การคัดเลือกพื้นที่
- พื้นที่เหมาะสมควรอยู่ในพื้นที่น้าไม่ท่วมขัง มีปริมาณน้าฝนเฉลี่ยปีละประมาณ 1,200 – 2,000 มิลลิเมตร และอากาศมีอุณหภูมิเฉลี่ย 25-30 องศาเซลเซียส
- ดินควรมีหน้าดินลึกอย่างน้อย 1 เมตรขึ้นไป มีการระบายน้าดี เป็นพวกดินเหนียวและดินร่วนเหนียวปนทราย
- ระดับน้าใต้ดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตรในกลางฤดูฝน
- ไม่มีปัญหาดินเค็ม ดินด่างเป็นดินเปรี้ยวจัด
- มีแหล่งน้าที่สามารถให้น้าแก่ต้นส้มโอได้อย่างเพียงพอในทุกฤดูกาล
พันธุ์ส้มโอ
- พันธุ์ทองดี (หรือขาวทองดี) ขนาดผลโตปานกลาง ทรงผลมีลักษณะกลมแป้นไม่มีจุก ก้นผลเรียบหรือค่อนข้างตัน เปลือกค่อนข้างบาง บริเวณขั้วผลมีจีบเล็กน้อย หรือไม่มีเลยก็ได้ เนื้อมีสีชมพูอ่อนหรือแดงคล้ายปูน มีลักษณะนิ่ม ฉ่าน้า มีรสหวานหอม ใบมีลักษณะค่อนข้างมนหรือกลม บริเวณริมใบเป็นหยักหรือจัก และตรงส่วนปลายใบมีจักใหญ่ 1 จัก เป็นที่นิยมบริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ
- พันธุ์ขาวน้าผึ้ง ผลมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ขั้วผลมีจุกแต่ไม่เด่นชัด เนื้อมีสีน้าผึ้ง กุ้งใหญ่กว่าพันธุ์ทองดี รสเปรี้ยวอมหวานและกรอบ
- พันธุ์ขาวแป้น ขนาดผลโตปานกลาง ทรงผลกลมแป้นแต่ไม่แป้นเท่าพันธุ์ทองดี ขั้วผลไม่มีจุก และไม่มีจีบฐาน (ก้น) ผลมนราบหรือแปนเว้าเล็กน้อย ผิวผลมีตุ่มน้ามันค่อนข้างโตเห็นได้ชัดเจน เปลือกเรียบติดแน่นกับเนื้อ สีเนื้อผลเป็นสีครีมแก่มีรสหวานอมเปรี้ยวออกขมเล็กน้อย
- พันธุ์ขาวใหญ่ ผลมีขนาดใหญ่ กลมค่อนข้างสูง มีจุกแต่ไม่เด่นชัดผิวผลเรียบ เปลือกค่อนข้างหนา เนื้อสีขาว กุ้งสีเหลืองงอมขาว รสหวานปานกลางเมล็ดใหญ่
- พันธุ์ขาวแตงกวา เป็นส้มโอพันธุ์ดีของจังหวัดชัยนาท ผลเมื่อยังอ่อนมีขนอ่อนปกคลุม (สัมผัสนุ่มมือ) ผลมีลักษณะค่อนข้างกลม ก้นผลป้านถึงเว้าเล็กน้อย ต่อมน้ามันขนาดปานกลาง มีผิวค่อนข้างมัน เนื้อมีสีครีมออกเหลืองใส กุ้งมีขนาดใหญ่ตัวกุ้งเกาะกันดีมีลักษณะแห้ง รสหวานกรองไม่ขมติดลิ้น
- พันธุ์ท่าข่อย เป็นส้มโอพันธุ์ดีของจังหวัดพิจิตร ผลมีขนาดใหญ่ ทรงกลมสูงขั้วผลมีจีบเล็กน้อย ผิวหยาบจับดูรู้สึกระคายมือ เนื้อมีรสเปรี้ยวอมหวานและกรอบ
- พันธุ์ขาวพวง ผลมีขนาดปานกลาง ทรงสูงกลม ก้นผลราบหรือเว้าเล็กน้อย ขั้วมีจุกสูง มีจีบ ส่วนของจุกโตปานกลางคล้ายมงกุฎ เนื้อมีสีขาวอมเหลืองมีลักษณะแห้ง กุ้งมีขนาดใหญ่ มีเมล็ดน้อย รสหวานอมเปรี้ยว
การคัดเลือกกิ่งพันธุ์
ปัจจุบันจึงแนะนาให้ใช้ แต่กิ่งพันธุ์ปลอดโรคเท่านั้น โดยการเพาะเมล็ดพันธุ์ส้ม เช่น โวคาเมอเรียนา ที่มีความต้านทานหรือทนทานต่อโรคโคนเน่าและรากเน่าเป็นต้นตอแล้วติดตาด้วย ส้มโอพันธุ์นิยมที่ปลอดโรคและเลี้ยงอยู่ในโรงเรือนที่สามารถป้องกันและแมลง ที่เป็นพาหนะนาโรคไม่ให้เข้าไปภายในได้ในขณะที่เลี้ยงกิ่งพันธุ์ในถุงชา
ฤดูปลูก
ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน แต่หากสามารถให้น้าได้ตลอดและเพียงพอ ก็สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล
คุณสมบัติของดินและความต้องการธาตุอาหารของส้มโอ
การเตรียมดิน
- ตากดินทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อกาจัดวัชพืช และไถแปรสัก 2 ครั้ง เพื่อให้ดินร่วนซุย ถ้าดินมีสภาพความเป็นกรม – ด่าง ต่ากว่า 5 ให้ใส่ปูนขาวพร้อมกับการปลูกส้มโอในอัตรา 150-250 กิโลกรัม/ไร่ ขึ้นกับสภาพเนื้อดิน กล่าวคือถ้าดินเนื้อหยาบที่เป็นทรายมากก็ใช้ปูนขาวปริมาณน้อย และใช้มากขึ้นเมื่อดินมีเนื้อละเอียดขึ้นหรือเป็นเนื้อดินเหนียวมากขึ้น ควรยกร่องเพื่อ
- ช่วยระบายน้า ให้มีขนาดของแปลงดินหลังร่องกว้างประมาณ 6 เมตร ให้ปากร่องกว้างประมาณ 2 เมตร ลึกประมาณ 1 เมตร และด้านล่าง (ก้น) ของร่องกว้างประมาณ 0.7-1 เมตร สาหรับความยาวไม่จำกัด
วิธีเตรียมหลุมปลูก
ขุดหลุมปลูกให้เป็นทรงสี่เหลี่ยม (อย่าให้เป็นรูปทรงกลม) มีขนาดกว้าง ยาว และลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ใช้ระยะห่างระหว่างต้น 6 เมตร และระหว่างแถว 8 เมตร โดยแยกดินชั้นบนและชั้นล่างออกจากกันและตากดินทิ้งไว้ให้ดินแห้งประมาณ 1-2 สัปดาห์ (วิธีการแบ่งดินชั้นบนและชั้นล่างอย่างง่าย ๆ คือใช้ความลึกของดินที่ขุดลงไปประมาณ 1 คืบ หรือ 15 เซนติเมตร เป็นดินชั้นบน)
วิธีปลูก
- ถ้าสภาพความเป็นกรดด่างของดินต่ากว่า 5.5 ให้สาดโรยปูนขาว 1-1.5 กิโลกรัมตามข้าง ๆ หลุม
- นาดินชั้นบนใส่ลงก้นหลุมประมาณครึ่งหลุมหรือ 2 ใน 3 ของหลุม
- ผสมปุ๋ยคอกที่สลายตัวและแห้งดีแล้วกันดินบน ครึ่งหนึ่ง (ของดินบน) ที่เหลืออยู่ ใส่ตามลงไปในหลุม
- ยกถุงต้นกิ่งพันธุ์ส้มโอวางลงกลางหลุม โดยให้ระดับของดินปากถุงสูงกว่าระดับดินปากหลุม เล็กน้อย แล้วใช้มีดที่คมกรีดถุงดึงพลาสติกออก เขย่าดินออกจากรากเบา ๆ ถ้ามีรากแขนงมากเกินไป โดยสยายรากให้กระจายรอบหลุมระวังอย่าให้รากหักหรือขาดได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งรากแก้ว
- นาดินชั้นบนที่เหลือกลบลงไปในหลุมจนเต็มหลุม ถ้าไม่พอให้นาดินชั้นบนบริเวณรอบปาก หลุมใส่ลงไปจนเต็ม
กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น - ปักหลักและผูกเชือกยึดในระดับเหนือรอยต่อระหว่างต้นตอกับตาพันธุ์ดี เพื่อป้องกันลมพัดโดยคลอน การปักหลักควรปักเอนห่างจากโคนต้นอย่างน้อย 2 ฝ่ามือ เพื่อป้องกันไม่ให้หลักที่ปักไปกระทบทาความเสียหายแก่รากส้มได้
- ใช้ดินชั้นล่างที่เหลือทาเป็นขอบช่วยกักน้ารอบปากหลุม
- ทาร่มเงาเพื่อช่วยพรางแสงแดดจนต้นส้มโอตั้งตัวได้
- รดน้าทันทีเมื่อปลูกเสร็จ ให้ดินเปียกแต่อย่าให้แฉะ
การปลูกพืชกำบังลม
- ควรปลูกพืชยืนต้นหรือพืชโตเร็วล้อมรอบแปลงปลูกส้มโอ
- พืชที่นิยมปลูกกันได้แก่ ขนุน กล้วย เป็นต้น
การปฏิบัติดูแลรักษา
1. การให้น้า
ในระยะแรกควรรดน้าให้ชุ่มรอบต้นอย่างสม่าเสมอทุกวัน แต่อย่าให้แฉะหรือน้อยเกิน เมื่อส้มโอตั้งตัวได้ควรให้น้าวันเว้นวัน และเมื่อส้มโอเจริญเติบโตแล้ว การให้น้าขึ้นอยู่กับช่วงของการเจริญเติบโต หากขาดน้าในระยะติดผลจะทาให้การเจริญเติบโตชะงัก ผลจะมีขนาดเล็กหรือผลร่วง ควรหาวัสดุคลุมดินรอบโคนต้นเพื่อช่วยรักษาความชื้นในฤดูแล้ง แต่อย่าคลุมให้ชิดติดโคนต้น ควรห่างจากโคนต้นประมาณ 10-20 เซนติเมตร เพื่อป้องกันโรคโคนเน่าและรากเน่า ดังนั้นในช่วงต้นส้มโอที่เริ่มปลูกใหม่จะต้องการน้าประมาณ 3 ลิตรต่อต้นต่อวัน
2. การใส่ปุ๋ย
2.1 ชนิดและอัตราปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ควบคู่กันไป
- ตั้งแต่ปลูก – 1 ปี
1) ปุ๋ยคอกแห้ง เช่น – มูลวัวควายประมาณ 2.5 กิโลกรัม (ครึ่งบีป) – มูลสุกรประมาณ 1.5 กิโลกรัม – มูลไก่ประมาณ 0.5 กิโลกรัม – มูลค้างคาวประมาณ 0.5 กิโลกรัม ใส่มื่อส้มโอเริ่มแตั้งตัวได้และแบ่งใส่ปีละ 2 ครั้ง
2) ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ประมาณ 120 กรัม + ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 (ยูเรีย) ประมาณ 30 กรัม (หรือปุ๋ยเคมีสูตร 21-0-0 ประมาณ 65 กรัมสลับกับยูเรียเป็นครั้งคราว ใส่ทุกเดือน
- 1 – 2 ปี
1) ปุ๋ยคอกแห้ง เช่น – มูลวัวควายประมาณ 5 กิโลกรัม (1 บีป) – มูลสุกรประมาณ 3 กิโลกรัม – มูลไก่ประมาณ 1 กิโลกรัม ปีละ 2 ครั้ง
2) ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ประมาณ 120 กรัม + ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 (ยูเรีย) ประมาณ 30 กรัม (หรือปุ๋ยเคมีสูตร 21-0-0 ประมาณ 65 กรัมสลับกับยูเรียเป็นครั้งคราว ใส่ทุก 2 เดือน
- 2-3 ปี
1) ปุ๋ยคอกแห้ง ทั้งชนิดและปริมาณเหมือนและเท่ากับปีที่ 1 – 2 ปีละ 2 ครั้ง
2) ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ประมาณ 300 กรัม + ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 (ยูเรีย) ประมาณ 80 กรัม (หรือปุ๋ยเคมีสูตร 21-0-0 ประมาณ 75 กรัมสลับกันยูเรียเป็นครั้งคราว ภายใน 1 เดือน หลังจากเก็บเกี่ยวผลเสร็จ (1 ครั้ง)
3) ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 หรือ 14-14-21 ประมาณ 380 กรัม ทุก 3 เดือนหลังจากการใส่ปุ๋ยในข้อ 2 จนถึงระยะเก็บผล (3 ครั้ง)
- 3- 4 ปี
1) ปุ๋ยคอกแห้งทั้งชนิดและปริมาณเหมือนและเท่ากับปีที่ 1-2 ปีละ 2 ครั้ง
2) ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ประมาณ 400 กรัม + ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 (ยูเรีย) ประมาณ 120 กรัม (หรือปุ๋ยเคมีสูตร 21-0-0 ประมาณ 260 กรัมสลับกับยูเรียเป็นครั้งคราว) ภายใน 1 เดือน หลังจากเก็บเกี่ยวผลเสร็จ (1 ครั้ง)
3) ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 หรือ 14-14-21 ประมาณ 520 กรัมทุก 3 เดือนหลังจากการใส่ปุ๋ยในข้อ 2 จนถึงระยะเก็บผล (3 ครั้ง)
- 4 – 5 ปี
1) ปุ๋ยคอกแห้งทั้งชนิดและปริมาณเหมือนและเท่ากับปีที่ 1-2 ปีละครั้ง
2) ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ประมาณ 500 กรัม + ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 (ยูเรีย) ประมาณ 150 กรัม (หรือปุ๋ยเคมีสูตร 21-0-0 ประมาณ 330 กรัมสลับกับยูเรียเป็นครั้งคราว ภายใน 1 เดือนหลังจากเก็บเกี่ยวผลเสร็จ (1 ครั้ง)
3) ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 หรือ 14-14-21 ประมาณ 650 กรัมทุก 3 เดือนหลังจากการใส่ปุ๋ยในข้อ 2 จนถึงระยะเก็บผล (3 ครั้ง)
- 5 – 6 ปี
1) ปุ๋ยคอกแห้งทั้งชนิดและปริมาณเหมือนและเท่ากับปีที่ 1 – 2 ปีละครั้ง
2) ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ประมาณ 600 กรัม + ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 (ยูเรีย) ประมาณ 170 กรัม (หรือปุ๋ยเคมีสูตร 21-0-0 ประมาณ 370 กรัมสลับกับยูเรียเป็นครั้งคราว) ภายใน 1 เดือน หลังจากเก็บเกี่ยวผลเสร็จ (1 ครั้ง)
3) ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 หรือ 14-14-21 ประมาณ 770 กรัม ทุก 3 เดือน หลังจากการใส่ปุ๋ยในข้อ 2 จนถึงระยะเก็บผล (3 ครั้ง)
- 6-7 ปี
1) ปุ๋ยคอกแห้งทั้งชนิดและปริมาณเหมือนและเท่ากับปีที่ 1 – 2 ปีละครั้ง
2) ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ประมาณ 700 กรัม + ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 (ยูเรีย) ประมาณ 200 กรัม (หรือปุ๋ยเคมีสูตร 21-0-0 ประมาณ 440 กรัมสลับกับยูเรียเป็นครั้งคราว) ภายใน1 เดือน หลังจากเก็บเกี่ยวผลเสร็จ (1 ครั้ง)
3) ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 หรือ 14-14-21 ประมาณ 900 กรัม ทุก 3 เดือนหลังจากการใส่ปุ๋ยในข้อ 2 จนถึงระยะเก็บผล (3 ครั้ง)
- 7 ปี ขึ้นไป
1). ปุ๋ยคอกแห้งทั้งชนิดและปริมาณเหมือนและเท่ากับปีที่ 1 – 2 ปีละครั้ง
2) ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ประมาณ 3. 800 กรัม + ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 (ยูเรีย) ประมาณ 230 กรัม (หรือปุ๋ยเคมีสูตร 21-0-0 ประมาณ 500 กรัมสลับกับยูเรียเป็นครั้งคราว) ภายใน 1 เดือน หลังจากการเก็บผลเสร็จ (1 ครั้ง)
3) ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-3-21 หรือ 14-14-1 ประมาณ 1 กิโลกรัม ทุก 3 เดือนหลังจากการใส่ปุ๋ยในข้อ 2 จนถึงระยะเก็บผล(3 ครั้ง)
หมายเหตุ
– ถ้าหาปุ๋ยสูตร 15-7-18 ไม่ได้ในท้องตลาด ก็ให้ใช้แทนปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 และถ้าผสมปุ๋ยสูตร 15-7-18 กับสูตร 0-0-60 ในอัตราส่วน 3:1 ใช้แทนจะเหมาะสมกับความต้องการของส้มโอกว่าการใช้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือ 14-14-21
– ให้เลือกใช้ปุ๋ยคอกเพียงชนิดเดียวที่หาได้ง่ายและราคาต่าที่สุด
2.2 วิธีการใส่ปุ๋ย
- ปุ๋ยยูเรียควรให้สลับกับปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟตอย่างสม่าเสมอ โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่ปลูกส้มโอเป็นดินเหนียวปนทรายหรือดินร่วนทราย
- การใส่ปุ๋ยทางดินควรโรยบนพื้นดินรอบ ๆ รัศมีทรงพุ่มเมื่ออายุตั้งแต่หลังปลูกจนถึง 2 ปี และไม่เกินระยะ 1 เมตร จากโคนต้นเมื่อต้นส้มมีอายุย่างเข้าปีที่ 3 เป็นต้นไป ระวังอย่าใส่ปุ๋ยให้ชิดโคนต้น ควรใส่ห่างจากโคนต้นอย่างน้อย 15 เซนติเมตร หรือ สองฝ่ามือ
- ตั้งแต่ส้มโอเริ่มติดผลอ่อน การให้ปุ๋ยธาตุอาหารรองหรือธาตุอาหารเสริมทางใบพร้อมกับการพ่นสารเคมีป้องกันกาจัดศัตรูส้มโอ
2.3 การขาดธาตุอาหารที่สาคัญบางชนิด
1) ไนโตรเจน ใบแก่และใบอ่อนทั้งต้นมีสีเขียวซีดหรือถ้ารุนแรงจะมีสีเหลืองตลอดทั้งใบ จะเกิดขึ้นเมื่อใส่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยคอกไม่เพียงพอ และอาจมีสาเหตุจากน้าแช่ชังหรือระบบรากเสียหายจากโรคโคนเน่าและรากเน่า เสี้ยนดิน หรือโรคและแมลงศัตรูที่ทาลายระบบรากของต้นส้ม จึงควรป้องกันและแก้ไขด้วยการใส่ปุ๋ยในปริมาณที่แนะนาและมีการระบายน้าอย่าง มีประสิทธิผล
2) แมกนีเซียม อาการจะปรากฏบนใบแก่เท่านั้น โดยมีลักษณะเป็นแฉกสีเหลืองจากเส้นกลางใบออกไปสู่ของใบและถ้ารุนแรงจะจรดขอบใบ แก้ไขได้โดยให้ปุ๋ยที่มีธาตุแมกนีเซียม หรือแมกนีเซียมซัลเฟตทางใบในอัตรา 50-250 กรัมต่อต้น แล้วแต่อายุและขนาดของต้นส้ม
