เตือนภัยการเกษตร ช่วงวันที่ 12-18 ธันวาคม 2561

เตือนภัยการเกษตร

ช่วงวันที่ 12-18 ธันวาคม 2561

ภาคเหนือ ตอนล่าง

1.กล้วย (ศวส.สุโขทัย)

    -โรคใบจุดซิกาโตกา เริ่มแรกพบจุดขนาดเล็กสีเหลือง ขยายใหญ่เป็นขีดสีเหลืองยาวขนานไปตามเส้นใบ ขยายใหญ่ขึ้น กลางแผลแห้งเป็นสีน้ำตาลปนเทา แผลคล้ายรูปตามีวงสีเหลืองล้อมรอบ เมื่ออาการรุนแรงใบเหลืองขอบใบแห้งและฉีกขาด ทำให้การเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ออกดอกและผลไม่ปกติ ผลไม่สมบูรณ์ มีขนาดเล็ก แก่ก่อนกำหนด

การป้องกันกำจัด

  1. ตัดแต่งใบกล้วย เพื่อลดความชื้นในกอกล้วยที่อาจเสี่ยงต่อการเกิดหรือสะสมโรค
  2. ตรวจแปลงสม่ำเสมอ พบอาการของโรค ให้รีบตัดใบที่เป็นโรคออกเผาทำลายนอกแปลงปลูก
  3. พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น คาร์เบนดาซิม 50% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรน้ำ น้ำ 20 ลิตร หรือโพรคลอราซ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือทีบูโคนาโซล 43% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรน้ำ น้ำ 20 ลิตร  หรือไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรน้ำ น้ำ 20 ลิตร หรือแมนโคเซบ80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วต้นที่เป็นโรค

 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนล่าง

1.หอมแดง ระยะเริ่มปลูก (ศวส.ศรีสะเกษ)

    -หอมเลื้อย อาการของโรคพบได้ที่ ใบ กาบใบ คอ หรือส่วนหัว เริ่มแรกพบจุดฉ่ำน้ำขนาดเล็กสีเขียวหม่น และขยายใหญ่เป็นรูปกลมหรือรี เนื้อแผลยุบลงเล็กน้อยบนแผลมีหยดของแหลวสีชมพูอมส้ม เมื่อแห้งจะเห็นตุ่มเล็กๆสีน้ำตาลดำเรียงเป็นวงรีซ้อนกันหลายชั้น ใบพืชจะไม่ตั้งตรงจะเอนล้ม ทำให้ดูเหมือนเลื้อย ใบบิด โค้งงอ หัวลีบยาว เลื้อย ไม่ลงหัว ทำให้ต้นหอมเน่าเสียหายในแปลงปลูก เก็บเกี่ยวไม่ได้ หรือไปเน่าเสียในช่วงเก็บรักษา

การป้องกันกำจัด

  1.แช่หัวพันธุ์หอมแดงที่ตัดแต่งใบและดอกออก ด้วยเชื้อไตรโครเดอร์ม่า อัตรา 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร

  2.ฉีดพ่นเชื้อไตรโครเดอร์ม่า อัตรา 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ในช่วงเวลาเย็น สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันการเกิดโรค

  3.หมั่นตรวจแปลงสม่ำเสมอ หากพบโรคให้รีบถอนทิ้งและเผาทำลาย ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น โปรคลอราช 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร (ไม่ควรฉีดติดต่อกันเกิน 4 ครั้ง ) ฉีดพ่นสลับกับสารแมนโคเซป 80 % ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

   -หนอนกระทู้หอม การระบาดทำลายใบ หอมแดงเมื่อมองจากระยะไกลใบมีสีขาว หนอนกระทู้วัยเล็กจะเจาะเข้าไปอาศัยในใบหอมและกัดกินเนื้อเยื่อใบหอมทำให้มองในระยะไกลพบว่ามีใบสีขาว และกัดกินจนลงไปถึงหัวหอมทำให้ไม่สามารถเก็บผลผลิตได้

การป้องกันกำจัด

  1. ไถพรวนดินตากแดด เพื่อกำจัดดักแด้หนอนกระทู้หอมที่อยู่ในดิน
  2. เก็บกลุ่มไข่และหนอนทำลายช่วยลดการระบาด
  3. ใช้โรงเรือนตาข่ายไนล่อน หรือปลูกผักกางมุ้ง โดยการปลูกผักในโรงเรือนที่คลุมด้วยตาข่ายไนล่อนขนาด 16 ช่องต่อตารางนิ้ว (mesh) สามารถป้องกันการเข้าทำลายของหนอนกระทู้หอมได้ 100 เปอร์เซ็นต์
  4. ในระยะหนอนขนาดเล็กและมีการระบาดน้อย พ่นด้วยเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซิส Bacillus thuringiensis (Bt) อัตรา 60-80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เชื้อไวรัสนิวเคลียร์โพลีฮีโดรซิส (NPV) หนอนกระทู้หอม อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
  5. พ่นสารฆ่าแมลงกลุ่มยับยั้งการลอกคราบ เช่น คลอร์ฟลูอาซูรอน 5% อีซี อัตรา 20-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20ลิตร หรือ ลูเฟนนูรอน 5% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
  6. หากพบกลุ่มไข่เฉลี่ย 0.5 กลุ่มต่อกอ พ่นด้วยสารคลอฟีนาเพอร์10% เอสซี อัตรา 30-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อินดอกซาคาร์บ 15% อีซี อัตรา 15-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

