สายด่วน 1174 |    0-2579-5248 |    saraban@doa.go.th
ปรับขนาดตัวอักษร:
  1. Home
  2. »
  3. ประชาสัมพันธ์
  4. »
  5. “สุริยะ-ยศชนันท์” ดึง Meta ปั้นหลักสูตร “ติดปีกดิจ…

อว. จับมือ กษ. ผสานนโยบาย ‘ตลาดนำการวิจัยและผลิต’ พลิกโฉมระบบนิเวศจุลินทรีย์ ขับเคลื่อนนวัตกรรมเกษตรไทยสู่เชิงพาณิชย์

การขยายผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อการใช้ประโยชน์ด้านเกษตรกรรมไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อเกิดการบูรณาการความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ของหน่วยงานข้ามกระทรวง ระหว่าง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ภายใต้การนำทัพด้านนโยบายของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตามนโยบาย “ตลาดนำการวิจัย นวัตกรรมเพิ่มมูลค่า” ที่มุ่งผลักดันงานวิจัยและนโยบายของกระทรวง อว. โดยเข้ามาเสริมแกร่งและประสานการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สอดรับกับนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการปฏิรูปภาคการเกษตรไทยให้ก้าวสู่ยุคใหม่ ด้วยการผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากผลงานวิจัยในการขับเคลื่อน พร้อมทั้งเร่งขยายผลผลิตและองค์ความรู้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อส่งต่อถึงเกษตรกรและผู้ประกอบการได้อย่างรวดเร็ว

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานการประชุมหารือการขับเคลื่อนเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ ร่วมกับ ศาสตราจารย์ (วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต กรรมการอำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) คณะผู้บริหารและนักยุทธศาสตร์ ในฐานะเจ้าภาพหลักเชิงนโยบาย เพื่อร่วมกันออกแบบข้อเสนอเชิงนโยบายและพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมจุลินทรีย์ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างกรมวิชาการเกษตร และ สอวช. เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมจุลินทรีย์เพื่อการเกษตรของประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยมีหมุดหมายสำคัญในการเร่งผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

จากฐานข้อมูลความสำเร็จของกรมวิชาการเกษตร ในช่วงปีงบประมาณ 2555–2569 ได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ ทั้งในด้านพันธุ์พืช ปุ๋ยชีวภาพ และชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัดศัตรูพืช ให้แก่ผู้ประกอบการรวม 26 ราย คิดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 69 สัญญา อย่างไรก็ตาม ในมิติของการนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์จริง ยังคงเผชิญข้อจำกัดสำคัญด้านความพร้อมของผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนข้อจำกัดด้านต้นทุนการผลิตที่ยังคงสูงในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ ความร่วมมือข้ามกระทรวงครั้งสำคัญนี้ จึงไม่เพียงแต่จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและปลดล็อกข้อจำกัดให้แก่ผลงานวิจัยไทยเท่านั้น แต่ยังวิจัยต่อยอดเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้ชีวภัณฑ์ทดแทนอย่างแพร่หลาย อันจะนำไปสู่การลดการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมี รวมถึงสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจากต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนวัตกรรมจากผลงานวิจัย เช่น ชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัดศัตรูพืช ได้อย่างง่ายดายและทั่วถึง ส่งผลให้เกิดการลดต้นทุนการผลิตภาคเกษตร สร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร เกิดการขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมไทยให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน

การระดมความคิดในครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดแนวทางการพัฒนาผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ โดยฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ สอวช. ได้นำเสนอแผนงานครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เริ่มต้นจากการจัดทำฐานข้อมูลวิชาการของสายพันธุ์จุลินทรีย์ (Data for Tech Transfer) เพื่อเป็นสะพานเชื่อมโยงข้อมูลสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการออกแบบระบบขึ้นทะเบียนที่รวดเร็วผ่านกลไกช่องทางด่วน (Fast-track) ในรูปแบบ Smart Regulation Sandbox นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนา Demo & Scaling Platform ร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อเป็นพื้นที่ทดสอบการใช้งานจริงและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เกษตรกร ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ในการร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อย่นระยะเวลาในการนำนวัตกรรมให้ถึงมือเกษตรกรได้อย่างรวดเร็ว

เจตนารมณ์ร่วมกันระหว่างหน่วยงานภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) พร้อมด้วยหน่วยงานภาคีเครือข่ายระดับประเทศ ทั้งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสถาบันการศึกษา ภายใต้กลไกความร่วมมือพันธมิตรภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา (Public-Private Partnership) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ตามแนวนโยบาย BCG Economy ของรัฐบาลอย่างยั่งยืน ซึ่งความมุ่งมั่นนี้นำไปสู่การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อร่วมกันพลิกโฉมภาคการเกษตรไทยสู่อนาคต โดยมุ่งเน้นการยกระดับประสิทธิภาพในพืชเศรษฐกิจสำคัญ 9 ชนิดของประเทศ ได้แก่ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด อ้อย ทุเรียน กาแฟ และมะพร้าว นำร่องในชีวภัณฑ์ที่สำคัญเพื่อเป็นโมเดลการดำเนินการเพื่อเตรียมการขึ้นทะเบียน เช่น เชื้อราบิวเวอเรีย (Beauveria bassiana) ควบคุมมอดเจาะผลกาแฟในรูปแบบผงของกรมวิชาการเกษตร เชื้อราไตรโคเดอร์มาควบคุมโรครากเน่าโคนเน่า ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และเชื้อแบคทีเรีย Bacillus subtilis ป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ของศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นต้น ตั้งเป้าใช้ชีวภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนสำเร็จแล้วไปขยายผล โดยชีวภัณฑ์ต้องมี solution provider หรือตัวแทนจำหน่วยชีวภัณฑ์ที่ทำหน้าที่  ให้คำแนะนำ มี After-sales service ดูแลการใช้ชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพอย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตร สอวช. สวทช. และสถาบันการศึกษาจะมีความร่วมมือพัฒนาฐานข้อมูล Knowledge hub ด้านจุลินทรีย์ มหาวิทยาลัย/หน่วยงานวิจัยที่มีการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่อการเกษตร เพื่อรวบรวมข้อมูลจุลินทรีย์ด้านการเกษตร เช่น sequence เชื้อจุลินทรีย์ ผลทดสอบประสิทธิภาพ ผลทดสอบความเป็นพิษ ให้อยู่ในฐานข้อมูลสายพันธุ์ปลอดภัย ที่นักวิจัยสามารถเข้าถึงได้ เพื่อใช้ในการเตรียมขึ้นทะเบียนในอนาคต ทั้งนี้ตั้งเป้าที่จะดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลงานวิจัย NARIIS ฐานข้อมูลของ Knowledge Hub จุลินทรีย์ ฐานข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร นักวิจัยชีวภัณฑ์ และจะเสนอให้มีการดึงข้อมูลผลงานวิจัยที่ขอรับการสนับสนุนจากแหล่งทุนในอนาคตมาเติมในฐานข้อมูลนี้อย่างต่อเนื่อง สนับสนุนการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ด้านการเกษตร เพื่อยกระดับความมั่นคงและปลอดภัยทางอาหารอย่างยั่งยืน ซึ่งการผสานความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนการผลิตและลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานผลผลิตสู่ระดับสากล เนื่องจากกลุ่มพืชเศรษฐกิจทั้ง 8 ชนิดนี้ ถือเป็นฐานรากและโครงสร้างหลักของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร (Agri-GDP) ของไทย

ดังนั้น การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมชีวภาพอย่างเป็นระบบในครั้งนี้ จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัด ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ นำพาความมั่งคั่งและรายได้ที่มั่นคงสู่เกษตรกรไทยได้อย่างยั่งยืน

Related
แชท