3) สังกะสีและเหล็ก อาการ ขาดธาตุสังกะสีจะปรากฏบนใบอ่อนเท่านั้น โดยใบอ่อนจะมีขนาดเล็กเรียว และบริเวณระหว่างเส้นกลางใบและเส้นใบขนาดใหญ่มีสีเหลือง ในขณะที่เส้นกลางใบและเส้นใบขนาดใหญ่มีสีเขียวซึ่งเป็นลักษณะเด่นชัดเจนและ แตกต่างไปจากอาการขาดธาตุเหล็ก เมื่อต้นส้มขาดธาตุเหล็กอาการจะปรากฏทั้งบนใบอ่อนและใบแก่ โดยขนาดของใบจะไม่เล็ก บริเวณระหว่างเส้นกลางใบและเส้นใบทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กมีสีเหลือง แต่เส้นกลางใบและทั้งเส้นใบขนาดใหญ่และขนาดเล็กมีสีเขียว การขาดธาตุสังกะสีและเหล็กมักปรากฏในดินที่มีสภาพความเป็นกรด – ด่างสูง โดยเฉพาะดินบริเวณจอมปลวก และในพื้นที่ที่ดินหรือน้ามีปริมาณธาตุแคลเซียมหรือเกลือสูงเกินไป อาการคล้ายขาดธาตุสังกะสีจะปรากฏบนต้นส้มได้เช่นเดียวกันเมื่อต้นส้มเป็นโรค กรีนนิ่ง สาหรับการแก้ไขการขาดธาตุสังกะสีและเหล็กนั้นควรให้ปุ๋ยทางใบที่มีเหล็ก และสังกะสีในปริมาณเข้มข้น โดยทั่วไปสาหรับการขาดธาตุเหล็กมักต้องให้ปุ๋ยทางใบหลายครั้ง แต่ในกรณีของการขาดธาตุสังกะสีนั้น หากให้ปุ๋ยทางใบแก้วสองครั้งถ้าอาการยังไม่หาย ก็ให้สันนิษฐานได้ว่าเป็นโรคกรีนนิ่ง และต้องขุดเผาทาลายแต่ประการเดียว
2.4 ความเสียหายจากเกลือหรือดินเค็ม ในกรณีที่รุนแรงใบส่วนมากจะร่วงหล่นและมีอาการขาดธาตุสังกะสีและเหล็กตลอดจนปลายและขอบใบไหม้ ดังนั้นจึงไม่ควรปลูกส้มในพื้นที่ที่ดินมีปริมาณเกลือสูง หรือน้าใต้ดินตื้น
3. การกำจัดวัชพืช
- ควรทำการป้องกันและกำจัดวัชพืชอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูฝน แต่อย่าใช้จอบเพราะจะทำให้รากส้มโอเสียหาย ควรใช้เครื่องตัดหญ้าหรือมือกำจัด
- การใช้สารเคมี ที่นิยมใช้มีดังนี้
1) ไกลโฟเสท เป็นสารกำจัดวัชพืชประเภทดูดซึม ใช้กำจัดวัชพืช และวัชพืชใบกว้างหลายชนิด เหมาะที่จะใช้กำจัดวัชพืชพวกหญ้าคาและวัชพืชที่ปราบได้ยากอื่น ๆ วัชพืชที่รับสารเคมีจะแสดงอาการอย่างช้า ๆ เห็นผลภายใน 2-3 สัปดาห์
2) พาราควอท เป็นสารกำจัดวัชพืชประเภทสัมผัส ใช้กำจัดวัชพืชทั้งใบแคบและใบกว้าง วัชพืชที่ได้รับสารเคมีจะแสดงอาการอย่างรวดเร็ว ภายใน 1-3 วัน หมายเหตุ การพ่นสารกาจัดวัชพืชทั้ง 2 ชนิด สิ่งที่พึงระวังมากที่สุด คือ อย่าพ่นให้ถูกใบส้มโอเป็นอันขาด
4. การตัดแต่งกิ่งและการปลิดผล
- ในปีแรกตัดเฉพาะกิ่งด้านล่างที่ห้อยลงใกล้พื้นดิน กิ่งที่แห้งตาย กิ่งที่เป็นโรคแคงเกอร์ และกิ่งที่แตกออกมาจากส่วนที่เป็นต้นตอ
- ในปีต่อไปก็ปฏิบัติ เช่นเดียวกับในปีแรก เพียงแต่คอยโน้มกิ่งในบางต้นที่อาจจะพุ่งสูงขึ้นลงและผูกยึดติดกับหลัก เพื่อแต่งทรงต้นให้แผ่ออกด้านข้าง และบนกิ่งที่โน้มลงนี้เมื่อมีกิ่งกระโดงแตกขึ้นมาหลายกิ่งให้ตัดออกบ้าง โดยเหลือไว้ให้ห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตร
- เมื่อต้นส้มโอมีขนาดสูงประมาณ 4 เมตร ทาการตัดกิ่งที่พุ่งสูงเกินกว่าระดับนี้ออกและคอยตัดกิ่งกระโดงที่พุ่งสูงขึ้น จากกิ่งหลัก ๆ ทิ้งให้หมด โดยตัดให้ชิดที่โคนกิ่ง แต่ระวังอย่าติดกิ่งแขนงเล็ก ๆ ที่พุ่งออกด้านข้าง ซึ่งจะเป็นส่วนที่ติดดอกออกผล
- หากมีความสงสัยหรือไม่เข้าใจ ควรระงับการตัดแต่งกิ่งไว้ ดีกว่าตัดแต่งไปอย่างผิดวิธีหรือมากจนเกินไป
- ควรควบคุมการติดผลให้เหมาะสมด้วยการปลิดผล โดยคานึงถึงตาแหน่งที่ติด อายุและความสมบูรณ์ของต้นส้มโอ ถ้าต้นสมบูรณ์พอมักนิยมปล่อยให้ติดผลไว้ 10-20 ผลต่อต้นต่อปีในปีแรกที่ติดผล และค่อย ๆ เพิ่มจานวนขึ้นในปีต่อ ๆ ไป เมื่อต้นส้มโอมีอายุ 7-8 ปี ขึ้นไป อาจปล่อยให้ติดผลประมาณต้นละ 75-100 ผลต่อปี อย่าปล่อยให้ต้นส้มโอติดผลมากเกินไป เพราะจะทาให้ต้นส้มโอโทรม
5. การเก็บเกี่ยว
- ส้มโอที่ปลูกด้วยกิ่งพันธุ์ปลอดโรคจะเริ่มให้ผลเมื่อต้นส้มมีอายุประมาณ 2-3 ปี และระยะตั้งแต่การติดดอกจนถึงเก็บเกี่ยวได้จะใช้เวลาประมาณ 7-8 เดือน หลักการสังเกตดูส้มโอที่แก่สามารถเก็บเกี่ยวได้โดยทั่วไปมักพิจารณาถึงขนาดของผล สีของผลจะจางลงจากสีเขียวเป็นสีเขียวอมเหลือง
- การเก็บเกี่ยว ต้องทำความระมัดระวังโดยให้ผลส้มโอได้รับผลกระทบกระเทือนน้อยที่สุด
- วิธีการเก็บผลมักนิยมใช้ม้านั่งหรือบันไดปีนขึ้นไปเก็บและใช้กรรไกตัดโดยมีขั้วผลติดอยู่ด้วย อย่าให้ผลส้มโอหล่นลงพื้นเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ผลช้ำ
- สำหรับการส่งออกควรเก็บผลส้มโอในระยะเวลาก่อนกำหนดอายุที่จะแก่เต็มที่เล็กน้อย ทั้งนี้เพื่อจะได้มีช่วงระยะเวลาในการเก็บรักษาผลเอาไว้ได้นานมีเวลาในการขนส่งได้หลายวัน
6. การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว
ทำความสะอาดด้วยการล้างน้ำที่ผสมสารกำจัดเชื้อราและเชื้อโรค โดยใช้คลอรีน 200-400 ส่วนในล้านส่วน (พีพีเอ็ม) แล้วล้างอีกครั้งหนึ่งด้วยน้ำสะอาด ต่อไปจึงนำไปผึ่งหรือเป่าด้วยลมเย็นให้แห้งรอการบรรจุหีบห่อต่อไป
โรคที่สำคัญ
1. โรคแคงเกอร์ หรือโรคขี้กลาก
ลักษณะอาการ
– โดยทั่วไปอาการจะปรากฏที่ใบ และผล
– อาการแรกเริ่มเป็นจุดกลมเท่าหัวเข็มหมุดใสและฉ่าน้า
– จุดแผลจะขยายใหญ่ขึ้น มีลักษณะฟูคล้ายฟองน้าและมีสีเหลืองอ่อน
– ระยะต่อมาแผลจะนูนขึ้นและเปลี่ยนเป็นสีน้าตาลเข็ม แตกเป็นสะเก็ดแข็งคล้ายขี้กลาก กลาง แผลมักแตกบุ๋มและมีวงแหวนสีเหลืองซีดล้อมรอบแผลบนใบ
– แผลสะเก็ดบนผลอาจมีขนาดใหญ่กว่าบนใบ อาจมียางไหลออกมาจากแผลและอาจทาให้แผลแตกตามขวางของผลส้ม โดยเริ่มจากขอบแผลเมื่อส้มได้รับน้าหรือน้าฝนมาก ผลมักจะร่วงเมื่อมีอายุมากขึ้น
ระยะเวลาที่โรคระบาดมาก
– ในฤดูฝน สภาพอากาศร้อนชื้น ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม
– เกิดกับใบอ่อนที่อายุประมาณ 20-40 วัน หลังการเริ่มผลิตา
– เกิดกับผลอ่อนที่อายุประมาณ 100-120 วัน หลังดอกบาน
– โรคจะระบาดได้รุนแรงในส้มที่ปลูกอายุน้อยกว่า 5 ปี
– รุนแรงมากเมื่อใบอ่อนของส้มมีแผลที่ถูกทาลายด้วยหนอนชอนใบ
การป้องกันกำจัด
– ใช้กิ่งพันธุ์ปลอดโรคและอย่าปลูกมะนาวในหรือบริเวณใกล้เคียงสวนส้มเขียวหวาน เพราะมะนาวเป็นโรคแคงเกอร์ได้ง่าย ซึ่งจะเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคไปยังส้มโอ
– ตัดแต่ง เก็บใบหรือส่วนที่เป็นโรคไปเผาไฟทาลาย และพ่นด้วยสารปฏิชีวนะ เช่น สเตร็ปโตมัยซิน (สเตร็ปโตมัยซิน ซัลเฟต หรือแอกกริมัยซิน) ในอัตรา 5 กรัม ต่อน้า 20 ลิตร หรือพ่นด้วยคอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์ ในอัตราที่แนะนาบนฉลาก
– พ่นสารเคมี ป้องกันกาจัดโรค เช่น บอร์โดมิกเจอร์ คอปเปอร์ไฮดรอไซด์ คอปเปอร์ซัลเฟต หรือ คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ในอัตราที่แนะนาบนฉลากในระยะใบอ่อนและผลอ่อนของส้มใน ฤดูฝน
2. โรคกรีนนิ่ง หรือโรคใบเหลืองต้นโทรม
ลักษณะอาการ
– ใบมีสีเหลืองหรือเหลืองซีดเส้นกลางใบและเส้นใบยังมีสีเขียวอยู่คล้ายกับอาการของโรคใบแก้วที่เกิดจากการขาดธาตุสังกะสี
– บางครั้งจะพบใบด่างประจุดเขียวกระจายทั่วไป
– ต้นที่เป็นโรครุนแรงขนาดของใบจะเล็กลง
– ใบแคบและหนากว่าปกติและปลายใบตั้งชี้ขึ้น ใบแก่จะโค้งงอ กิ่งและข้อสั้นกว่าปกติ
– แตกกิ่งมากขนาดผลเล็กเมล็ดลีบ
– ผลมักร่วงก่อนแก่ แ
– พบกิ่งแห้งตายจากส่วนปลายยอดแล้วลุกลามไปทั่วต้น
การป้องกันกำจัด
– ใช้กิ่งพันธุ์ปลอดโรคปลูก
– ตั้งแต่งกิ่งเป็นโรค เผาทาลาย
– หากพบเพลี้ยไก่แจ้ส้มหรือไข่ของเพลี้ยไก่แจ้ส้มบนต้นส้มแม้แต่เพียงตัวเดียว ให้พ่นสารฆ่าแมลงป้องกันกาจัด ทั้งแปลง หรือทุกต้นด้วยมาลาไธออน ในอัตรา 20 ซีซี ต่อน้า 20 ลิตร หรือไดเมทโธเอท (โฟลิแมท 800 เอสแอล 80 เปอร์เซนต์อีซี) ในอัตรา 30 ซีซีต่อน้า 20 ลิตร หรืออะบาเม็กติน ในอัตรา 10 ซีซีต่อน้า 20 ลิตร โดยพ่นเฉพาะส่วนยอดหรือใบอ่อนเท่านั้น
3.โรคทริสเตซ่า
ลักษณะอาการ
เส้นใบของใบอ่อนเป็นขีดประโปร่งแสงเมื่อยกส่องดูกับแสงและเป็นแต้มเหลือง ใบโค้ง งอ บิดเบี้ยว ใบหนาและชี้ตั้งขึ้น ใบอ่อนมีขนาดเล็กสีเหลืองซีด ข้อสั้น อาการบนลาต้นหรือกิ่ง จะพบเปลือกเป็นรอยคลื่น หรือร่องขนานตามความยาวของลาต้นหรือกิ่ง เมื่อเปิดเปลือกจะพบร่องเว้า บุ๋มลึก มีสีน้าตาลแดง หากเป็นโรคนี้รุนแรงจะทาให้ต้นทรุดโทรม กิ่งแห้งตายและใบมีอาการคล้ายกับอาการขาดธาตุอาหาร บางครั้งจะพบอาการเหี่ยวเฉาคล้ายกับอาการขาดน้าเนื่องจากระบบรากอ่อนแอ
การป้องกันกำจัด
– ใช้กิ่งพันธุ์ปลอดโรคปลูก จะมีความต้านทานโรคทริสเตซ่า
– หากพบเพลี้ยอ่อนส้มหรือไข่ของเพลี้ยอ่อนส้มบนต้นส้มแม้แต่เพียงตัวเดียว ให้พ่นสารฆ่าแมลงป้องกันกาจัด ทั้งแปลง หรือทุกต้นดด้วยมาลาไธออน ในอัตรา 20 ซีซี ต่อน้า 20 ลิตร หรือไดเมทโธเอท (โฟลิแมท 800 เอสแอล 80 เปอร์เซ็นต์อีซี) ในอัตรา 30 ซีซีต่อน้า 20 ลิตร หรืออะบาเม็กตินในอัตรา 10 ซีซีต่อน้า 20 ลิตร โดยพ่นเฉพาะส่วนยอดหรือใบอ่อนเท่านั้น
– ถ้าหากส้มเป็นโรคควรตัดทิ้งและเผาทาลาย
4. โรคโคนเน่าและรากเน่า
ลักษณะอาการ
อาการเริ่มแรกเปลือกบริเวณโคนต้นจะเป็นจุด ๆ แล้วเปลี่ยนเป็นสีน้าตาลและเน่า โดยจะมีอาการใบเหลือง สีใบซีดลง จะเริ่มที่เส้นกลางใบแล้วลุกลามไปเรื่อย ๆ ต้นที่เป็นโรครุนแรงแสดงอาการใบเหี่ยวคล้ายขาดน้า ใบจะร่วง กิ่งแห้งตาย ผลมีสีเหลือง ร่วงหล่นง่าย ขุดที่รากจะพบว่ารากเน่าส่วนเนื้อรากตรงรอยแผลเปลี่ยนเป็นสีน้าตาลหรือน้าตาลแดง เปื่อยและลุกลามไปเรื่อย ๆ และตายในที่สุด
การป้องกันกำจัด
– ใช้กิ่งพันธุ์ปลอดโรคที่มีการติดตาบนต้นตอที่มีความต้านทานหรือทนทานโรคโคนเน่าและรากเน่า
– กาจัดวัชพืชบริเวณโคนต้นให้สะอาด
– โรยผงผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มาบนดินบริเวณทรงพุ่มต้นในช่วงฤดูฝน
– ในระยะเริ่มแรกของการเป็นโรคให้ถากเปลือกส่วนที่เน่าออกแล้วทาด้วยสารเคมี เช่น เมทาแลคซิล (ริโดมิล 25 เปอร์เซนต์ดับบลิวพี) ในอัตรา 100 กรัม ต่อน้า 1 ลิตร หรือใช้เมทาแลคซิล ในอัตราดังกล่าว หรือ อีโฟไซท์ อะลูมินั่ม (อาลีเอท 80 เปอร์เซนต์ดับบลิวพี) ในอัตรา 125 กรัมต่อน้า 1 ลิตร ราดหรือทาบริเวณโคนต้น
– หากต้นส้มโอที่เป็นโรครุนแรงทรุดโทรมมาก ควรขุดเผาทาลายแล้วราดดินด้วยสารเคมีกาจัดเชื้อรา เช่น ออกซาไดซิล หรือ เอททาโซล (เทอราโซล 35 เปอร์เซนต์ดับบลิวพี) หรือ เมทาแลคซิล (ริโดมิล 25 เปอร์เซนต์ดับบลิวพี)
5. โรคแอนแทรคโนส หรือโรคกิ่งแห้ง
ลักษณะอาการ
เกิดแผลไหม้ที่ยอดอ่อนและลุกลามลงใบแก่เป็นแผลไหม้จากขอบใบและปลายใบ ใบเป็นจุดสีน้าตาล รอบ ๆ จุดมีสีน้าตาลเข้มพื้นที่ใบบริเวณรอบขอบแผลมีสีเหลืองแผ่กระจายรอบ ๆ จุดดังกล่าว พื้นแผลจะมีตุ่มเล็ก ๆ เท่าหัวเข็มหมุดสีดา นูนเด่น เรียงต่อเนื่องเป็นวงโดยรอบซ้อนกันอยู่เหมือนวงแหวนมีลักษณะเป็นตุ่มนูน ผลส้มที่ถูกเชื้อรานี้เข้าทาลายจะเกิดแผลลามขยายแนวยาวจากขั้วผลลงไป หรือเชื้อราอาจเข้าทาลายตรงขั้วผลและทาให้ผลร่วง โรคนี้มักกระบาดรุนแรงในพื้นที่ที่มีในตกชุก
การป้องกันกำจัด
– พ่นด้วยสารป้องกันกาจัดเชื้อรา เช่น คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ (คูปราวิทฟอร์เต้ 50 เปอร์เซ็นต์ดับบลิวพี) ในอัตรา 50 กรัม ต่อน้า 20 ลิตร หรือเบนโนมิล (เบนเลท 50 เปอร์เซ็นต์ดับบลิวพี) ในอัตรา 10 กรัม ต่อน้า 20 ลิตร หรืออีมาซารีลแทนเบนโนมิลที่โรคอาจแสดงอาการดื้อยา เมื่อพบว่ามีโรคนี้เข้าแพร่ระบาดทำลาย โดยเฉพาะในฤดูฝน
6. โรคยางไหล
ลักษณะอาการ
เกิดที่ลาต้นเหนือระดับดินขึ้นไป จะมียางไหลออกมาอย่างเห็นได้ชัด น้ายางเหนียวสีน้าตาลอ่อนไหลเป็นทางยาวและแห้งเกาะอยู่บริเวรที่เชื้อเข้า ทาลายเมื่อเฉือนดูภายในเปลือกจะเห็นเปลือกเน่ามีสีน้าตาล เนื้อเยื่อภายในสีน้าตาลอ่อนทาให้ต้นส้มชะงักการเติบโตทรุดโทรมและตายในที่สุด
การป้องกันกาจัด
– พ่นด้วยสารป้องกันกาจัดเชื้อรา เช่น คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ (คูปราวิทฟอร์เต้ 50 เปอร์เซนต์ดับบลิวพี) ในอัตรา 50 กรัม ต่อน้า 20 ลิตร หรือเบนโนมิล (เบนเลท 50 เปอร์เซนต์ดับบลิวพี) ในอัตรา 10 กรัม ต่อน้า 20 ลิตร
– หากปรากฏอาการเน่าเกิดขึ้น ให้ถากเปลือกส่วนที่เน่าออก แล้วทาด้วยคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ (คูปราวิท ฟอร์เต้ 50 เปอร์เซนต์ดับบลิวพี) ในอัตรา 100 กรัมต่อน้า 10 ลิตร หรือเบนโนมิล (เบนเลท 50 เปอร์เซนต์ดับบลิวพี) ในอัตรา 6 – 10 กรัม ต่อน้า 1 ลิตร ทาให้ทั่วสัก 2 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 15 วัน
7. โรคใบเปื้อนน้าหมากและโรคเมลาโนส
ลักษณะอาการ
มีลักษณะเป็นจุดใสเล็ก ๆ ด้านใต้ใบ ต่อมาจะกลายเป็นจุดนูนสีเหลืองปนเขียว หรือน้าตาล เมื่อลุกลามขยายใหญ่มีสีน้าตาลหรือดาคล้ายรอยเปื้อนน้าหมาก ส่วนโรคเมลาโนส จะเข้าทาลายใบส้มในระยะเพสลาด ลักษณะอาการเกือบคล้ายโรคใบเปื้อนน้าหมาก ต่างกันที่อายุใบที่ถูกทาลาย และเมื่อสัมผัสใบที่เป็นโรคนี้จะระคายมือส่วนใบที่เป็นโรคเปื้อนน้าหมากจะเป้นมันและไม่ระคายมือ
การป้องกันกาจัด
พ่นด้วยสารป้องกันกาจัดเชื้อราในกลุ่มของแมนโคเซ็บหรือคาร์เบดาซิม 7-10 วัน ต่อครั้งและพ่น 2-3 ครั้งติดต่อกัน
แมลงศัตรูที่สำคัญ
1. เพลี้ยไก่แจ้ส้ม จะทำให้ยอดอ่อนบิดเบี้ยวหงิกงอและเหี่ยวแห้งได้ ตัวเต็มวัยเป็นพาหะนำโรคกรีนนิ่งมาสู่ต้นส้มซึ่งทาความเสียหายอย่างรุนแรง แก่ต้นส้มจนถึงตายในที่สุด เพลี้ยไก่แจ้ส้มมีพืชอาศัยคือ ต้นแก้ว