2.มะม่วงหิมพานต์ แทงช่อดอก (ศวส.ศรีสะเกษ)

   -เพลี้ยไฟ ดูดกินน้ำเลี้ยงยอดอ่อนหรือช่อดอกอ่อนทำลายยอดอ่อนทำให้หงิกงอ ช่อดอกไหม้ไม่ติดผล

การป้องกันกำจัด

     สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด ได้แก่ อิมิดาโคลพริด 70 % ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 3 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟิโพรนิล 5 % เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อตรวจพบเพลี้ยไฟเฉลี่ย 0.25 ตัวต่อผลอ่อน ไม่ควรพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่ง ติดต่อกันหลายครั้ง เพราะจะทำให้เพลี้ยไฟต้านทานต่อสารฆ่าแมลงได้

   -ด้วงเจาะยอดอ่อน ตัวเต็มวัยดูดกินก้านยอดอ่อนหรือช่อดอก โดยใช้งวงเจาะและวางไข่/หนอนเจาะกินภายในทำให้ยอดหรือช่อดอกเหี่ยวแห้ง

การป้องกันกำจัด

  1. หมั่นตรวจสวนเป็นประจำ โดยสังเกตรอยแผล ซึ่งเป็นแผลเล็กและชื้น ที่ตัวเต็มวัยทำขึ้นเพื่อการวางไข่ เมื่อพบให้ทำลายไข่ทิ้ง หรือถ้าพบขุยและการทำลายที่เปลือกไม้ให้ใช้มีดแกะและจับหนอนทำลาย
  2. กำจัดแหล่งขยายพันธุ์โดยตัดต้นที่ถูกทำลายรุนแรง จนไม่สามารถให้ผลผลิตเผาทิ้ง
  3. หนอนชนิดที่เจาะเข้าไปในลำต้น ใช้สารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี เข้มข้น 3-5 มิลลิลิตร ฉีดเข้าในรู แล้วใช้ดินเหนียวอุด
  4. หนอนชนิดที่เจาะกินใต้เปลือกลำต้น ทำการพ่นสารฆ่าแมลง เช่น อิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา ๓0 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อะซีทามิพริด 20% เอสพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไทอะมีทอกแซม 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ทั่วบริเวณต้นและกิ่งขนาดใหญ่

    -เพลี้ยแป้ง ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย ดูดกินน้ำเลี้ยงทำให้ใบเหี่ยว  ช่อดอกไม่ติดผล  ทำลายช่อดอกโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากช่อดอกและผลอ่อน ตัวเต็มวัยรูปร่างลักษณะกลมรี นูน รอบๆตัวจะมีปุยสีขาวคลุมรอบตัว ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบช่อดอกและผลอ่อน ทำให้ใบเหี่ยวและช่อดอกไม่ติดผล มักพบร่วมอยู่กับมด โดยมีมดเป็นพาหะนำเพลี้ยแป้งให้เคลื่อนย้ายตามที่ต่างๆ ของมะม่วงหิมพานต์ โดยมดอาศัยน้ำหวานจากเพลี้ยแป้งที่ถ่ายออกมา

การป้องกันกำจัด

    หมั่นสำรวจใบและยอดก่อนออกช่อ หากพบกลุ่มเพลี้ยแป้งเป็นปุยสี-ขาว และเริ่มมีราดำเกิดขึ้น พ่นสารฆ่าแมลงป้องกันกำจัด 2-3 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน เพราะตัวอ่อนหลบอยู่ใต้ท้องตัวเต็มวัยตัวเมียอาจยังไม่ตายจากการพ่นครั้งแรก โดยใช้สารต่อไปนี้ ได้แก่ พิริมิฟอส-เมทิล 50% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ มาลาไทออน 57% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

   -โรคช่อดอกแห้ง ก้านช่อดอก เป็นจุดสีน้ำตาล จุดยาวรี เชื่อมติดกัน ทำให้ช่อดอกแห้งเป็นสีน้ำตาลดำ ร่วงหล่น พบการแพร่ระบาดหลังการระบาดเพลี้ยไฟ

การป้องกันกำจัด

   ฉีดพ่นช่อดอกด้วยสารพวกแมนโคเซป เช่น ไดเทน เอ็ม-45 อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ค๊อปเปอร์ออกซี่คลอไรด์ เช่น คูปราวิท อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร