3,797 ไร่ ตามลำดับ มีผลผลิต 63,142, 34,066 7,454 และ 5,832 ตัน ตามลำดับ ประเด็นปัญหาการผลิตส้มเปลือกล่อนที่สำคัญคือ มีโรค - แมลงระบาดและจัดการดินปุ๋ยน้ำอย่างไม่ถูกต้องเหมาะสม ทำให้เกษตรกรใช้สารเคมีและปัจจัยการผลิตมากหรือเกินความจำเป็น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงและอาจมีสารพิษตกค้างจนไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ตลอดจนกระทบต่อสภาพแวดล้อม</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          การจัดการความรู้ (knowledge management) ด้านโรคและแมลงไร - ศัตรูสำคัญของส้มเปลือกล่อน มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้ของบุคลากรของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 ให้มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการจัดการความรู้ร่วมกัน มีการเรียนรู้ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ และนำความรู้ที่ได้รับมาเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงานต่อไป ซึ่งตามขั้นตอนการเผยแพร่องค์ความรู้จึงได้จัดทำเอกสารวิชาการ เรื่อง โรคและแมลง - ไรศัตรูสำคัญของส้มเปลือกล่อน สวพ.1 ขอขอบคุณคณะผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่ให้ควาอนุเคราะห์แก้ไขปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์และถูกต้องมากขึ้น สวพ. 1 หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารวิชาการฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรของ สวพ.1 เกษตรกร และผู้สนใจ</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3119" target="_blank" title="">2560 โรคและแมลงไรศัตรูส้มเปลือก.pdf</a> (ขนาด: 7.29 MB / ดาวน์โหลด: 1584)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[พืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพในพื้นที่เขตภาคเหนือตอนบน]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2535</link>
			<pubDate>Mon, 19 Jun 2023 06:44:11 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2535</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">พืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพในพื้นที่เขตภาคเหนือตอนบน</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยประกอบด้วยจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา ลำปาง แม่ฮ่องสอน แพร่ และน่าน มีพื้นที่รวม 53.7 ล้านไร่ คิดเป็น 16.7% ของพื้นที่ทั้งประเทศ เป็นพื้นที่ทำการเกษตร 7.5 ล้านไร่ หรือ 14% ของพื้นที่ พืชเศรษฐกิจสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ ข้าวนาปี 3,212,763 ไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 2,489,000 ไร่ ลำไย 835,749 ไร่ ยางพารา 773,376 ไร่  และข้าวนาปรัง 601,405 ไร่ เนื่องจากภาคเหนือตอนบนเป็นที่สูงมากถึง 72% จึงมีป่าธรรมชาติกว้างขวาง และเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมพืช พืชท้องถิ่นของภาคเหนือตอนบนมีความหลากหลายชนิด เช่น มะขามป้อม ห้อม มะแขว่น ถั่วลอด ถั่วแปยี พริกกะเหรี่ยง มะเกี๋ยง มะไฟจีน งาม้อน ชาอัสสัม ต๋าว และส้มเกลี้ยง</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          การจัดการความรู้ (knowledge management) ในพืชท้องถิ่นในภาคเหนือตอนบน มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้ของบุคลากรของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 ให้มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการจัดการความรู้ร่วมกัน มีการเรียนรู้ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ และนำความรู้ที่ได้รับมาเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงานต่อไป จึงได้จัดทำเอกสารวิชาการเรื่อง พืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยองค์ความรู้ที่สำคัญในเอกสารวิชาการฉบับนี้ ได้แก่ ชื่อ ถิ่นกำเนิด ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ นิเวศน์วิทยาการใช้ประโยชน์ และแหล่งพันธุ์ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 ขอขอบคุณผชช. วินัย สมประสงค์ สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช และคุณรัชนี โสภา ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่ ที่ให้ความอนุเคราะห์แก้ไข ปรับปรุงเนื้อหาวิชาการให้สมบูรณ์และถูกต้องมากขึ้น ตลอดจนขอขอบคุณคณะทำงานจัดการความรู้ทุกท่านที่ได้ร่วมดำเนินการจัดการองค์ความรู้ในพืชท้องถิ่นในภาคเหนือตอนบน สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารวิชาการเรื่อง พืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ฉบับนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับบุคลากรของกรมวิชาการเกษตรในการปฏิบัติงาน เกษตรกร และผู้สนใจที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3118" target="_blank" title="">2559 พืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพในพื้นที่ภาคเหนือ.pdf</a> (ขนาด: 22.27 MB / ดาวน์โหลด: 2245)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">พืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพในพื้นที่เขตภาคเหนือตอนบน</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยประกอบด้วยจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา ลำปาง แม่ฮ่องสอน แพร่ และน่าน มีพื้นที่รวม 53.7 ล้านไร่ คิดเป็น 16.7% ของพื้นที่ทั้งประเทศ เป็นพื้นที่ทำการเกษตร 7.5 ล้านไร่ หรือ 14% ของพื้นที่ พืชเศรษฐกิจสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ ข้าวนาปี 3,212,763 ไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 2,489,000 ไร่ ลำไย 835,749 ไร่ ยางพารา 773,376 ไร่  และข้าวนาปรัง 601,405 ไร่ เนื่องจากภาคเหนือตอนบนเป็นที่สูงมากถึง 72% จึงมีป่าธรรมชาติกว้างขวาง และเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมพืช พืชท้องถิ่นของภาคเหนือตอนบนมีความหลากหลายชนิด เช่น มะขามป้อม ห้อม มะแขว่น ถั่วลอด ถั่วแปยี พริกกะเหรี่ยง มะเกี๋ยง มะไฟจีน งาม้อน ชาอัสสัม ต๋าว และส้มเกลี้ยง</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          การจัดการความรู้ (knowledge management) ในพืชท้องถิ่นในภาคเหนือตอนบน มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้ของบุคลากรของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 ให้มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการจัดการความรู้ร่วมกัน มีการเรียนรู้ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ และนำความรู้ที่ได้รับมาเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงานต่อไป จึงได้จัดทำเอกสารวิชาการเรื่อง พืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยองค์ความรู้ที่สำคัญในเอกสารวิชาการฉบับนี้ ได้แก่ ชื่อ ถิ่นกำเนิด ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ นิเวศน์วิทยาการใช้ประโยชน์ และแหล่งพันธุ์ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 ขอขอบคุณผชช. วินัย สมประสงค์ สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช และคุณรัชนี โสภา ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่ ที่ให้ความอนุเคราะห์แก้ไข ปรับปรุงเนื้อหาวิชาการให้สมบูรณ์และถูกต้องมากขึ้น ตลอดจนขอขอบคุณคณะทำงานจัดการความรู้ทุกท่านที่ได้ร่วมดำเนินการจัดการองค์ความรู้ในพืชท้องถิ่นในภาคเหนือตอนบน สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารวิชาการเรื่อง พืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ฉบับนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับบุคลากรของกรมวิชาการเกษตรในการปฏิบัติงาน เกษตรกร และผู้สนใจที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3118" target="_blank" title="">2559 พืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพในพื้นที่ภาคเหนือ.pdf</a> (ขนาด: 22.27 MB / ดาวน์โหลด: 2245)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญของการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองและการป้องกันกำจัด]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2520</link>
			<pubDate>Fri, 16 Jun 2023 03:23:21 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2520</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญของการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองและการป้องกันกำจัด</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">ศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชพิษณุโลก กองวิจัยพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">         ศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พิษณุโลกได้ดำเนินการรวบรวมและจัดทำการจัดการความรู้ (knowledge management) เรื่อง โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญของการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองและการป้องกันกำจัด