เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายในหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 7 ในหัวข้อ “การสร้างโอกาสจาก Carbon Credit ในตลาดโลก” ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วมอบรมจำนวน 85 คน
หลักสูตรดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือของมูลนิธิเกษตราธิการ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำภาคการเกษตรให้สามารถขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ในการบรรยาย อธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้สะท้อนภาพรวมทิศทางของประเทศไทยในการลดก๊าซเรือนกระจก โดยระบุว่า “ประเทศไทยได้ยกระดับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ NDC 3.0 สู่ระดับร้อยละ 47 ภายในปี ค.ศ. 2035 ซึ่งภาคเกษตรถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในภาคการเกษตร”
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า “Carbon Credit” คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดหรือกักเก็บได้จากการดำเนินโครงการที่ผ่านการรับรอง ซึ่งสามารถนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอน โดยมีหน่วยเป็น “ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า” และได้เน้นย้ำว่า ปัจจุบันภาคเกษตรเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณร้อยละ 19 ของประเทศ จึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวสู่ระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของคาร์บอนเครดิตในหลายมิติ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมที่ช่วยลดภาวะโลกร้อน ด้านเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร และด้านสังคมที่ช่วยยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของภาคการผลิต พร้อมระบุว่า คาร์บอนเครดิตกำลังกลายเป็น “สินทรัพย์ดิจิทัล” ที่สามารถซื้อขายในตลาดได้จริง
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวย้ำว่า การพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตในภาคเกษตรควรส่งเสริมการรวมแปลง หรือ รวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อเพิ่มขนาดพื้นที่และลดต้นทุนต่อหน่วย ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินโครงการมีความคุ้มค่าและยั่งยืนมากขึ้น
ในส่วนของการดำเนินงาน กรมวิชาการเกษตรได้ขับเคลื่อนภารกิจภายใต้แนวคิด DOA TOGETHER โดยพัฒนาต้นแบบการลดก๊าซเรือนกระจกในพืชเศรษฐกิจสำคัญ 6 ชนิด ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ทุเรียน และมะม่วง และมีโครงการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนภายใต้มาตรฐาน T-VER แล้วในหลายพื้นที่ และยังได้พัฒนาศักยภาพหน่วยงานสู่การเป็นผู้ตรวจประเมิน (VVB) ในสาขาเกษตร ตามมาตรฐานสากล ISO และถือเป็นหน่วยงานภาครัฐรายแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในระบบดังกล่าว ซึ่งจะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของโครงการคาร์บอนเครดิตภาคเกษตรไทย
ในมิติระดับนานาชาติ กรมวิชาการเกษตรได้ขยายความร่วมมือกับต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ในการขับเคลื่อนการใช้ไบโอชาร์ (Biochar) เพื่อกักเก็บคาร์บอนและแก้ปัญหา PM 2.5 รวมถึงการผลักดันมาตรฐานคาร์บอนเครดิตของไทยสู่ระดับ “Premium T-VER” เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยมีเป้าหมายส่งออกคาร์บอนเครดิตสู่ตลาดโลก ซึ่งราคาคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงมีแนวโน้มที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และจะกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของเกษตรกรไทย หากสามารถพัฒนาระบบให้ได้มาตรฐานและเชื่อมโยงกับตลาดสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ช่วงท้ายการบรรยาย อธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้เน้นย้ำว่า “กรมวิชาการเกษตรพร้อมทำหน้าที่ทั้งในฐานะผู้พัฒนาโครงการ ที่ปรึกษา และผู้ตรวจประเมิน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยให้สามารถเข้าถึงตลาดคาร์บอนเครดิตได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI และระบบข้อมูล มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาคเกษตร ทั้งหมดนี้คือความมุ่งมั่นของกรมวิชาการเกษตร ที่จะพลิกโฉมภาคการเกษตรไทย สร้างโอกาสจาก Carbon Credit และนำพาเกษตรกรไทยก้าวสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน”
นอกจากนี้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ยังได้กล่าวเสริมถึงสถานการณ์ปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะ “ปุ๋ยเคมี” ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคเกษตรไทยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง โดยมีการนำเข้าเฉลี่ยประมาณ 5–6 ล้านตันต่อปี และมีแนวโน้มผันผวนตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ทั้งในด้านแหล่งผลิต การขนส่ง และข้อจำกัดด้านการส่งออกของบางประเทศ
ทั้งนี้ โครงสร้างการใช้ปุ๋ยของไทยยังพึ่งพาปุ๋ยไนโตรเจน เช่น ยูเรีย (46-0-0) ในสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 40 ของการใช้ทั้งหมด ขณะที่ปุ๋ยสูตรสำคัญ เช่น 16-20-0 และ 15-15-15 ยังคงเป็นกลุ่มหลักของตลาด อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ปริมาณปุ๋ยคงคลังทั้งแม่ปุ๋ยและปุ๋ยผสมยังอยู่ในระดับเพียงพอ สามารถรองรับความต้องการของภาคการผลิตได้ในระยะสั้น พร้อมเน้นย้ำว่าการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพตามหลัก “ถูกต้อง ถูกสูตร ถูกที่ และถูกเวลา” จะช่วยลดต้นทุนและสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรได้อย่างเป็นรูปธรรม
การบรรยายดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมอบรมเป็นอย่างมาก และสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของภาคการเกษตรไทยในการปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการใช้ประโยชน์จาก “Carbon Credit” เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสใหม่ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน















Users Today :
Views Today :
Who's Online : 