เตือนภัยการเกษตร

เตือนภัยศัตรูพืช

อากาศเย็นให้ระวังโรคใบไหม้ในมันฝรั่ง

อากาศเย็นให้ระวังโรคใบไหม้ในมันฝรั่ง
อากาศเย็นให้ระวังโรคใบไหม้ในมันฝรั่ง
HIGHLIGHTSข่าวนี้ใช้เวลาอ่านประมาณ 3 นาที
  • โรคใบไหม้ สามารถพบได้ใน ระยะการเจริญเติบโตทางลำต้น
  • อากาศเย็นและมีความชื้นสูง หรือหมอกลงจัด โรคฯจะลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังต้นอื่น ๆ
  • อาการรุนแรง จะทำให้ลำต้นหรือกิ่งก้านหักพับและแห้งตายอย่างรวดเร็ว
  • หากโรคฯ เข้าทำลายที่หัว จะทำให้หัวเน่า

สภาพอากาศเย็นและมีฝนตกบางพื้นที่ระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งเฝ้าระวังโรคใบไหม้ สามารถพบได้ในระยะการเจริญเติบโตทางลำต้น

แปลงปลูกมันฝรั่ง
แปลงปลูกมันฝรั่ง

มักพบแสดงอาการของโรคที่ใบล่างก่อน โดยอาการเริ่มแรกด้านบนใบเป็นจุดฉ่ำน้ำสีเขียวเข้มคล้ายถูกน้ำร้อนลวก ต่อมาแผลจะขยายใหญ่ ตรงกลางแผลแห้งเป็นสีน้ำตาล ขอบแผลฉ่ำน้ำสีดำ เมื่อพลิกดูด้านใต้ใบในบริเวณตรงกันจะพบละอองน้ำเล็กสีขาวใสติดอยู่บริเวณขอบแผล และแผลจะขยายลุกลามออกไปจนทำให้ใบไหม้แห้งเป็นสีน้ำตาลในที่สุด

โรคใบไหม้ในมันฝรั่ง (เชื้อรา Phytophthora infestans)
โรคใบไหม้ในมันฝรั่ง (เชื้อรา Phytophthora infestans)

กรณีสภาพแวดล้อมเหมาะสม คือ อากาศเย็นและมีความชื้นสูง หรือในสภาพที่มีหมอกลงจัด โรคใบไหม้ จะลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังต้นอื่น ๆ ทำให้มองเห็นใบไหม้แห้งกระจายเป็นหย่อมในแปลง

ส่วนลำต้นและกิ่งก้านที่พบอาการของโรค แผลจะมีสีน้ำตาลหรือสีดำ ถ้าอาการรุนแรง จะทำให้ลำต้นหรือกิ่งก้านหักพับและแห้งตายอย่างรวดเร็ว หากโรคใบไหม้เข้าทำลายที่หัว จะทำให้หัวเน่า

โรคใบไหม้ในมันฝรั่ง (เชื้อรา Phytophthora infestans)
โรคใบไหม้ในมันฝรั่ง (เชื้อรา Phytophthora infestans)

เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ถ้าพบต้นที่แสดงอาการของโรคให้ถอนแล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก หากพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช

  • เมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ
  • สารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ
  • สารไซมอกซานิล+แมนโคแซบ 8%+64% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ
  • สารแมนโคเซบ + เมทาแลกซิล-เอ็ม 64% + 4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ
  • สารไอโพรวาลิคาร์บ + โพรพิเนบ 5.5% + 61.3% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

โดยพ่นให้ทั่วทั้งบนใบและใต้ใบ และพ่นทุก 5-7 วัน หลีกเลี่ยงการพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน และควรใช้สลับชนิด เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อราสาเหตุโรค

สำหรับในแปลงที่พบการระบาดของโรค หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เกษตรกรเก็บซากพืชที่ตกค้างอยู่ในแปลงนำไปทำลายนอกแปลงปลูก และให้ใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่ไม่มีร่องรอยการติดเชื้อ

หัวมันฝรั่งหลังการเก็บเกี่ยว
หัวมันฝรั่งหลังการเก็บเกี่ยว

ส่วนเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตรเมื่อใช้ในแปลงที่มีการระบาดแล้ว ให้นำเครื่องมือมาทำความสะอาดด้วยการล้างและผึ่งแดดให้แห้งก่อนนำกลับไปใช้ในแปลงทุกครั้ง จากนั้นให้ไถพรวนดินและตากดินไว้นาน 1-2 สัปดาห์ เพื่อจะช่วยลดปริมาณเชื้อโรคในดิน หลีกเลี่ยงการปลูกมันฝรั่งในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน และงดการให้น้ำในตอนเย็นและการให้น้ำที่มากเกินไป อีกทั้งควรปรับระยะปลูกไม่ให้แน่นเกินไป เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค

ภาพ
RasbakCC BY-SA 3.0, via Wikimedia Commons
Scot Nelson, CC0, via Wikimedia Commons

 

การเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง

 

คู่มือการสำรวจเเละเฝ้าระวังโรคใบด่างของมันสำปะหลัง

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวประชาสัมพันธ์ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร