คุณสมบัติของดินและความต้องการธาตุอาหารของส้มโอ

คุณสมบัติของดินและความต้องการธาตุอาหารของส้มโอ

(นายสิทธิพงศ์ ศรีสว่างวงศ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรขอนแก่น) 

เอกสารประกอบการอบรมเกษตรกร  4 เมษายน 2555 อ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ

การปลูกส้มโอ ต้องคำนึงลักษณะของดินที่มีความเหมาะสมกับการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิต ซึ่งดินปลูกส้มโอควรมีลักษณะดังนี้

  1. หน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร
  2. การระบายน้ำดี
  3. ดินร่วนเหนียว หรือดินร่วนปนทราย
  4. ระดับน้ำใต้ดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตรในกลางฤดูฝน
  5. ค่าความเป็นกรด-ด่าง 5.5-6.5

การใส่ปุ๋ยต้องคำนึงถึงพัฒนาการของส้ม เช่น ช่วงก่อนออกดอก ควรเน้นปุ๋ยตัวกลางและตัวท้ายให้สูง เช่น 8-24-24 ส่วนช่วงติดผลขนาดเล็กจะเน้นให้ตัวหลังสูงขึ้น เชน 12-12-17-2 MgO และเน้นให้ตัวหลังสูงขึ้น เชน 12-12-17-2 MgO ชาวสวนจึงควรระมัดระวังในการใส่ปุ๋ยอย่างมาก โดยอย่าให้ส้มขาดปุ๋ย แต่ไม่ให้ปุ๋ยมากเกินไป (รวี, 2543) อัตราปุ๋ยที่แนะนำให้ใช้ทั่วไป คือ ไนโตรเจน ระหว่าง 15-50 กก.ต่อไร่ต่อปี ฟอสฟอรัส ระหว่าง 0.5-.07 กก.P2O5 ต่อต้นต่อปี และโพแทสเซียมระหว่าง 15-50 กก. K2O ต่อไร่ต่อปี อัตราปุ๋ยที่เหมาะสมกับแต่พื้นที่ต้องพิจารณาอายุของต้น ศักยภาพในการให้ผลผลิตและจำนวนต้นที่ปลูกในพื้นที่ 1  

ความต้องการธาตุอาหารของไม้ผล คำนึงถึงพัฒนาการของส้ม ซึ่งประกอบด้วยระยะการเจริญเติบโตที่สำคัญ 3 ระยะในแต่ละรอบปี  การใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้กับส้มโอนั้น ต้องสัมพันธ์กับความต้องการธาตุอาหารในการเจริญเติบโตต่างๆ ดังนี้

  1. ระยะการเจริญเติบโตของลำต้น ใบ และกิ่งก้านสาขา

ระยะนี้มีการแตกใบอ่อนพร้อมกันทั้งต้นประมาณ 2-3 ชุด สำหรับการสร้างอาหารสะสมไว้ใช้ในการออกดอกและผลผลิต ซึ่งระยะนี้มีความต้องการธาตุไนโตรเจนสูง จึงควรเน้นการใส่ปุ๋ยไนโตรเจน และแบ่งปุ๋ยเป็น 3 ส่วน เพื่อใส่เดือนและ 1 ครั้ง เพื่อลดการชะล้างปุ๋ย 

  1. ระยะออกดอก

การใส่ปุ๋ยเพื่อกระตุ้นการเกิดออกดอก ใส่ก่อนออกดอกประมาณ 1 เดือน ควรเน้นปุ๋ยตัวกลางและตัวท้ายให้สูง ซึ่งมีความต้องการธาตุฟอสฟอรัส และธาตุโพแทสเซียม ในสัดส่วนที่สูงกว่าธาตุไนโตรเจน เพื่อใช้ในกระบวนการถ่ายเทพลังงานในกิจกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาตาดอกของไม้ผล เช่น 8-24-24 

  1. ระยะติดผล และระยะพัฒนาการของผล

ระยะที่ต้องการธาตุโพแทสเซียมมากกว่า ธาตุฟอสฟอรัส และธาตุไนโตรเจน เพื่อช่วยในการเคลื่อนย้ายคาร์โบไฮเดรต จากใบ กิ่ง ก้าน และลำต้น  ตามท่ออาหาร ไปเลี้ยงผลอ่อนให้เกิดการพัฒนาได้อย่างรวดเร็วและสมบูรณ์ และปรับปรุงคุณภาพในด้านรสชาติให้ดีขึ้น ควรใส่ปุ๋ยระยะแรกที่เริ่มติดผลอ่อน เน้นให้ตัวหลังสูงขึ้น เชน 12-12-17-2 MgO และครั้งที่สอง ก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 2 เดือน เน้นตัวหลังให้สูงขึ้น เช่น 0-0-50 (รวี, 2543)