การป้องกันกาจัด หากพบเพลี้ยไก่แจ้ส้มหรือไข่ของเพลี้ยไก่แจ้ส้มบนต้นส้มแม้แต่เพียงตัวเดียว ให้พ่นสารฆ่าแมลงป้องกันกาจัด ทั้งแปลงหรือทุกต้นด้วยมาลาไธออน ในอัตรา 20 ซีซี ต่อน้า 20 ลิตร หรือไดเมทโธเอท (โพลิแมท 800 เอสแอล 80 เปอร์เซ็นต์อีซี ในอัตคร 30 ซีซีต่อน้า 20 ลิตร หรืออะบาเม็กตินในอัตรา 10 ซีซีต่อน้า 20 ลิตร โดยพ่นเฉพาะส่วนยอกหรือใบอ่อนเท่านั้น
2. เพลี้ยอ่อนส้ม ทาให้ใบอ่อนม้วนหงิกงอ และทาให้เกิดโรคทริสเตซ่าซึ่งเป็นโรคที่ร้ายแรงทาให้ต้นส้มตายได้
การป้องกันกาจัด หากพบเสี้ยนอ่อนส้มสีดาหรือไข่ของเพลี้ยอ่อยส้มสีดาบนต้นส้มแม้แต่เพียงตัวเดียว ให้พ่นสารฆ่าแมลงป้องกันกำจัด ทั้งแปลง หรือทุกต้นด้วยมาลาไธออน ในอัตรา 20 ซีซี ต่อน้า 20 ลิตร หรือไดเมทโธเอท (โฟลิแมท 800 เอสแอล 80 เปอร์เซ็นต์อีซี) ในอัตรา 30 ซีซีต่อน้า 20 ลิตร หรืออะบาเม็กตินในอัตรา 10 ซีซีต่อน้า 20 ลิตร โดยพ่นเฉพาะส่วนยอดหรือใบอ่อนเท่านั้น
3. เพลี้ยไฟ ผลที่ถูกทำลายจะปรากฎรอยสีเทาเงินเป็นวงบริเวณขั้วผล และก้นผล หรือเป็นทางสีเทาเงินตามความยางของผลส้ม
ระยะเวลาที่พบการระบาด ในฤดูแล้งประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ในฤดูฝน เมื่อฝนทิ้งช่วงเกิน 10 วัน
การป้องกันกาจัด
– เด็ดผลที่แคระแกรนและถูกทาลายโดยเพลี้ยไฟทิ้ง
– ใช้สารฆ่าแมลง- กลุ่มคาร์โบซัลแฟน (พอลซ์ 20 เปอร์เซ็นต์อีซี) ในอัตรา 20 ซีซีต่อน้า 20 ลิตร หรือ อิมิดาโคลพริด (คอนฟิดอร์ 100 เอสแอล) ในอัตรา 10 ซีซี ต่อน้า 20 ลิตร หรืออะบาเม็กตินในอัตรา 5 ซีซี ต่อน้า 20 ลิตร พ่นเมื่อพบจานวนเพลี้ยไฟมากกว่า 4 ตัวต่อยอด
– แมลงศัตรูที่กัดกินเพลี้ยไฟเป็นอาหารคือ มวนตัวห้า
4. เพลี้ยหอยแดงแคลิฟอร์เนีย ทาให้กิ่งส้มแห้งตายเป็นกิ่ง ๆ หรือทั้งต้น ผลส้มที่ถูกดูดจะเหลืองซีดและเนื้อฟ่าม
การป้องกันกาจัด หากพบเสี้ยนหอยบนส่วนหนึ่งส่วนใดของต้นส้มให้พ่นสารฆ่าแมลงป้องกันกาจัดให้ทั่วทั้งต้น (เฉพาะต้นที่มีเพลี้ยหอยเข้าทาลาย) ด้วยมาลาไธออนในอัตรา 40 ซีซี ต่อน้า 20 ลิตร หรือไดเมทไธเอท (โฟลิแมท 800 เอสแอล 80 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งในอัตรา 30 ซีซีต่อน้า 20 ลิตร หรือไวท์ออยล์ในอัตราที่แนะนาบนฉลาก (ไม่ควรใช้เกินอัตราที่แนะนา เพราะอาจทาให้ใบส้มไหม้)
5. หนอนชอนใบส้ม เมื่อหนอนฟักออกจากไข่แล้ว จะเจาะเข้าไปใต้ผิวใบและชอนไชกัดกินอยู่ระหว่างผิวใบและจะทาลายด้านใต้ใบมากกว่าด้านบนใย มองเห็นเป็นทางสีขาวบริเวณใบที่ถูกทาลายจะมีลักษณะหงิกงอเป็นแผลและแห้ง ระยะเวลาที่พบการระบาด มีการระบาดได้ตลอดปีแต่จะรุนแรงในช่วงฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม ถึง เดือนตุลาคม
การป้องกันกาจัด
– ตัดใบอ่อนที่หนอนทาลายรุนแรงไปเผาและกาจัดวัชพืชในสวนส้ม
– ใช้สารฆ่าแมลงพ่นในระยะส้มเริ่มแตกใบอ่อน เช่น ฟลูเฟนน็อกซูรอน (แคสเคด 5 เปอร์เซ็นต์ อีซี) ในอัตรา 6 ซีซี ต่อน้า 20 ลิตร หรือ อิมิโคลพริด (คอนฟอดอร์ 100 เอสแอล) ในอัตรา 8 ซีซีต่อน้า 20 ลิตร หรือ อะบาแมคติน ในอัตรา 3 ซีซี ต่อน้า 20 ลิตร
– แมลงศัตรูที่เข้าทาลายหนอนชอนใบส้ม ได้แก่ แตนเบียนหลายชนิด แมลงช้างปีกใสและมดตัวห้ำ
6. หนอนเจาะผล ผลที่ถูกทาลายจะมีมูลของหนอนที่ถ่ายออกมาและมียางไหลเยิ้มบริเวณรอยแผล ทาให้ผลเน่าและร่วงในที่สุด
การป้องกันกาจัด
– ถ้าพบการทาลาย เก็บผลที่ถูกทาลายฝังหรือเผา
– เมื่อพบการทาลายสูง ใช้สารฆ่าแมลงเมธามิโดฟอส (ทามารอน 60 เปอร์เซ็นต์) ในอัตรา 20 ซีซี ต่อน้า 20 ลิตร พ่น 3 – 4 ครั้ง ทุก 10 วัน ตั้งแต่ส้มโอเริ่มติดผล หลังจากนั้นห่อผลส้มโอด้วยถุงพลาสติกขนาด 10 x 14 นิ้ว โดยเปิดก้นถุง ถ้าไม่ห่อผลต้องพ่นสารฆ่าแมลงจนถึงระยะก่อนเก็บเกี่ยว 10 วัน
7. หนอนม้วนใบส้ม โดยการกัดกินใบส้มจนเว้าแหว่งและห่อใบส้มเข้าหากันการทาลายที่ผลจะกัดเจาะเปลือกผลส้มที่ใกล้สุก
ระยะเวลาที่พบการระบาด พบการระบาดในฤดูแล้งที่อากาศค่อนข้างเย็น และช่วงในระหว่างการกักน้าเพื่อใช้ส้มแตกตาดอก
การป้องกันกาจัด
– เมื่อพบการทาลายในระดับมากกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ ใช้สารฆ่าแมลงเมธามิโดฟอส (ทามารอน 60 เปอร์เซ็นต์) ในอัตรา 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นติดต่อกัน 2-3 ครั้ง ทุก 10 วัน
– แมลงศัตรูของหนอนม้วนใบส้มได้แก่ มวนพิฆาตและ แมลงช้างปีกใส
8. หนอนแก้วส้ม หนอนจะกัดกินใบอ่อนและยอดอ่อนจนถึงใบแก่ของพืชตระกูลส้ม
ระยะเวลาที่พบการระบาด มีการระบาดได้ตลอดปี แต่จะรุนแรงในช่วงฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม
การป้องกันกาจัด
– เก็บไข่และจับหนอนทาลาย
– ถ้าพบการระบาดและพบตัวหนอนในระยะวัยที่ 1-2 ที่ระดับ 25 เปอร์เซ็นต์ ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงเมธามิโดฟอส (ทามารอน 60 เปอร์เซ็นต์) ในอัตรา 30 ซีซี ต่อน้า 20 ลิตร หรือไซเปอร์เมทธรินในอัตรา 20-30 ซีซี ต่อน้า 20 ลิตร
– แมลงศัตรูของหนอนแก้วส้มได้แก่ มวนพิฆาต และแตนเบียน
9. หนอนเจาะสมออเมริกัน หรือหนอนเจาะดอก หนอนวัยแรกจะเข้าทาลายดอกตูมจนถึงระยะดอกบานของส้ม หนอนชนิดนี้ในระยะโตเต็มที่จะมีนิสัยดุและดื้อต่อสารเคมีเกือบทุกชนิด
ระยะเวลาที่พบการระบาด พบมากในเดือนมกราคม ถึงเดือนเมษายน
การป้องกันกำจัด
– เก็บไข่และจับหนอนทาลาย
– ถ้าพบหนอนในระยะวัยที่ 1-2 ทาลายดอกตูมบนยอดต่อมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ควรตัดสินใจพ่นสารละลายของเชื้อบีที (บาซิลลัส ทรูรินเจนซีส) หลังจากบ่าย 3 โมงไปแล้ว เชื้อบีทีออกฤทธิช้าภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมง จึงทาให้หนอนตายได้ และการพ่นควรกระทาติดต่อกันทุก 5 วัน อีก 2-3 ครั้ง
– แมลงศัตรูของหนอนเจาะสมออเมริกันได้แก่ มดตัวห้า แตนเบียนหลายชนิดและมวนพิฆาต
10. แมลงค่อมทอง เป็นด้วงงวงชนิดหนึ่ง ตัวเต็มวัยลาต้นมีสีเขียวอ่อนเหลืองทองเป็นประกายจะกัดกินใบอ่อนของพืชตระกูลส้ม ทาให้ใบเว้า ๆ แหว่ง ๆ ทาให้เสียหาย การทาลายจะรวดเร็ว และหากรุนแรงยอดอ่อนจะเหลือแต่ก้าน ในระยะต้นส้มแตกใบอ่อนจะสังเกตเห็นแมลงค่อมทองผสมพันธุ์กันเป็นคู่ ๆ ยอดอ่อนที่ถูกทาลายจะพบมูลของด้วงเป็นเม็ด ๆ สีดา
ระยะเวลาที่พบการระบาด มีการระบาดรุนแรงในช่วงแล้ง ตั้งแต่ประมาณเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนพฤษภาคม
การป้องกันกำจัด
– เก็บตัวแก่ทำลายถ้าระบาดไม่รุนแรง
– พ่นให้ทั่วไปด้วยสารฆ่าแมลงอะซีเฟต (ออร์ธีน 75 เอสพี) ในอัตรา 30 ซีซี ต่อน้า 20 ลิตร ในอัตราที่แนะนาบนฉลาก
11. ไรแดงอาฟริกัน และไรชนิดอื่น ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะทำลายดูดกินน้าเลี้ยงจากใบและผล ทาให้ใบเปลี่ยนสีเขียวจางและหน้าไม่เป็นมันและผลส้มโอที่ถูกทาลายจะมีสี ซีดกร้าน ผิวผลมีตาหนิ มีการพัฒนาช้า และมีน้าหนักเบา
ระยะเวลาที่พบการระบาด ระบาดมากในฤดูแล้งประมาณเดือนมกราคม จนถึงเดือนพฤษภาคม
การป้องกันกำจัด
– พ่นสารฆ่าไร เช่น กามะถันผง (ทีโอวิท 80 เปอร์เซ็นต์ดับบลิวพี) ในอัตร 60 กรัมต่อน้า 20 ลิตร หรือ โปรพาร์ไกท์ (โอไมท์ 30 เปอร์เซ็นต์ดับบลิวพี) ในอัตรา 30 กรัมต่อน้า 20 ลิตร เมื่อใบส้มถูกทาลายประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ หรือพ่นด้วย อมีทราซ (ไมแทค 20 เปอร์เซ็นต์อีซี) ในอัตรา 30 ซีซีต่อน้า 20 ลิตร พ่นให้ทั่วทั้งต้นและทุกต้นไม่ควรใช้สารฆ่าไรชนิดเดียวติดต่อกันเป็นเวลานาน เพื่อมิให้ไรแดงอาฟริกันต้านทานต่อสารฆ่าไรเร็วเกินไป ท
– ใช้น้าฉีดพ่นต้นส้มให้เปียกโชก จะช่วยลดปริมาณไรแดงลงได้ ในกรณีพบการระบาดต่ากว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ท
– แมลงศัตรูธรรมชาติของไรแดงอาฟริกันได้แก่ ด้วงเต่าและแมลงวันขายาว
12. ไรสนิมส้ม ลักษณะผิวใบกระด้าง ผลส้มโอที่ถูกทาลายจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นสีน้าตาลสนิม ผลมีลักษณะสกปรก ไม่สวยงาม ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด
ระยะเวลาที่พบการระบาด พบมากในฤดูแล้ง หรือระยะฝนทิ้งช่วงในฤดูฝน
การป้องกันกำจัด พ่นสารฆ่าชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น กามะถันผง (ทีโอวิท 80 เปอร์เซ็นต์ดับบลิวพี) ในอัตรา 60 กรัม ต่อน้า 20 ลิตร หรือ โปรพาร์ไกท์ (โอไมท์ 30 เปอร์เซ็นต์ดับบลิวพี) ในอัตรา 30 กรัม ต่อน้า 20 ลิตร เมื่อพบไรสนิมส้มระบาดทาลายผลส้มโอ และพ่นซ้าทุก 5 วัน เมื่อยังมีการระบาด
เอกสารอ้างอิง
สิทธิพงศ์ ศรีสว่างวงศ์ ศราวุธ เหมือนหาญ พนมไพร ภิญโญยาง และเหรียญทอง พานสายตา. 2553. รายงานวิจัยและพัฒนาส้มโอในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ปี 2553. ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรขอนแก่น สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 กรมวิชาการเกษตร. 20 หน้า.
