เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการกระจายพันธุ์ต้นกล้ากาแฟพันธุ์ดีของกรมวิชาการเกษตร จำนวน 1 ล้านต้น ณ โรงผลิตต้นกล้ากาแฟ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (แม่จอนหลวง) ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมุ่งยกระดับกาแฟไทยเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ เพิ่มผลผลิต ลดการนำเข้า และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน
อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ยกระดับภาคการเกษตรไทย ควบคู่กับการสร้างอาชีพและรายได้ให้เกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่สูงและพื้นที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม
โครงการกระจายพันธุ์ต้นกล้ากาแฟพันธุ์ดีของกรมวิชาการเกษตร ประกอบด้วยกาแฟอะราบิกา 5 พันธุ์ ได้แก่ กวก.เชียงใหม่ 80, กวก.เชียงใหม่ 1, กวก.เชียงราย 1, กวก.เชียงราย 2 และ กวก.เกอิชา รวมทั้งกาแฟโรบัสตา 2 พันธุ์ คือ กวก.ชุมพร 1 และ กวก.ชุมพร 2 พร้อมพันธุ์พื้นเมือง เพื่อกระจายสู่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรในพื้นที่เหมาะสมทั่วประเทศ
การผลิตต้นกล้ากาแฟในโครงการนี้ ดำเนินการภายใต้แนวทางเกษตรยั่งยืน โดยส่งเสริมระบบวนเกษตร ปลูกกาแฟร่วมกับไม้ยืนต้นหรือพืชเศรษฐกิจอื่นในพื้นที่ป่า ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ลดการเผาในพื้นที่เกษตร และบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานการเก็บเกี่ยวและการแปรรูปแบบ Zero Waste Process เพื่อเพิ่มมูลค่าและขีดความสามารถในการแข่งขันของกาแฟไทยในตลาดสากล
ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ยังได้ตรวจเยี่ยมแปลงแม่พันธุ์กาแฟที่ใช้ในการผลิตต้นกล้า ซึ่งจะต่อยอดสู่แผนการผลิตและกระจายต้นกล้ากาแฟจำนวน 10 ล้านต้น เพื่อเทิดพระเกียรติในโอกาสครบรอบ 10 ปีแห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยดำเนินงานผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน องค์การมหาชน สถาบันการศึกษา และเกษตรกรตลอดห่วงโซ่อุปทาน
พร้อมกันนี้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้มอบนโยบายเร่งขยายพันธุ์ชา “กวก.เชียงใหม่ 1” ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรกว่า 30 ปี ตั้งเป้าหมายกระจายพันธุ์ 1 ล้านต้น เพื่อทดแทนการนำเข้าชาเขียวและชามัทฉะจากต่างประเทศ โดยชาพันธุ์ดังกล่าวให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์เดิม 16–20 เปอร์เซ็นต์ และมีคุณลักษณะเหมาะสมสำหรับการแปรรูปเป็นชาเขียวและมัทฉะคุณภาพสูง รองรับการเติบโตของตลาดชาโลกที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

























Users Today :
Views Today :
Who's Online :