เป็นองค์ความรู้เพื่อพัฒนาความรู้ของบุคลากรของกรมวิชาการเกษตรและบุคคลที่สนใจทั่วไปให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและแมลงศัตรูที่สำคัญของการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองและการป้องกันกำจัดซึ่งเป็นการรวบรวมความรู้ที่ได้จากการวิจัย ประสบการณ์และการสำรวจจากแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองเพื่อนำไปถ่ายทอดให้เกิดการเพิ่มขีดความสามารถในการปฎิบัติงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนาการผลิตของกรมวิชาการเกษตรและช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองในพื้นที่ต่อไป</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          การจัดการความรู้เล่มนี้ได้รวบรวมความรู้ที่มีอยู่ในเอกสารผลงานวิจัยต่างๆ และการลงสำรวจในพื้นที่ ทำให้ได้ข้อมูลและเทคโนโลยีการจัดการโรคและแมลงได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งความรู้จากประสบการณ์ของผู้ทรงความรู้จะทำให้ได้องค์ความรู้ที่นักวิชาการและบุคลากรที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ปฎิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้ของบุคลากรในหน่วยงานจากการแลกเปลี่ยนความรู้ นอกจากนี้กิจกรรมการจัดการความรู้ยังส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการจัดการความรู้ในเรื่องที่กำหนดจนเสร็จสิ้นองค์ความรู้ที่ได้มีสำระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโรคและแมลงศัตรูที่สำคัญของการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองและการป้องกันกำจัด ตั้งแต่ชนิดและอาการของโรคเริ่มแรกที่ปรากฎและอาการในระยะรุนแรง ผลกระทบต่อคุณภาพเมล็ดพันธุ์ และแนวทางการป้องกันกำจัดที่เหมาะสม และแมลงที่สำคัญต่อการเข้าทำลายในระยะต่างๆ จนถึงเมล็ดซึ่งมีผลต่อปริมาณและคุณภาพเมล็ดพันธุ์ คณะผู้จัดทำการจัดการความรู้ขอขอบคุณผู้ทรงความรู้</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3101" target="_blank" title="">2565 โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญของการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง.pdf</a> (ขนาด: 61.71 MB / ดาวน์โหลด: 793)
<!-- end: postbit_attachments_attachment --><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3102" target="_blank" title="">2565 โรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญของการผลิตเมล็ดพันธ์ถั่วเหลืองและการป้องกันกำจัด.pdf</a> (ขนาด: 70.79 MB / ดาวน์โหลด: 1222)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญของการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองและการป้องกันกำจัด</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">ศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชพิษณุโลก กองวิจัยพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">         ศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พิษณุโลกได้ดำเนินการรวบรวมและจัดทำการจัดการความรู้ (knowledge management) เรื่อง โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญของการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองและการป้องกันกำจัด เป็นองค์ความรู้เพื่อพัฒนาความรู้ของบุคลากรของกรมวิชาการเกษตรและบุคคลที่สนใจทั่วไปให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและแมลงศัตรูที่สำคัญของการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองและการป้องกันกำจัดซึ่งเป็นการรวบรวมความรู้ที่ได้จากการวิจัย ประสบการณ์และการสำรวจจากแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองเพื่อนำไปถ่ายทอดให้เกิดการเพิ่มขีดความสามารถในการปฎิบัติงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนาการผลิตของกรมวิชาการเกษตรและช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองในพื้นที่ต่อไป</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          การจัดการความรู้เล่มนี้ได้รวบรวมความรู้ที่มีอยู่ในเอกสารผลงานวิจัยต่างๆ และการลงสำรวจในพื้นที่ ทำให้ได้ข้อมูลและเทคโนโลยีการจัดการโรคและแมลงได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งความรู้จากประสบการณ์ของผู้ทรงความรู้จะทำให้ได้องค์ความรู้ที่นักวิชาการและบุคลากรที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ปฎิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้ของบุคลากรในหน่วยงานจากการแลกเปลี่ยนความรู้ นอกจากนี้กิจกรรมการจัดการความรู้ยังส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการจัดการความรู้ในเรื่องที่กำหนดจนเสร็จสิ้นองค์ความรู้ที่ได้มีสำระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโรคและแมลงศัตรูที่สำคัญของการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองและการป้องกันกำจัด ตั้งแต่ชนิดและอาการของโรคเริ่มแรกที่ปรากฎและอาการในระยะรุนแรง ผลกระทบต่อคุณภาพเมล็ดพันธุ์ และแนวทางการป้องกันกำจัดที่เหมาะสม และแมลงที่สำคัญต่อการเข้าทำลายในระยะต่างๆ จนถึงเมล็ดซึ่งมีผลต่อปริมาณและคุณภาพเมล็ดพันธุ์ คณะผู้จัดทำการจัดการความรู้ขอขอบคุณผู้ทรงความรู้</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3101" target="_blank" title="">2565 โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญของการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง.pdf</a> (ขนาด: 61.71 MB / ดาวน์โหลด: 793)
<!-- end: postbit_attachments_attachment --><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3102" target="_blank" title="">2565 โรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญของการผลิตเมล็ดพันธ์ถั่วเหลืองและการป้องกันกำจัด.pdf</a> (ขนาด: 70.79 MB / ดาวน์โหลด: 1222)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[การพัฒนาพันธุ์ยางและการเก็บข้อมูลทางวิชาการด้านการผลิตยาง]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2498</link>
			<pubDate>Thu, 15 Jun 2023 06:37:49 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2498</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การพัฒนาพันธุ์ยางและการเก็บข้อมูลทางวิชาการด้านการผลิตยาง</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">กองการยาง กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 11 กำหนดให้ส่วนราชการ มีหน้าที่พัฒนาความรู้ในองค์กร เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างสมํ่าเสมอ โดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถประมวลความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว เหมาะสมกับสถานการณ์รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์และปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการในสังกัดให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ และมีการเรียนรู้ร่วมกัน</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          การปรับโครงสร้างหน่วยงาน และการเกษียณอายุหรือลาออกของบุคลากร ทำให้องค์ความรู้ในองค์กรที่มีอยู่สูญหายไป การจัดการความรู้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการพัฒนาทั้งคนและองค์กรไปพร้อมๆ กัน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 กองการยางได้มอบหมายให้ศูนย์ควบคุมยางฉะเชิงเทรานำกระบวนงาน “การพิจารณาเป็นต้นยางพันธุ์ดี” มาดำเนินการจัดการความรู้ เพื่อรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงพันธุ์ยาง และการเก็บข้อมูลทางวิชาการด้านการผลิตยาง ทั้งความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (tacit knowledge) และความรู้ที่ชัดแจ้ง (explicit knowledge) เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ และสามารถพัฒนาตนเองรองรับการปฏิบัติงานตามภารกิจให้มีประสิทธิภาพต่อไป</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3153" target="_blank" title="">64-การพัฒนาพันธุ์ยางและการเก็บข้อมูลทางวิชาการด้านการผลิตยาง.pdf</a> (ขนาด: 4.75 MB / ดาวน์โหลด: 1355)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การพัฒนาพันธุ์ยางและการเก็บข้อมูลทางวิชาการด้านการผลิตยาง</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">กองการยาง กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 11 กำหนดให้ส่วนราชการ มีหน้าที่พัฒนาความรู้ในองค์กร เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างสมํ่าเสมอ โดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถประมวลความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว เหมาะสมกับสถานการณ์รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์และปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการในสังกัดให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ และมีการเรียนรู้ร่วมกัน</div>
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          การปรับโครงสร้างหน่วยงาน และการเกษียณอายุหรือลาออกของบุคลากร ทำให้องค์ความรู้ในองค์กรที่มีอยู่สูญหายไป การจัดการความรู้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการพัฒนาทั้งคนและองค์กรไปพร้อมๆ กัน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 กองการยางได้มอบหมายให้ศูนย์ควบคุมยางฉะเชิงเทรานำกระบวนงาน “การพิจารณาเป็นต้นยางพันธุ์ดี” มาดำเนินการจัดการความรู้ เพื่อรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงพันธุ์ยาง และการเก็บข้อมูลทางวิชาการด้านการผลิตยาง ทั้งความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (tacit knowledge) และความรู้ที่ชัดแจ้ง (explicit knowledge) เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ และสามารถพัฒนาตนเองรองรับการปฏิบัติงานตามภารกิจให้มีประสิทธิภาพต่อไป</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3153" target="_blank" title="">64-การพัฒนาพันธุ์ยางและการเก็บข้อมูลทางวิชาการด้านการผลิตยาง.pdf</a> (ขนาด: 4.75 MB / ดาวน์โหลด: 1355)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[การขยายพันธุ์ยางพาราและแนวทางการจำแนกพันธุ์ยางด้วยสายตา]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2496</link>
			<pubDate>Thu, 15 Jun 2023 06:27:50 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2496</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การขยายพันธุ์ยางพาราและแนวทางการจำแนกพันธุ์ยางด้วยสายตา</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">กองการยาง กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี การพัฒนาความรู้ในองค์กรเป็นหน้าที่หนึ่งของส่วนราชการ ทั้งนี้เพื่อให้หน่วยงานเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ นำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมทั้งเป็นการพัฒนาความรู้ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์และปรับเปลี่ยนทัศนคติของบุคลากรในองค์กรให้มีการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการของหน่วยงาน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 กองการยางเลือกกระบวนงานหลักที่จะนำมาจัดการความรู้ คือ การออกใบอนุญาตขยายพันธุ์ต้นยางเพื่อการค้า โดยให้ศูนย์ควบคุมยางฉะเชิงเทราเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการ ซึ่งความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานในกระบวนงานนี้ ได้แก่ องค์ความรู้เกี่ยวกับการขยายพันธุ์ยาง และทักษะในการจำแนกพันธุ์ยางด้วยสายตา คณะทำงานจึงได้ดำเนินการปรับปรุงองค์ความรู้ที่มีอยู่เดิม และเพิ่มเติมองค์ความรู้ที่ยังขาดอยู่ รวบรวมจัดทำเป็นเอกสารองค์ความรู้เพื่อให้ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้าถึง และสามารถพัฒนาตนเองรองรับการปฏิบัติงานตามภารกิจให้มีประสิทธิภาพต่อไป</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3189" target="_blank" title="">62-การขยายพันธุ์ยางพาราและแนวทางการจำแนกพันธุ์ยางด้วยสายตา.pdf</a> (ขนาด: 3.28 MB / ดาวน์โหลด: 153)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">การขยายพันธุ์ยางพาราและแนวทางการจำแนกพันธุ์ยางด้วยสายตา</span><br />
<span style="font-style: italic;" class="mycode_i">กองการยาง กรมวิชาการเกษตร</span><br />
<br />
<div style="text-align: justify;" class="mycode_align">          ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี การพัฒนาความรู้ในองค์กรเป็นหน้าที่หนึ่งของส่วนราชการ ทั้งนี้เพื่อให้หน่วยงานเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ นำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมทั้งเป็นการพัฒนาความรู้ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์และปรับเปลี่ยนทัศนคติของบุคลากรในองค์กรให้มีการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการของหน่วยงาน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 กองการยางเลือกกระบวนงานหลักที่จะนำมาจัดการความรู้ คือ การออกใบอนุญาตขยายพันธุ์ต้นยางเพื่อการค้า โดยให้ศูนย์ควบคุมยางฉะเชิงเทราเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการ ซึ่งความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานในกระบวนงานนี้ ได้แก่ องค์ความรู้เกี่ยวกับการขยายพันธุ์ยาง และทักษะในการจำแนกพันธุ์ยางด้วยสายตา คณะทำงานจึงได้ดำเนินการปรับปรุงองค์ความรู้ที่มีอยู่เดิม และเพิ่มเติมองค์ความรู้ที่ยังขาดอยู่ รวบรวมจัดทำเป็นเอกสารองค์ความรู้เพื่อให้ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้าถึง และสามารถพัฒนาตนเองรองรับการปฏิบัติงานตามภารกิจให้มีประสิทธิภาพต่อไป</div><br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3189" target="_blank" title="">62-การขยายพันธุ์ยางพาราและแนวทางการจำแนกพันธุ์ยางด้วยสายตา.pdf</a> (ขนาด: 3.28 MB / ดาวน์โหลด: 153)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[คู่มือวิธีวิเคราะห์ปุ๋ยเคมี :ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม ในรูปที่ละลายน้ำได้และสารหนู]]></title>