ดินปลูกไม้ผลจะมีการเปลี่ยนแปลงของปริมาณธาตุอาหารที่สัมพันธ์กับปริมาณการใส่ปุ๋ยอย่างต่อเนื่องกันทุกๆ ปี  ทำให้มีการสะสมของอินทรียวัตถุ ธาตุฟอสฟอรัส และธาตุโพแทสเซียม   โดยปริมาณธาตุอาหารในดินของไม้ผลในทรงพุ่ม จะมีปริมาณมากกว่าดินที่อยู่นอกทรงพุ่ม

หากค่าวิเคราะห์ธาตุอาหาร มีค่าของ pH เปลี่ยนแปลงไป การใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำปกติที่ใช้ตามอายุของพืชจะไม่มีประสิทธิภาพที่ดีนัก ควรวิเคราะห์ดินประกอบการพิจารณาการใช้ธาตุอาหารให้เหมาะกับปริมาณธาตุอาหารที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา เพื่อให้การใช้ปุ๋ยมีประสิทธิภาพสูงสุด

ดังนั้นควรระมัดระวังในการใส่ปุ๋ย อย่าให้ส้มขาดปุ๋ย แต่ไม่ให้ปุ๋ยมากเกินไป อัตราปุ๋ยที่แนะนำให้ใช้ทั่วไป คือ ไนโตรเจน ระหว่าง 15-50 กก.ต่อไร่ต่อปี, ฟอสฟอรัส ระหว่าง 0.5-.07 กก.P2O5ต่อต้นต่อปี และโพแทสเซียมระหว่าง 15-50 กก.K2Oต่อไร่ต่อปี อัตราปุ๋ยที่เหมาะสมกับแต่พื้นที่ต้องพิจารณาอายุของต้น ศักยภาพในการให้ผลผลิตและจำนวนต้นที่ปลูกในพื้นที่ 1 ไร่

การใส่ไนโตรเจนสูงจะให้ผลผลิตมี total soluble solid สูง แต่ผลอาจมีขนาดเล็กลง และเปลือกบาง สีผิวผลสุกไปสวย การใส่ฟอสฟอรัสค่อนข้างน้อย โดยพิจารณาจากธาตุนี้ในใบมีปริมาณไม่ต่ำกว่า 0.15 เปอร์เซ็นต์ การใส่เพิ่มไม่เกิดประโยชน์ในทางการเพิ่มผลผลิต การใส่ธาตุโพแทสเซียมสูงจะช่วยให้ผลโตแต่เปลือกจะหนาขึ้น ผิวมีสีแกมเขียว น้ำคั้นมีกรดสูงขึ้น (สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม และศูนย์วิจัยและพัฒนาไม้ผลเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 2540) พื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกษตรกรนิยมปลูกส้มโอเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีความเหมาะสมหลายประการ เช่น สภาพดิน สภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการผลิต การแพร่ระบาดของโรค และแมลงมีน้อย ตลอดจนปัญหาจากภัยธรรมชาติที่แทบจะไม่มี เมื่อเปรียบเทียบกับแหล่งปลูกเดิม

ข้อควรคำนึงในการใส่ปุ๋ย

การใส่ปุ๋ยแก่พืชเกษตรกรไม่ควรใส่ชิดโคนต้นแต่ควรใส่ให้ห่างโคนต้นอย่างน้อย 30 ซม . หรือในกรณีที่พืชมีทรงพุ่มขนาดใหญ่ เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยโดยการหว่านโดยรอบทรงพุ่มจากบริเวณชายพุ่มเข้ามาถึงประมาณครึ่งหนึ่งของรัศมีทรงพุ่ม และเพื่อให้การใส่ปุ๋ยแต่ละครั้งมีการสูญเสียน้อยและพืชได้รับประโยชน์มากที่สุด เกษตรกรควรปฏิบัติดังนี้

  1. เลือกชนิดของปุ๋ยที่ใส่ให้ถูกต้อง (right kind)
  2. ใส่ปุ๋ยในปริมาณที่พอเหมาะ (right amount)
  3. ใส่ปุ๋ยในเวลาที่พืชต้องการ (right time)
  4. ใส่ปุ๋ยในบริเวณที่พืชเอาไปใช้ได้ง่าย (right place)

เอกสารอ้างอิง

รวี เสรษฐภักดี. 2543. การจัดการสวนส้ม. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ. 21 หน้า.
สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์วิจัยและพัฒนาไม้ผลเขตร้อน และกึ่งเขตร้อน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 2540. วิทยาการส้ม : ทางเลือกปัจจุบันสู่อนาคต เอกสารประกอบการฝึกอบรม สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
กรมวิชาการเกษตร. 2545. เกษตรดีที่เหมาะสมสำหรับ ส้มโอ.  เกษตรดีที่เหมาะสมลำดับที่ 26 เอกสารวิชาการลำดับที่ 8/2548. 27 หน้า.
กรมวิชาการเกษตร. 2548. การใช้ปุ๋ยกับพืชเศรษฐกิจ. เอกสารวิชาการลำดับที่ 8/2548 ISBN : 974-436-434-3 121 หน้า