สายด่วน 1174 |    0-2579-5248 |    saraban@doa.go.th
  1. Home
  2. »
  3. ข่าวผู้บริหาร
  4. »
  5. “BIE หนุนไทยเต็มที่! ชื่นชม “Korat Expo 2572” มุ่ง…

การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการส่งเสริมการผลิตกาแฟคุณภาพ การวิจัย และพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทานกาแฟอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานในการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการส่งเสริมการผลิตกาแฟคุณภาพ การวิจัย และพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทานกาแฟอย่างยั่งยืน ในโอกาสนี้ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกว่า 36 หน่วยงาน ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

ภายใต้กรอบ MOU มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อกำกับติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมตั้งเป้าหมายพัฒนาเกษตรกรกว่า 12,000 ครัวเรือน เข้าสู่ระบบกาแฟคุณภาพภายใน 3 ปี โดยนำร่องในพื้นที่ 1,000 ไร่ ผลักดัน “กาแฟไทย” ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวที่เป็นธรรม และมีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกอย่างแท้จริง

ในปี 2568 ซึ่งเป็นปีมหามงคลที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมมายุ 70 พรรษา กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ สมาคม และภาคเอกชนที่ประกอบธุรกิจกาแฟ จัดการประกวดสุดยอดกาแฟไทย ปี 2568 (Thai Coffee Excellence 2025) เพื่อสร้างการรับรู้อัตลักษณ์กาแฟไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในระดับประเทศ และระดับสากล ทั้งนี้การประกวดสุดยอดกาแฟไทยเป็นการดำเนินการตามยุทธศาสตร์กาแฟแห่งชาติ เพื่อเป็นการสร้างรายได้ ให้แก่เกษตรกร ผู้ปลูกกาแฟ เพิ่มพื้นที่ปลูกกาแฟโดยปรับเปลี่ยนจากการปลูกพื้นเดิม เช่น ข้าวโพด เป็นกาแฟ และส่งเสริมให้เกิดการแปรรูปกาแฟที่มีคุณภาพ การประกวดมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกต้นน้ำ ผู้ปลูกกาแฟ ให้มีความรู้และทักษะในการปลูกกาแฟที่มีคุณภาพและการผลิตแบบยั่งยืน โดยการปลูกร่วมกับป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียว ช่วยลดปัญหาหมอกควัน หรือ PM 2.5 และพัฒนาการผลิตกาแฟตลอดห่วงโซ่ ซึ่งมีการประกวด 2 ประเภท คือการประกวดเมล็ดกาแฟ และการประกวดการปฏิบัติการเกษตรที่ดีสำหรับสวนกาแฟเพื่อความยั่งยืนตามหลักการเกษตรเชิงฟื้นฟู (GAP & Regenerative) ซึ่งผู้ชนะรางวัลที่ 1 ในแต่ละสาขา จะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล 100,000 บาท

โดยภาพรวมการตลาดของกาแฟไทย ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโรงงานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโรงงานแปรรูปเพิ่มขึ้นจาก 80,691 ตัน ในปี 2562/62 เป็น 93,551 ตัน ในปี 2565/66 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.06 ต่อปี และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงแนวโน้มการเติบโตโดยเฉพาะกลุ่มกาแฟสดและกาแฟพิเศษ สะท้อนถึงรสนิยมของผู้บริโภคที่ซับซ้อน และต้องการประสบการณ์ที่หลากหลายมากขึ้น อุตสาหกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งรายได้สำคัญสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการ แต่ยังเป็นกลไกขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านแนวทางการเพาะปลูกอย่างยั่งยืน รวมถึงกาแฟไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ เช่น การผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศซึ่งนำไปสู่การพึ่งพาการนำเข้าอย่างมาก

กรมวิชาการเกษตรมองเห็นศักยภาพของกาแฟไทย พืชอนาคตไกล ดำเนินการ Kick Off กาแฟล้านต้น ขยาย กาแฟพันธุ์ดีของกรมวิชาการเกษตร ให้มีปริมาณเพียงพอรองรับการขยายพื้นที่ปลูก เพิ่มปริมาณการผลิตกาแฟในประเทศ ในปี 2568 กรมวิชาการเกษตร ผลิตต้นกล้ากาแฟอะราบิกา (พันธุ์ กวก. เชียงใหม่ 80 กวก. เชียงใหม่ 1 กวก.เชียงราย 1 และ กวก.เชียงราย 2 และ ผลิตต้นกล้ากาแฟ โรบัสตา พันธุ์ กวก. ชุมพร 2 พันธุ์พื้นเมือง 84-4 และพันธุ์พื้นเมือง 84-5 มียอดผลิตกาแฟ สำหรับแจกจ่ายรวม 200,000 ต้น และจะทำการเตรียมกล้าพันธุ์ บำรุงรักษา กล้าพันธุ์ให้พร้อมแจกจ่ายอย่างต่อเนื่อง จนครบจำนวน 1 ล้านต้น เกษตรกรที่สนใจสามารถขอรับต้นกล้ากาแฟพันธุ์ดีได้ ที่หน่วยงาน กรมวิชาการเกษตรในพื้นที่

Related
แชท