			<link>https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2475</link>
			<pubDate>Tue, 28 Jun 2022 04:32:36 +0000</pubDate>
			<dc:creator><![CDATA[<a href="https://www.doa.go.th/share/member.php?action=profile&uid=1">doa</a>]]></dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">https://www.doa.go.th/share/showthread.php?tid=2475</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">คู่มือวิธีวิเคราะห์ปุ๋ยเคมี :ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม ในรูปที่ละลายน้ำได้และสารหนู</span><br />
<br />
          กรมวิชาการเกษตรมีหน้าที่ให้บริการตรวจวิเคราะห์และควบคุมดูแลคุณภาพปุ๋ยที่ผลิตและจำหน่าย รวมทั้งนำเข้าและส่งออกทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งผลการทดสอบจะถูกนำไปใช้ในการกำกับและบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตร ได้ออกประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับปุ๋ยที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 พ.ศ. 2564 และกำหนดการรับแจ้งปุ๋ยเคมีธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ในรูปที่ละลายน้ำได้ ดังนั้น กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยกลุ่มวิจัยเกษตรเคมี จึงได้จัดทำคู่มือวิธีวิเคราะห์ปุ๋ยเคมี : ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม ในรูปที่ละลายน้ำได้ และสารหนู เพื่อใช้เป็นวิธีมาตรฐานสำหรับการตรวจวิเคราะห์ สำหรับห้องปฏิบัติการ ผู้ประกอบการ และผู้เกี่ยวข้องได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการตรวจวิเคราะห์ปุ๋ยเคมี<br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3053" target="_blank" title="">คู่มือวิธีวิเคราะห์ปุ๋ยเคมี  ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม ในรูปที่ละลายน้ำได้และสารหนู.pdf</a> (ขนาด: 3.14 MB / ดาวน์โหลด: 3094)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-weight: bold;" class="mycode_b">คู่มือวิธีวิเคราะห์ปุ๋ยเคมี :ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม ในรูปที่ละลายน้ำได้และสารหนู</span><br />
<br />
          กรมวิชาการเกษตรมีหน้าที่ให้บริการตรวจวิเคราะห์และควบคุมดูแลคุณภาพปุ๋ยที่ผลิตและจำหน่าย รวมทั้งนำเข้าและส่งออกทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งผลการทดสอบจะถูกนำไปใช้ในการกำกับและบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตร ได้ออกประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับปุ๋ยที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 พ.ศ. 2564 และกำหนดการรับแจ้งปุ๋ยเคมีธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ในรูปที่ละลายน้ำได้ ดังนั้น กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยกลุ่มวิจัยเกษตรเคมี จึงได้จัดทำคู่มือวิธีวิเคราะห์ปุ๋ยเคมี : ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม ในรูปที่ละลายน้ำได้ และสารหนู เพื่อใช้เป็นวิธีมาตรฐานสำหรับการตรวจวิเคราะห์ สำหรับห้องปฏิบัติการ ผู้ประกอบการ และผู้เกี่ยวข้องได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการตรวจวิเคราะห์ปุ๋ยเคมี<br /><!-- start: postbit_attachments_attachment -->
<br /><!-- start: attachment_icon -->
<img src="https://www.doa.go.th/share/images/attachtypes/pdf.png" title="Adobe Acrobat PDF" border="0" alt=".pdf" />
<!-- end: attachment_icon -->&nbsp;&nbsp;<a href="attachment.php?aid=3053" target="_blank" title="">คู่มือวิธีวิเคราะห์ปุ๋ยเคมี  ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม ในรูปที่ละลายน้ำได้และสารหนู.pdf</a> (ขนาด: 3.14 MB / ดาวน์โหลด: 3094)
<!-- end: postbit_attachments_attachment -->]]></content:encoded>
		</item>
	</channel>
</rss>