กรมวิชาการเกษตร นำทัพหน่วยงานรัฐจับมือภาคเอกชนร่วมจัดงานประกวดสุดยอดกาแฟไทย ปี 2564  ครั้งแรกกับการค้นหาทั้งเมล็ดกาแฟอะราบิกาและโรบัสตาคุณภาพดี  มีกลิ่นและรสชาติโดนใจคอกาแฟ  องค์การกาแฟระหว่างประเทศทุ่ม 1 ล้านบาทร่วมจัดงานสร้างการรับรู้ ชูจุดเด่นกาแฟไทยยืนหนึ่งคุณภาพดีระดับโลก หวังช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้และความยั่งยืนให้แก่เกษตรกร  ผู้สนใจส่งเมล็ดกาแฟเข้าประกวดส่งใบสมัครได้ถึงวันที่ 31 มีนาคมนี้

นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  เปิดเผยว่า  กาแฟนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยที่สร้างมูลค่าถึง 33,000 ล้านบาท  สร้างรายได้แก่เกษตรกรและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง  โดยประเทศไทยมีสภาพพื้นที่ที่สามารถปลูกกาแฟได้ทั้งกาแฟอะราบิกาและโรบัสตา  ซึ่งปัจจุบันผลผลิตกาแฟอะราบิกาในภาคเหนือของไทยมีปริมาณ 9.2 พันตัน ส่วนการผลิตกาแฟโรบัสตาของไทย ส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายให้ผู้ประกอบการโรงงานแปรรูป แต่ปัจจุบันมีกระบวนการแปรรูปเพื่อให้ได้กาแฟโรบัสตาที่มีรสชาติโดดเด่นทำให้ผู้บริโภคเริ่มมีความนิยมในการบริโภคกาแฟโรบัสตาเป็นกาแฟสด ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์วิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก รวมทั้งการดำรงชีวิตและการใช้ชีวิตของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะผู้ประกอบการร้านกาแฟที่ชะลอการรับซื้อผลผลิตกาแฟของเกษตรกร ทำให้ผลผลิตกาแฟคงค้างอยู่ที่เกษตรกรและผู้ประกอบการจำนวนกว่า 2,000 ตัน และในช่วงเดือนมีนาคม 2564 นี้ ผลผลิตกาแฟฤดูกาล 2563/2564 จะเข้ามาเพิ่มอีกจำนวนกว่า 9,000 ตัน ในขณะที่สถานการณ์ของโควิด-19 ยังมีการแพร่ระบาดอยู่จนถึงปัจจุบัน

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าวว่า  เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนกาแฟและผู้ประกอบการ  รวมทั้งประเทศไทยยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ยังไม่มีการศึกษาเอกลักษณ์รสชาติกาแฟ ซึ่งหากทราบรสชาติและเอกลักษณ์ของกาแฟ จะสามารถนำมาประชาสัมพันธ์เพิ่มโอกาสทางการตลาดและการจำหน่ายผลผลิตของเกษตรกรได้  กรมวิชาการเกษตรจึงได้ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สมาคม และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจกาแฟ จัดกิจกรรมการประกวดสุดยอดกาแฟไทย ประจำปี 2564 (Thai Coffee Excellence 2021) เพื่อส่งเสริม ประชาสัมพันธ์เอกลักษณ์  สร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสช่องทางการตลาดให้กับกาแฟไทยเพิ่มขึ้น  รวมทั้งยังช่วยระบายผลผลิตของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

                ทั้งนี้ การจัดงานในปี 2564 นี้ถือเป็นปีแรกที่องค์การกาแฟระหว่างประเทศได้จัดสรรงบประมาณจากกองทุนพิเศษจำนวน ประมาณ 1 ล้านบาท ให้แก่ประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกจัดกิจกรรมดังกล่าว  เพื่อประชาสัมพันธ์กาแฟไทย สร้างการรับรู้ จุดเด่นของกาแฟไทย ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคนักดื่มกาแฟรุ่นใหม่  รวมทั้งความพิเศษของการประกวดครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่จะมีการประกวดทั้งกาแฟอะราบิกาและโรบัสตา   เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีแต่การประกวดเฉพาะกาแฟอะราบิกาเท่านั้น  โดยเมล็ดกาแฟที่ส่งเข้าประกวดจะต้องเป็นสายพันธุ์อะราบิกาและโรบัสตาที่ปลูกในประเทศไทยและเมล็ดกาแฟจะต้องเป็นผลผลิตของปี 2563/2564 เท่านั้น  ซึ่งเกณฑ์การตัดสินจะพิจารณาใน 3 ด้าน ได้แก่ คุณภาพด้านกลิ่น คุณภาพด้านรสชาติ และคุณภาพอื่น ๆ ได้แก่ ข้อบกพร่อง ขนาดและความสมบูรณ์ของเมล็ด  

ในปี 2564 นี้กรมวิชาการเกษตรเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดการประกวดสุดยอดกาแฟอะราบิกาและโรบัสตาของประเทศไทย  เพื่อค้นหาเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพดี ตั้งแต่ต้นทางการปลูกกาแฟ รวมถึงรสชาติกาแฟ จนได้เป็นเมล็ดกาแฟไทยเกรดพิเศษ   และรณรงค์ส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟให้ตระหนักถึงความสำคัญของการปลูกกาแฟให้ได้ผลผลิตกาแฟอย่างมีคุณภาพและแสดงถึงอัตลักษณ์กาแฟไทย  รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนากาแฟไทยให้มีคุณภาพดีสู่ระดับโลก เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้และความยั่งยืนแก่เกษตรกร  โดยเริ่มเปิดรับใบสมัครแล้วตั้งแต่วันที่ 1 – 31 มีนาคม 2564 เกษตรกร หรือกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์/วิสาหกิจชุมชน ที่สนใจส่งเมล็ดกาแฟเข้าประกวดสามารถสอบถามรายละเอียดการสมัครเพิ่มเติมได้ที่ผู้ประสานงานกองประกวดหมายเลขโทรศัพท์ 06 5497 9635, 08 1387 6135 , 08 1444 8651, 08 7798 1259 และ 09 9178 8953”

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าว

******************************

พนารัตน์  เสรีทวีกุล : ข่าว

กลุ่มประชาสัมพันธ์ฯ /โทร.062 345 1821

วันที่ 11 มีนาคม  2564